พระเครื่อง

ความลับ๑๘ประการของ‘ความว่าง’!

ความลับ๑๘ประการของ‘ความว่าง’!

17 ก.พ. 2558

ความลับ๑๘ประการของ‘ความว่าง’! : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล ภาพ

               เพื่อนบ้านคนหนึ่งปรับทุกข์ให้ฟังหลังคุยกันเรื่อง “จิตว่าง” …

               “เรื่อง “ความว่าง” น่ะเหรอ? ฉันรู้แล้ว ฉันรู้แล้ว ... ก็เคยฝึกจิตเป็นประจำ ฉันจึงว่างอยู่เสมอ ... แต่เมื่อวานก็แค่ปวดหัวนิดหน่อย เพราะสามีกลับบ้านดึก ลูกก็ทำคะแนนฟิสิกส์ไม่ดี จนต้องไปถอน .. นี่ก็ไม่รู้อีกเมื่อไหร่เศรษฐกิจจะกระเตื้องเสียที หากรอจนถึงปลายปี ประกาศใช้เออีซีขึ้นมา คนไทยเราจะสู้เขาได้ยังไง? ... ฯลฯ”

               (นี่ขนาดว่างนะเนี่ย ถ้าจิตไม่ว่างจะขนาดไหน?)
000

               เพื่อนอาวุโสคนหนึ่งวัยใกล้ ๘๐ แล้ว เธอเป็นเศรษฐีระดับพันล้าน แต่หน้าตายังเหมือนคนอมทุกข์อยู่เสมอ ... บ่อยครั้งที่มีโอกาสสนทนากัน เธอมักจะพร่ำบ่นว่า ...

               “มีสามีก็ไม่ได้ความ มีลูกเต้าก็ไม่ได้ดั่งใจเลยสักคน”
000

               เพื่อนอาวุโสวัย ๘๒ อีกคน มักกล่าวรบเร้าให้ผมช่วยไปคุยกับลูกชายของเขาคนหนึ่ง ...

               “ลูกชายผม อายุห้าสิบกว่าแล้วยังไม่ยอมแต่งงานซะที คุณช่วยไปคุยกับเขาหน่อยสิ”
000

               … ๓ กรณีศึกษาที่ผมยกขึ้นมา เป็นกรณีของบุคคลที่ค่อนข้างมีฐานะการเงินและทางสังคมที่ดี มีความพร้อมในทุกด้าน ซึ่งน่าจะมีชีวิตที่สุขสม รื่นรมย์แล้ว แต่ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในสภาวะปัจจุบัน เรื่องราวในอดีต หรือเหตุการณ์ในอานคตที่ยังไม่มาถึง และไม่ยอมที่จะปล่อยวาง เมื่อไม่วาง พวกเขาจึงยังไม่รู้จัก 'ความว่าง' อย่างที่พระพุทธเจ้าพร่ำสอน จิตใจจึงยังเป็นทุกข์อยู่น่าประหลาดใจ ...

                นี่ก็เป็นตัวอย่างพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ... ชาวพุทธส่วนใหญ่ไม่สนใจเจริญมรรค ไม่ละไม่วาง แต่กลับชอบมักมากในบุญ ตักตุนกุศล เป็นมงคลตื่นข่าวกัน เขาว่าที่ไหนดี ก็แห่กันไป เขาไหนศักดิ์สิทธิ์ ก็แย่งกันไปกราบกราน อธิษฐานขอพร จนทางวัดและคณะผู้ดูแล ต้องทะเลาะกันในเรื่องผลประโยชน์ ตกเป็นข่าวเสียหายไม่วายเว้นกันเช่นเคย พวกเขาเหล่านั้นจึง ยังใช้ประโยชน์จาก 'ความว่าง' (สุญญตา) กันไม่เป็น ... ผู้เขียนเห็นแล้ว กลัวจะเสียโอกาส อดอนาถใจไม่ได้

               เมื่อไม่สนใจที่จะเจริญมรรค เมื่อไม่เห็นคุณค่าของการปฏิบัติบูชา เจริญสติ ทำจิตภาวนาตามพุทธประสงค์ พวกเขาเหล่านั้นจึงขาดปัญญา ขาดกำลังสมาธิ จึงไม่รู้จักความว่างหรือ ไม่เคยใช้ประโยชน์จากสุญญตาเลย
 
               เพราะฉะนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่ชาวพุทธส่วนใหญ่จึงกลายเป็นคนที่ สุขยาก แต่ ทุกข์ง่าย พึ่งเหตุปัจจัยภายนอก (อ้อนวอน ร้องขอให้เกิดขึ้น) มากกว่า ภายใน (สร้างเหตุให้เกิดขึ้นด้วยตัวเอง) 'อ่อนแอ' เอาแต่โอดโอย มากกว่าที่จะ 'อดทน' ตั้งตาทำให้เกิดโอกาสขึ้น และ กลัวตาย มากกว่า กลัวการเกิด เสียอีก! ฯลฯ ... เมื่อใดก็ตามที่ชาวพุทธไม่สนใจ 'ความว่าง' ไม่เห็นประโยชน์จาก 'สุญญตา' แล้วไซร้ เมื่อนั้นศาสนาพุทธก็แทบไร้ประโยชน์ ทำให้การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พลอยด้อยคุณค่าลงไปด้วยโดยปริยาย

