พระเครื่อง

ผู้ไม่เห็นแก่พระธรรมวินัยคือผู้ที่สวนทางพระนิพพาน

ผู้ไม่เห็นแก่พระธรรมวินัยคือผู้ที่สวนทางพระนิพพาน

25 ก.พ. 2558

ผู้ไม่เห็นแก่พระธรรมวินัยคือผู้ที่สวนทางพระนิพพาน : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา

              หลังจากได้ข่าว การแถลงของโฆษกมหาเถรสมาคม เรื่อง ปกป้องพระที่ไม่บริสุทธิ์ ผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ยาวนานที่สุดรูปหนึ่งในสังคมไทย ผมไม่แปลกใจเลย ทำไมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงสิ้นหวังต่อความเสื่อมของสังคมพระสมัยนั้น ถึงขนาดต้องตั้งญัตติ "ธรรมยุต" ขึ้นมาอีกสายหนึ่ง ฯลฯ ทำไมท่านพุทธทาสจึงกลับบ้านไปอยู่วัดร้างที่ตระพังจิก ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ ๑๐ ปีแรก ผลิตงานเขียนสำคัญๆ เช่น ตามรอยพระอรหันต์ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ และธรรมโฆษณ์ชุดจากพระโอษฐ์อีกหลายเล่ม ที่เป็นคำกล่าวของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎกบาลีล้วนๆ ที่ท่านบรรจงแปลออกมาแล้วปฏิบัติตามนั้นจนเกิดเป็นสวนโมกขพลาราม ขึ้นมา ที่มีบรรยากาศ และการศึกษาธรรมอย่างเป็นธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับสมัยพุทธกาลเป็นที่สุด

              เพราะอะไร

              เพราะพระสงฆ์ที่มาตามสายการศึกษาแบบโลกๆ ที่ไม่ได้เน้นการภาวนาเป็นหลัก ก็จะมีวิธีคิดแบบโลกๆ มีตรรกะซับซ้อน ซ่อนเงื่อน มีผลประโยชน์แอบแฝงโดยไม่รู้ตัว เหลื่อมล้ำ ต่ำสูง อุปถัมภ์ค้ำจุนกันอยู่อย่างนี้ จนแม้แต่ พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชยังถูกเพิกเฉยไปได้ อย่างน่าอนาถใจแก่ชาวพุทธทั้งปวง จึงทำให้คณะสงฆ์(บางกลุ่ม) ที่มีอำนาจในมหาเถรสมาคม แสร้งทำเฉย ยึดถือกฎหมายเหนือพระธรรมวินัย ใช้คำประดิษฐ์ทางโลก เพื่อความปรองดอง กับวงการพระสงฆ์ อย่างไม่เห็นแก่หน้าพระบรมศาสดาแต่อย่างใด

              เป็นไปได้อย่างไรครับ ที่พระจะใช้มาตรฐานคนมาพิจารณาความบริสุทธิ์กับพระ? หากตรรกะเป็นเช่นนี้แล้ว คนจะกราบพระทำไมครับ?

              กฎหมาย เมื่อพิจารณาไม่ถึงหลักฐานเอาผิดจนถึงที่สุดได้ ก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย หรือหากพบความผิดจริง ก็ต้องลงโทษ หรืออาจไกล่เกลี่ยได้ตามสมควร ส่วนกฎพระธรรมวินัย หรือ หลักศีลธรรมนั้นไซร้ พิสูจน์ทราบว่าผิดจริงแล้ว ไม่อาจไกล่เกลี่ย เกี้ยเซียะ หรือ ปรองดองได้แต่อย่างใด ผู้ถือศีล ๒๒๗ ข้อ บวชเข้ามาในบวรพระพุทธศาสนาแล้ว ต้องยึดเอาพระธรรมวินัยเป็นหลัก เป็นที่บูชา แม้พระพุทธองค์เองยังทรงบูชาพระธรรมวินัย และสั่งเสียพุทธสาวกทั้งหลายให้ยึดเอาสิ่งนี้เป็นที่บูชาและปฏิบัติตาม

              เมื่อความผิดสำเร็จ สมบูรณ์แล้ว ปาราชิกก็คือปาราชิกครับ จะมาทยอยคืนทรัพย์ ยอมความกัน แบบชาวโลกนั้น คงจะไม่ได้ 

              ใจเป็นประธาน เจตนาเป็นที่ตั้ง ถามตัวท่านเองว่า ที่สั่งสอนผิดแนวทาง วัตถุประสงค์ที่แท้คืออะไร? ปรารถนาจะสั่งสอนให้ลูกศิษย์ลูกหาพ้นทุกข์ หรือ มอมเมาพวกเขาด้วยสุขอย่างจอมปลอม ที่ต้องแลกมาด้วยเงินทำบุญมากมาย ผ่านระบบการตลาดทั้งหลาย นั่นใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า?

              ทำบุญก็เพื่อเอา ทำทานก็เพื่อรวย กล่าวสาธุ ก็เพื่อสวรรคสมบัติ ปฏิบัติสมาธิ ก็เพื่อเห็นภาพนิมิตติดตา เพื่อจะเอา-จะเป็น-จะยึด ล้วนแล้วแต่ยังไม่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์สิ้นเชิง ตามพุทธประสงค์แต่อย่างใด ชาวพุทธที่มีสัมมาทิฎฐิแล้วเท่านั้น จึงจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ แต่น่าเสียดาย ยังมีชาวพุทธที่บริสุทธิ์อีกเป็นจำนวนมาก ที่ถูกเจ้าลัทธิ ลากจูงไป ให้ไกลจากพระนิพพานมากขึ้นๆ ทุกที

              วันนี้ มติมหาเถรสมาคม กำลังปกป้องพระที่เข้าข่ายปาราชิกและชักจูงมวลชนให้หลงงมงาย เมาบุญ ทั้งกำลังเดินสวนทางพระนิพพาน ให้ยังคงอยู่ต่อไป ช่วยให้องค์กรของเขาเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ให้หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเพี้ยนไปมากขึ้นๆ ให้พระธรรมวินัยถูกทอดทิ้ง เป็นหมัน เท่ากับไม่เห็นแก่หน้าพระพุทธเจ้า และไม่เห็นพระองค์อยู่ในสายตาเอาเสียเลย!!!

"}])