
ธัมมชโยรอด!มติมส.ไม่ขัดขืนพระลิขิต
ธัมมชโยรอด!มติมส.ไม่ขัดขืนพระลิขิต อ้างฝ่ายบ้านเมืองถอนฟ้องแล้ว
20ก.พ.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00น.การประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมามค(มส.) ได้เริ่มขึ้นมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พระผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานที่ห้องประชุมพุทธมณฑล คาดว่าจะมีการพิจารณากรณีพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกายต้องโทษปาราชิกตามในพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ตามที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุ
ทั้งนี้ พระพรหมเมธี(จำนงค์ ธมฺมจารี) กรรมการและโฆษกมส. เปิดเผยภายหลังการประชุมมส.ว่า ประเด็นที่ 1.ที่ประชุมมส.ได้มีมติรับทราบกรณีนายสมเกียรติ ธงศรี ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม(มส.) ผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ไปชี้แจงกรณี พระเทพญาณมหามุนี หรือหลวงพ่อธัมมชโย เจ้าวาสวัดพระธรรมกาย ต่อที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทะศาสนา สปช. ว่า ได้มีการละเมิดพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในปี2542 หรือไม่ ประเด็นที่ 2 มส.ได้พิจารณาถึงเจตนาของหลวงพ่อธัมมชโย ใน 2 กรณี ดังนี้
"1.ฝ่าฝืนพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมส.ได้ยกมติมส.ในปี 2549 ขึ้นมาพิจารณาแล้ว พบว่า หลวงพ่อธมฺมชโย ยอมรับและปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังราชในการคืนที่ดินทุกประการ 2. มีเจตนาฉ้อโกงหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว หลวงพ่อธัมมชโย ได้ทยอยคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่วัดพระธรรมกาย ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการฝ่ายสงฆ์ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าคณะปกครอง ได้ดำเนินการสอบสวนความผิดของ หลวงพ่อธัมมชโย โดยได้มีการผลสรุปออกมาว่า ไม่มีเจตนาฉ้อโกง ไม่ผิดพระวินัย ไม่ถือเป็นความผิด ถือเป็นอันยุติ "พระพรหมเมธี กล่าว
โฆษกมส. กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่ 3. เมื่อไม่มีเจตนาฉ้อโกง ไม่ได้ฝ่าฝืนพระลิขิต ไม่ถือว่ามีความผิด และพ้นมลทิน รวมทั้งยึดตามมติมส.ปี 2549 โดยได้คืนตำแหน่งเจ้าอาวาส และได้ขอพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ให้ ดังนั้น สถานะภาพปัจจุบันของหลวงพ่อธัมมชโย ยังคงดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดและดำรงสมณศักดิ์เช่นเดิม
โฆษกมส. กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่มีนายสมพร เทพสิทธา และนายมาณพ พลไพรินทร์ เป็นฝ่ายโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาว่า หลวงพ่อธัมมชโย ยักยอกทรัพย์ของวัดพระธรรมกาย ต่อมานานมาณพ หนึ่งในโจทย์ร่วมฟ้องได้ถอนฟ้อง หลวงพ่อธัมมชโย ทางอัยการได้พิจาณาแล้ว จึงได้ถอนฟ้องคดีดังกล่าว ถือว่า หลวงพ่อธัมมชโย ได้พ้นมลทินแล้ว
“จากกรณีปัญหาดังกล่าว อาตมาอยากจะวิงวอนให้พุทธศาสนิกชน พิจารณารับข่าวสารจากสื่อที่มีความรวดเร็ว อาจมีข้อผิดพลาดได้ โดยเฉพาะขณะนี้ รัฐบาลเน้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ จึงไม่อยากให้นำเรื่องที่ยุติลงแล้วมาพูดซ้ำ ซึ่ง มส.เองไม่รู้ว่าพิจารณาอย่างไร อย่างไรก็ตาม มส.ถือเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ โดยเมื่อมีปัญหาของคณะสงฆ์เกิดขึ้น ก็ได้พิจารณาตามกระบวนการปกครองสงฆ์ สำหรับ พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชในปี 2542 ถือเป็นข้อแนะนำของคณะสงฆ์ทั้งประเทศควรยึดถือปฏิบัติ”กรรมการและโฆษกมส. กล่าว