               'ความว่าง' นั้นเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการจัดการความทุกข์ของมนุษยชาติได้ทุกชนิด ช่วยผู้คนได้ทุกชาติ ทุกภาษา ไม่มีข้อยกเว้น เป็นอุบาย ทำให้คนเราไม่เหงา ไม่ว้าเหว่ แม้จะต้องอยู่เพียงลำพัง เป็นกลยุทธ์ที่กำจัดกิเลสตัณหาได้อย่างถอนรากถอนโคน แก้โรคนอนไม่หลับ ทำให้คนเลิกตายโหง ฯลฯ กระทั่งได้ความสงบสุขที่เที่ยงแท้ถาวร กันในชาตินี้

               คงไม่ง่ายนักที่จะสาธยายให้ใครหันมาสนใจในเรื่องนี้ได้ โดยการอ่านบทความเล็กๆ แค่บทเดียว ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากสรุปให้เห็นซึ่ง ความลับทั้ง ๑๘ ประการแห่งอานิสงส์ของความว่าง ดังต่อไปนี้ ....

               ๑.มันมีอยู่ก่อนแล้วโว้ย! ... ความว่าง พระธรรม มีอยู่ก่อนแล้ว ตถาคตเป็นเพียงผู้ค้นพบ ฉะนั้นก่อนความทุกข์จะเข้าครอบงำ จิตเดิมแท้ของเรานั้นเป็นประภัสสรอยู่ก่อนแล้ว คือว่าง สว่าง ไสว

               ๒.ทุกคนทำ 'จิตว่าง' ได้จริงๆ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เพียงแค่กลับมาอยู่กับลมหายใจเข้า และลมหายใจออกอย่างผ่อนคลาย

               ๓. ว่างคือพุทธะ (ตื่นรู้) พุทธะคือว่าง … อยู่กับการบริกรรมพุทโธอย่างต่อเนื่องก็ได้ แล้วจิตจะปัดความคิดให้ตกไป สบายดี นี่คือทางสายกลางโดยแท้จริง

               ๔.ทำให้รู้ว่ามี 'นิพพาน' อยู่ใน 'สังสารวัฏ' หาสุขให้ได้จากทุกข์ ปัญหาอยู่ที่ไหน หนทางการแก้ไขก็อยู่ที่นั่นเอง

               ๕.เมื่อฝึกเจริญสติไปเรื่อยๆ จิตจะพบความว่างที่เป็นสัมมาทิฐิ คือ 'ว่าง' จากกิเลสตัณหา เป็นช่วงๆ กระทั่งต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้น เมื่อจิตเดินอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ ทำให้มี 'สติ' ต่อเนื่องตลอดเวลา ผู้ฝึกเจริญมรรคอย่างแข็งขัน ก็เหมือนนักมวยที่ตั้งการ์ดไว้เสมอ เมื่อการ์ดไม่ตก สติไม่มีช่องไฟ กิเลสตัณหาก็ไม่อาจกล้ำกรายได้

               ๖.จิตว่าง ไม่มีลัทธิหรือนิกาย เป็นผลตั้งแต่ต้นทาง- ท่ามกลาง- และเบื้องปลาย ไปสู่การเห็นอนิจจัง ทุกขังและอนัตตา เมื่อใดเห็นรูปในรูป เห็นจิตในจิตได้แล้ว เมื่อนั้นท่านก็สามารถเห็นว่ารูปไม่เที่ยง จิตไม่มีตัวตน โดยไม่ได้ผ่านการคิด แต่เป็นการเห็น...  

               ๗.ใช้ความว่างเพื่อผ่อนคลาย หรือบรรเทาความเจ็บปวดได้ ... มอร์ฟีนที่ใช้บรรเทาความเจ็บปวดในโรงพยาบาล มิอาจเทียบกำลังฌาน กำลังความว่าง ที่ระงับความเจ็บปวดได้ในฉับพลัน เฉพาะสำหรับผู้ฝึกจิตมาอย่างดี

               ๘.สกัด ระงับ ยับยั้ง ความโลภ-โกรธ-หลง ลงได้ในทุกกรณี ... ตีระฆังดังแค่ไหน เสียงก็หายไปในสุญญตาฉันใด  แม้ความโลภ-โกรธ-หลง ล้วนเป็นอนิจจัง มิอาจตั้งอยู่ได้นาน ล้วนแต่ต้องสลายหายไปในสุญญตา ฉันนั้น

               ๙.เมื่อพบความว่างแล้ว ก็ใช้ความว่าง ช่วยปิดสวิตช์สมอง นอนหลับได้เร็วขึ้นและลึกยิ่งขึ้น (Deep sleep)

