
หมั่นทำดีกับเพื่อนร่วมงานแม้ว่าจะไม่ชอบหน้ากัน
หมั่นทำดีกับเพื่อนร่วมงาน แม้ว่าจะไม่ชอบหน้ากัน แต่ยังไม่เห็นผลดีออะไร : ปุจฉา-วิสัชนากับพระไพศาล วิสาโล
ปุจฉา : กราบนมัสการพระคุณเจ้าเจ้าค่ะ อยากกราบเรียนถามท่านว่า การที่เราทำความดีทุกอย่างในการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าเขาจะไม่ชอบขี้หน้าเรา เราเองจะไม่ชอบขี้หน้าเขาก็ตามที ตัวของเราเองก็เพียรเฝ้าทำแต่ความดี พูดดี (ถึงแม้บางครั้งเพื่อนร่วมงานเองจะว่าแดกว่าดันเราก็ตาม) เราก็แสดงกริยา มารยาทดี ไม่เคยว่ากระแทกแดกดัน ถึงแม้บางครั้งตัวเองก็อาจจะเปรยๆ กับคนที่สนิทๆ บ้างว่าเบื่อๆ เรื่องงานก็ตามที ทำไมตัวเองยิ่งทำทุกอย่างให้มันเกิดแต่สิ่งดีๆ ยิ่งทำให้เบื่อๆ เรื่องงานเหมือนยิ่งทำยิ่งโดนแกล้งและทิ้งให้โดดเดี่ยวไร้เพื่อนร่วมงาน ไม่มีกำลังใจ ไม่มีคำแนะนำ ไม่มีแม้น้ำใจจากเพื่อนร่วมงานแผนกเดียวกัน หัวหน้างานแผนกที่หยิ่งยโสโอหังทั้งๆ ที่อายุน้อยกว่ากัน
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องของกรรมในอดีตชาติหรือกรรมในชาติปัจจุบันกันหนอ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยคิดที่จะสร้างกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นมาแม้แต่น้อยนิด มีแต่คิดดี ทำดี พูดแต่สิ่งที่ดีมาตลอด ไม่ทราบว่าพระคุณเจ้าพอจะมีวิธีอย่างไรบ้างในการแก้ไขเกี่ยวกับในเรื่องนี้เจ้าคะ
วิสัชนา : การที่คุณทำความดีกับเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างนั้น เป็นเรื่องน่าอนุโมทนา แต่หากทำด้วยความคาดหวังว่าเขาจะทำดีกับคุณเป็นการตอบแทน คุณจะเป็นทุกข์ได้ง่าย จะเป็นการดีกว่าหากคุณทำดีกับเขาโดยไม่คาดหวังอะไรจากเขาเลย ถือว่าทำดีเพราะเชื่อมั่นหรือศรัทธาในความดี ไม่ใช่เพราะอยากให้ใครมาชื่นชมสรรเสริญหรือทำดีกับคุณ ใครพูดอะไรก็อย่าไปสนใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ใครมาทำอะไรกับคุณก็ได้ หากเขากลั่นแกล้งหรือรังควานคุณ ก็ไม่ควรนิ่งเฉย ควรเตือนหรือปรามเขาโดยใช้วาจาที่สุภาพและไม่ใช้อารมณ์กับเขา
ชีวิตของคุณข้างหน้ายังจะต้องเจออะไรที่หนักหนาสาหัสกว่านี้มาก ดังนั้นจึงควรถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณขณะนี้ช่วยฝึกให้คุณมีจิตใจเข้มแข็งและรู้จักปล่อยวาง คุณสมบัติดังกล่าวมีประโยชน์มาสำหรับคุณในการฟันฝ่าอุปสรรคในวันข้างหน้าให้ผ่านพ้นด้วยดี
เราจะเอาชนะมานะ อัตตา ความมั่นใจในตัวเองด้วยวิธีใด
รักษพล ชัยภาสกรสกุล ปุจฉา : กราบเรียนถามพระอาจารย์ครับ เราจะเอาชนะ มานะ อัตตา ความมั่นใจในตัวเอง ได้ด้วยวิธีไหนบ้างครับ ขอบพระคุณมากครับ