พระพรหมเมธี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมมส.ยังได้มติตั้งคณะทำงาน ติดตามข่าวสารทางโลกขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วย พระพรหมเมธี พระพรหมบัณฑิต พระพรหมสิทธิ พระธรรมบัณฑิต นายจำนง สวมประคำ อดีตเลขาธิการวุฒิสภา และนายพิสิฐ เจริญสุข อดีตข้าราชการกรมการศาสนา
วัดพระธรรมกายไม่ให้สื่อเข้าวัดยันแจงยุติแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าวัดพระธรรมกายไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าวัด โดยได้สอบถามไปที่ประชาสัมพันธ์ของวัดพระธรรมกายแล้ว ทางด้านวัดพระธรรมกายยังไม่ให้สัมภาษณ์ทุกกรณี เพียงแต่ส่งหนังสือ วัดพระธรรมกายชี้แจง ข้อกล่าวหาต่างๆ ยุติแล้ว ลงนามพระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย และห้ามสื่อมวลชนทุกสำนักเข้าไปในวัดโดยมี รปภ.คุมเข้มทางเข้าประตูหน้าวัด
‘อาคม’แจงคดีธัมมชโยเรื่องจบแล้ว
นายอาคม เอ่งฉ้วน อดีต รมช. ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในช่วงที่ตนดำรงดำแหน่งอยู่นั้นมีกล่าวหาว่าคำสอนของธัมมชโยขัดกับพระไตรปิฎก ตนจึงให้สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม(มส.) นำเรื่องเข้าพิจารณา ซึ่งมหาเถรสมาคมมีมติมอบหมาย ให้พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง อดีตเจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นผู้พิจารณา มีคำสั่งให้เข้าพบ และยืนยันว่าจะไม่สอนอีก ซึ่งเป็นการพิจารณาตามพ.ร.บสงฆ์ เรื่องจึงยุติลง
นายอาคม กล่าวถึงกรณีการยักยอกเงินวัดว่า ในขณะนั้นตนมอบหมายให้อธิบดีกรมการศาสนา คือ นายพิภพ กาญจนะ ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยคดีสู้อยู่นานจนสมัย พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี อัยการอ้างว่าได้คืนเงินให้วัดแล้วจึงถอนคดีในนาทีสุดท้าย ในขณะนั้น นายพชร ยุติธรรมดำรง ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ทำให้คดีสิ้นสุดโดยที่ศาลไม่ได้ตัดสิน
ไพบูลย์รับข้อเสนอหลวงปู่พุทธอิสระเร่งจัดการอลัชชี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม ( หลวงปู่พุทธะอิสระ ) เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ได้มอบหมายให้นายมหัศจักร ใสดี เป็นตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ที่รัฐสภา ทั้งนี้นายไพบูลย์ กล่าวว่า สาระสำคัญของหนังสือนั้น ได้มีการเสนอให้ปฏิรูปศาสนจักร เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริงตามหลักธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีเคยดำริที่อยากจะเห็นการปฏิบัติเป็นไปตามหลักธรรมวินัย ส่วนแนวทางที่คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สอดคล้องกับแนวทางที่หลวงปู่พุทธะอิสระเสนอมา อย่างไรก็ตามตนจะนำส่งข้อเสนอของหลวงปู่พุทธะอิสระ ส่งไปยังนายกรัฐมนตรี และจะดำเนินการตามดำริของพระพุทธอิสระด้วย
สำหรับหนังสื่อดังกล่าวระบุว่า หลวงปู่มีความห่วงใยถึงปัญหาของศาสนาของพุทธ ในประเทศไทย และต้องการที่จะส่งข้อความในหนังสือต่อไป ยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านทางคณะกรรมการของนายไพบูลย์ สำหรับรายละเอียดในหนังสือของหลวงปู่ ได้ระบุถึงกรณีของมหาเถระสมาคมมีการรวบอำนาจ แต่ไม่ได้ใช้อำนาจเพื่อความสงบเรียบร้องของสังฆมณฑล , กรรมการของมหาเถระสมาคมทำงานไม่ได้ตามที่ควร , พระในมหาเถระสมาคมมีตำแหน่งมากกว่าหนึ่ง ทำให้งานที่ควรบริหารอย่างจริงจังไม่สามารถทำได้ดีพอ ทำให้เกิดปัญหามากมาย อีกทั้งกฎหมายก็ไม่ทันสมัย ไม่สามารถจัดการกับผู้ที่แอบอ้างเป็นพระได้