               ๑๐.ดับความกลัว ความสะดุ้งใจ ลงได้ทุกชนิด ... ผู้ที่เข้าถึงความว่างนั้น ต่างเข้าใจเรื่อง อิทัปปัจจยตามาเป็นอย่างดีแล้ว จึงปราศจากการกลัวตาย เพราะมิได้มั่นหมายว่า มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา แต่อย่างใด ท่านเหล่านั้นจึงสามารถอาศัยอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรได้ อย่างไม่มีอาการสะดุ้ง หรือหวาดผวาเลย

               ๑๑.ลดกำลังสภาวะซึมเศร้า (Depress) ... ช่วยหยุดยั้งคนไม่ให้คิดสั้น เป็นบ้า หรือฆ่าตัวตายได้ในที่สุด

               ๑๒.เป็นเครื่องอยู่อันประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ (สุญญตาวิหาร)

               ๑๓.ขจัดความเหงาหรืออ้างว้าง เพราะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ... ไม่มีคำว่า 'โดดเดี่ยว' ในสาระบบของความว่าง มีแต่คำที่หมายถึง ทั้งหมดเป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งจักรวาล ธรรมชาติ และจิตฉัน รวมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วจะมีความเหงาเกิดขึ้นได้อย่างไร

               ๑๔.รวมจิตเป็นกำลัง สามารถอุทิศส่วนกุศลผลบุญได้แรงจริงๆ ... จิตว่างนั้น คือจิตที่รวมลงอย่างเข้มข้น เหมือนแว่นขยายที่รวมแสงแล้วเผาหญ้าให้ลุกไหม้ได้ ประดุจ Laser beam กำลังจิตเช่นนี้ ใช้เป็นคลื่นส่งกระแสบุญกุศลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง (อาจทำให้จิตของผู้ฝึกสว่างโพลงขึ้นมาได้ในบางกรณี)

               ๑๕.อุบายสู่นิพพานชิมลอง ... เมื่อผู้ใดได้สัมผัสนิพพานชิมลองแล้ว ก็จะรู้เห็นเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ  ทำให้ผู้นั้นสามารถรักษาจิตเป็นปกติ ไม่แกว่งง่าย คือไม่ยินดีหรือยินร้าย หรือไม่ฟูไม่แฟบ มีแต่ความสุขุมคัมภีรภาพ

               ๑๖.เป็นเครื่องมือของอตัมมโย ผู้กลืนกินเวลา ... ในขณะที่สัตว์โลกทุกชนิด กำลังถูก 'เวลา' กัด-กลืน-กิน มีเพียงพระอรหันต์ (อตัมมโย) ที่เป็นอยู่โดยชอบเท่านั้น นอกจากจะไม่ถูกเวลากลืนกินแล้วท่านยังเป็นผู้กลืนกินเวลา เสียเองด้วย

               ๑๗.จัดการความทุกข์ได้โดยแยบคาย ... เปรียบประดุจ ยูโดทางวิญญาณ คือการใช้แรงที่น้อย ทุ่มสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ให้กระเด็นไปไกล แรงที่น้อยนิดนั้นคือ 'ความว่าง' ซึ่งเป็นปัญญาอันแหลมคม และสิ่งที่ใหญ่นั้นคือ 'กิเลสตัณหา' ของคนเรานั่นเอง

               ๑๘.ดับกิเลสตัณหาได้ก่อนตายจริง ... ตามโศลกโบราณในสวนโมกข์ อันกล่าวไว้ว่า ... งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพาน อยู่ที่ตายก่อนตาย

               หวังว่า ทั้ง ๑๘ ประการนี้ คงจะไม่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อมากเกินไป เพราะครูบาเกจิอาจารย์หลายท่านก็สอนมาแบบนั้น ทั้งตัวผู้เขียนเอง ก็ได้พิสูจน์ทราบมาบ้างแล้วในบางประการ จึงขอยืนยันให้ทุกท่าน โปรดพิจารณาเถิด วิเคราะห์ วิจัยด้วยตัวท่านเอง เห็นผลแล้วจึงเชื่อ ได้ประโยชน์แล้วจึงบอกต่อกันให้มากๆ นะครับ ... สังคมไทยจะได้กลับมาสดใสด้วยรอยยิ้ม เพราะต่างก็เป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ดี มีสุขง่ายแต่ทุกข์ยาก แม้จะมี 'ทุกข์ทางกาย' ก็รู้เท่าทัน แล้วปล่อยให้มันเป็นเรื่องธรรมชาติของสังขารไป ส่วน 'ทุกข์ทางใจ' นั้นไซร้ ยิ่งเพ่งพินิจพิจารณาแล้ว ยิ่งกลับลดน้อยลง น้อยลงๆ ไปเรื่อยๆ ....

               ไม่เชื่อก็ลองดูนะครับ

"}])