วิสัชนา : ความมั่นใจในตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อย่าให้มากจนไม่ยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่น หรือดูถูกผู้อื่น ส่วนมานะหรืออัตตานั้น ปุถุชนย่อมมีกันทุกคน แต่ก็อย่าให้มันครอบงำจิตใจ
วิธีหนึ่งที่ช่วยลดทอนมานะได้ก็คือ เปิดใจรับฟังคำแนะนำ คำทักท้วง หรือแม้กระทั่งคำตำหนิติเตียน สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนยาขมที่ช่วยกำราบมานะหรือความหลงตัวว่า “กูเก่ง กูแน่ กูดี”ได้ไม่น้อย เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกขุ่นเคืองหรือโกรธเวลาเจอคำตำหนิ ให้มองว่านั่นคือความทุกข์ร้อนของตัวมานะ ปล่อยให้มันทุกข์ไป อย่าไปเดือดร้อนกับมัน ถ้าเจอแบบนี้บ่อยๆ มันก็จะกำเริบเสิบสานน้อยลง และอยู่เป็นที่เป็นทางมากขึ้น คนเก่งหลายคนจะยินดีรับฟังคำวิจารณ์ หรือถึงกับเข้าไปหามันเพราะรู้ว่ามันจะช่วยลดมานะในใจเขาได้ บางคนถึงกับพูดว่า “วันไหนไม่ถูกตำหนิ วันนั้นเป็นอัปมงคล”
มานะนั้นหวงแหนหน้าตายิ่งนัก เวลาหน้าแตกมันจะโกรธหรือเป็นทุกข์มาก ถ้าคุณอยากกำราบมัน เวลาหน้าแตกก็อย่าโกรธหรือเป็นทุกข์ ให้ยิ้มรับเหตุการณ์ดังกล่าว ถือว่ามันเป็นสิ่งที่ช่วยทรมานมานะให้หายพยศได้เป็นอย่างดี บางคนเห็นประโยชน์ของการหน้าแตก จึงตั้งใจทำอะไรเปิ่นๆ ให้คนเห็น เมื่อทำบ่อยๆ ความหวงแหนหน้าตาหรือหลงใหลในภาพลักษณ์ก็จะเจือจางไปเอง
ธรรมชาติของมานะนั้นชอบเป็นหัวหน้าอยากบงการใครต่อใคร ดังนั้นวิธีหนึ่งที่กำราบมานะได้ดีก็คือ การไปเป็นลูกน้องหรือรับใช้ผู้อื่น แทนที่จะสั่งคนนั้นคนนี้ก็ลองเป็นคนรับคำสั่งบ้าง วิธีนี้จะช่วยให้อ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น ไม่เจ้ายศเจ้าอย่างหรือถือเนื้อถือตัว
เจ้าของสายการบินชื่อดังแห่งหนึ่ง ทุกเดือนเขาจะไปเป็นพนักงานขนกระเป๋า ทุกสองเดือนจะไปเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และทุกสามเดือนจะไปเป็นพนักงานที่เคาน์เตอร์เช็คอิน ผู้บริหารที่ทำอย่างนี้เป็นนิจย่อมมีความหลงตัวน้อยลง
ทั้งหมดนี้พูดรวมๆ ก็คือ การทำสิ่งที่สวนทางกับมานะ มานะต้องการอะไร ก็ทำสิ่งตรงข้าม จะช่วยให้มันกำเริบน้อยลง แต่หากจะกำจัดมานะให้สิ้นเชิง ก็ต้องทำวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดปัญญาเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้ชัดว่าแท้จริงแล้วไม่มีตัวกูเลยแม้แต่น้อย ปัญญาดังกล่าวทำให้มานะตั้งอยู่ไม่ได้ ผู้ที่หมดสิ้นซึ่งมานะอย่างแท้จริงคือพระอรหันต์ เพราะท่านได้ตัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ (๑ ในนั้นคือมานะ) ได้อย่างสิ้นเชิง สมาธิภาวนาแบบพุทธนั้นถึงที่สุดแล้วก็เพื่อการเป็นผู้หมดสิ้นซึ่งความยึดถือในตัวตน เข้าถึงอนัตตภาวะอย่างสมบูรณ์