หนังสื่อดังกล่าวยังระบุด้วยว่า ควรเปลี่ยนแปลงแต่ละมาตรา กำหนดบทลงโทษให้ชัดเจน และหนักหน่วงกับพวกมิจฉาชีพ ที่ทำให้ศาสนาเสียหาย นอกจากนี้กรรมการมหาเถระสมาคนและเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ผู้บังคับใช้กฎหมายอ่อนแอเกินไป ขาดความชำนาญในการบังคับใช้กฎหมาย และบางกรณีกลับเป็นผู้กระทำเสียเอง จึงยากที่จะสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องได้ ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาลงทุกวัน อีกทั้งยังมีกรณีร่ำรวยผิดปกติของนักบวช ซึ่งต้องแก้ไขโดยกำหนดให้ตรวจสอบทรัพย์สินชัดเจน โปร่งใส ออกกฎหมายยึดทรัพย์นักบวชและญาติ ที่ร่ำรวยผิดปกติมาเป็นสมบัติของแผ่นดิน
หนังสื่อดังกล่าวยังระบุอีกว่า ข้อความในหนังสือยังระบุถึงนักบวชในปัจจุบันว่าไม่มีความละอายต่อหลักพระธรรมวินัย ไม่คำนึงถึงความเสียหายและโทษที่จะได้รับ จึงสมควรที่จะกำหนดบทลงโทษ แก่ผู้ละเมิดพระธรรมวินัยให้หนักหน่วง อีกทั้งยังมีการซื้อขายตำแหน่งดังในวงการนักบวช กับข้าราชการและนักการเมือง จึงอยากให้แก้ไขด้วย และในวรรคท้ายของหนังสือนั้นหลวงปู่ขอให้แก้ปัญหาของศาสนจักร โดยถือว่าทำบุญให้กับแผ่นดิน เพื่อให้พุทธศาสนาเป็นที่พึ่งของประชาชน อย่างแท้จริง
ดีเอสไอประชุมเร่งคดีเครดิตยูเนี่ยน
สมาชิกสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยน คลองจั่น นำโดยนายธรรมนูญ อัตโชติ แกนนำชมรมฟื้นฟูสหกรณ์ฯพร้อมผู้เสียหายจำนวน 25 คน ทยอยเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอชุดใหม่ โดยนายธรรมนูญ กล่าวว่า ผู้เสียหายสมาชิกสหกรณ์ฯที่รวมกลุ่มกันในนามของชมรมฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ มีกว่า 2,000 คน มีความเสียหายจากการนำเงินไปฝากไว้กับสหกรณ์ฯกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งผู้เสียหายทั้งหมดจะให้การกับดีเอสไอ และมีความเชื่อมั่นมากขึ้นกับพนักงานสอบสวนชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม สมาชิกยังไม่วางใจในกลุ่มผู้บริหารสหกรณ์ชุดปัจจุบัน ที่มีกรรมการชุดเก่าร่วมอยู่ด้วย จึงต้องการให้ดีเอสไอตรวจสอบแผนฟื้นฟูสหกรณ์ฯควบคู่ไปด้วย
ด้านพ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กล่าวว่า หลังจากพนักงานสอบสวนชุดใหม่รับมอบสำนวนทั้งหมด จึงเรียกสอบผู้เสียหาย โดยประเด็นที่สอบปากคำ จะสอบถามถึงความเสียหายที่แต่ละคนได้รับและพฤติการณ์ต่างๆที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน นอกจากนี้จะเรียกผู้บริหารสหกรณ์ต่างๆที่นำเงินาฝากไว้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯมาสอบปากคำด้วย
พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล รองผบ.สำนักเทคโนโลยีและการตรวจสอบ กล่าวว่า ตนเข้ามารับผิดชอบตรวจสอบเส้นทางการเงินที่นายศุภชัยนำออกจากสหกรณ์ด้วยการสั่งจ่ายเช็ค เบื้องต้นมี 878 ฉบับ มีบัญชีปลายทางที่เกี่ยวข้อง 67 บัญชี โดยประสานให้ธนาคารตรวจสอบกระแสการเงินย้อนหลังทั้งหมดเพื่อกำหนดตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรับโอนเงินจากสหกรณ์ เมื่อมีความชัดเจนจะทยอยเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ ส่วนหลักฐานและทรัพย์สินที่ยึดได้จากบริษัท เอส.ดับบลิว. โฮลดิ้งกรุ๊ป ประเทศไทย (จำกัด) ต้องรอให้ปปง.เรียกเจ้าของทรัพย์มาเปิดตู้เซฟแต่ได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดต่อกับนายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล ได้ ส่วนบริษัทอื่นที่ปปง.ยึดและอายัดหุ้นมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท พบทุกบริษัทปิดกิจการลงแล้ว ดังนั้นต้องให้ปปง.ตรวจสอบต่อว่าหุ้นที่ยึดและอายัดไว้คงเหลือเป็นตัวเงินเท่าใด สำหรับวัดพระธรรมกายที่ได้รับเช็คจากนายศุภชัยทั้งในนามวัดและเจ้าอาวาสเป็นเงินกว่า 700 ล้านบาท ก็ต้องเชิญตัวเข้าให้ปากคำเช่นกัน



