พระเครื่อง

เวรกรรม-กรรมดีอยู่ที่เราจะเลือก

เวรกรรม-กรรมดีอยู่ที่เราจะเลือก

17 ก.พ. 2558

เวรกรรม-กรรมดีอยู่ที่เราจะเลือก : ธรรมะยู-เทิร์น โดยอิทธิโชโต

               "สมัยนี้ถ้าจะมีอะไรที่ไวกว่า 3 จี ก็คงจะมีแต่เวรกรรม"

               แต่เราว่า คงไม่ใช่เพียงแค่ 'เวรกรรม' อย่างเดียวที่ไวกว่า 3 จี 'กรรมดี' ก็ไวกว่าเหมือนกัน ดังนั้นเวลาอ่านอะไรก็พิจารณาให้ถี่ถ้วน มองให้รอบด้านว่า ถ้าทำอย่างก็ได้ผลอย่างหนึ่ง ทำอีกอย่างก็ให้ผลอีกอย่างเหมือนกัน ดังเช่น การใส่บาตรยามเช้า ถ้าคนไม่เคยใส่บาตรเลยก็คิดว่า เป็นเรื่องยาก เรื่องลำบาก ต้องเตรียมของมากมาย เพราะความคิดที่คิดว่าเป็นเรื่องยากลำบากนี่แหละเป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้ทำคุณงามความดี แต่ถ้าฝึกทำไปเรื่อยๆ มันจะเป็นนิสัย แล้วเราจะเห็นจิตที่เปลี่ยนไป ความละเอียดลออจะมากขึ้น ใส่ใจในการทำคุณงามความดียิ่งขึ้น มีความสุขกับการทำความดีมากขึ้น

               บางคนนอกจากไม่ชอบทำความดีแล้ว ยังชอบหาเรื่องใส่ตัวด้วย ชอบไปเที่ยวข้ามวันข้ามคืน ทำให้ตื่นไปเรียนหนังสือไม่ทัน พอได้พักน้อยความสามารถในการรับรู้สิ่งต่างๆ ก็ไม่ดี ไปเรียนหนังสือก็ไม่เข้าใจ แอบหลับบ้าง การเรียนก็ตกลง เพราะการไปเที่ยว ไม่มีอะไรดีเลย ทำไมไม่คิดบ้างว่าควรหักห้ามใจตัวเองในการทำสิ่งไม่ดีบ้าง ไม่เช่นนั้น ชีวิตจะไม่มีทางดีไปกว่านี้

               ในชนบท รู้ไหมว่าเด็กคนหนึ่งกว่าจะเรียนจบ พ่อแม่ต้องขายอะไรไปบ้าง เราไปดู ไปเห็นมาแล้ว ส่วนใหญ่ในหมู่บ้านหนึ่งสมมติมี ๓๐๐ หลังคาเรือน ประมาณ ๒๐๐ หลังคาเรือน ต้องขายที่ขายนา หรือเอานาเอาที่ดินไปจำนอง เพื่อส่งลูกเรียนหนังสือ ปัจจุบันหลายครอบครัวต้องระหกระเหินเพราะไม่มีที่อยู่

               ฉะนั้นวัยรุ่นหรือเด็กๆ ทั้งหลาย ที่เห็นคุณค่าความเจริญในตัวเอง ในครอบครัว ในหน้าที่การงานวันข้างหน้า ถ้าทำอะไรไม่ดีอยู่ก็หยุดเสีย ระลึกถึงคุณพ่อคุณแม่ ทำงานหนักแค่ไหน กว่าจะได้เงินมา ๕ บาท ๑๐ บาท ๑๐๐ บาท เพื่อลูก พ่อแม่ก็ต้องหาให้ พ่อแม่ไม่ได้อะไรเลย เพียงแค่ต้องการให้ลูกเรียนหนังสือ จะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่ ไม่อยากให้เป็นชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนมันลำบาก อยากให้เรียนหนังสือ เพื่อจะได้เลี้ยงตนเองได้ แต่ถ้าลูกไม่ใส่ใจในการเรียนหนังสือ ไม่ใส่ใจในหน้าที่ของตัวเอง เราบอกได้เลยว่า ไปไม่ได้ รออย่างเดียว คือ รอวันกลับบ้านไปลำบากกับพ่อกับแม่ ไประหกระเหินเหมือนหลายๆ ครอบครัวที่เป็นอยู่ในขณะนี้

               ดังนั้นอย่าลืมรากตนเอง อย่าดูถูกตนเอง เมื่อก่อนสามสิบปีที่แล้ว มีดอกเตอร์ไหม มี แล้วสมัยนั้นมีเครื่องคิดเลขไหม ก็ไม่มี มีโทรศัพท์มือถือไหม ก็ไม่มี ทำไมเขาเรียนจบกัน เพราะเขามีความมุมานะ มีความอุตสาหะพยายาม เด็กสมัยนี้ อยากได้โทรศัพท์ดีๆ พ่อแม่ก็หาเงินกู้ซื้อให้ อยากได้โน้ตบุ๊คพ่อแม่ก็หากู้ซื้อให้ เพื่อความสะดวกสบายในการเรียน เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาเคี่ยวเข็น ความเอาใจใส่ของตัวเราให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นทุกอย่างแทนที่จะเป็นกรรมดี ก็จะกลายเป็นเวรกรรม
 

"}])