
น้ำพริกคนไทยเพื่อวัดของไทยโบเด้นเซ
น้ำพริกคนไทยเพื่อวัดของไทยโบเด้นเซ : พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี ป.ธ.๙, ดร.วิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯวัดสระเกศรายงาน
“หม้อกาแฟใหม่ต้องทดลองให้แน่ใจว่าใช้การได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยเก็บหม้อเก่า” ป้าปุ๊ หรือ “สุกันยา โกรสซิงเงอร์” เจ้าของน้ำพริกที่รู้จักทั่วไปในกลุ่มคนไทยเมืองโบเด้นเซ ประเทศเยอรมันว่า “น้ำพริกป้าปุ๊” พยายามเปรียบเปรยวิธีคิดของคนรุ่นใหม่มักจะลืมว่าความเป็นมาเก่าๆ หรือเรื่องราวชีวิตของตัวเองว่าเป็นใครมาจากไหนยามเมื่อมาใช้ชีวิตในต่างแดน
ดูเหมือนป้าปุมองปัญหาในมุมเดียวกับคนเยอรมันที่มองวัดแบบพุทธผ่านสื่อออนไลน์ว่า “แม้วัดจะเป็นสถานที่มอบความบริสุทธิ์ให้ในจิตใจ และมอบวิถีชีวิตที่เอื้อเฟื้อต่อกัน แต่ในเงื่อนไขแบบตะวันตกจะตัดขาดกันระหว่างวัตถุกับจิตใจคงไม่ได้ ฉะนั้น การจะให้คนมาถือศีล ๕ เพื่อสร้างบรรยากาศความสงบให้เกิดขึ้น นั้นคงยากภายใต้เงื่อนไขแบบตะวันตกที่เต็มไปด้วยความอยากและการแข่งขันกันอย่างรุนแรง นี่นับเป็นจุดมุ่งหมายที่กล้าหาญของผู้สร้างวัดแบบพุทธ ไม่ต่างจากเรือลำเล็กที่ต้องต่อสู้กับพายุขนาดใหญ่” จึงเป็นเรื่องที่คนไทยควรพิจารณาให้ดีถึงชีวิตในต่างแดนว่าควรเป็นแบบใดกัน
วิถีชีวิตแบบคนไทยในเยอรมัน
วัดหรือศูนย์พุทธศาสนาและสมาคมวัฒนธรรมไทยโบเด้นเซ (Zentrum für Buddhismus und Thailändische Kultur-Bodensee e.V.) ประเทศเยอรมันพยายามสร้างการผสมผสานวิถีชีวิตแบบไทยเข้ากับความเป็นอยู่แบบตะวันตก เพื่อให้คนไทยไม่ลืมว่าตนเองมีที่มาจากที่ใด อย่างครอบครัว “แฟง” หรือ “วิชชุดา พลดงนอก” เด็กที่ตามแม่มาอยู่เยอรมันตั้งแต่เด็กจนตอนนี้เรียนจบปริญญาโท เล่าถึงคุณสมสมัย บ็อค ผู้เป็นแม่มักจะเตือนเธอให้ระลึกเสมอว่า “อย่างน้อยเราก็เป็นคนไทย จะน้อยจะมากก็ตาม เราก็ยังเป็นชาวพุทธอยู่ในสายเลือด อย่างไรก็ต้องไปวัด...” ทำให้เธอมาร่วมกิจกรรมในวัด ทั้งที่เธออาจไม่ได้เชื่อพิธีกรรมไปเสียหมดทุกอย่าง แต่ก็เข้าร่วมได้โดยไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด
หรือ “สันต์” เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานเยาวชนศูนย์พุทธศาสนาฯ โบเด้นเซ ก็เริ่มเข้าวัดเนื่องจากคุณแม่ชักชวน ต่อมาก็เข้ามาช่วยงานวัดจนถึงทุกวันนี้เนื่องจากได้เห็นอัธยาศัยของพระอาจารย์ที่เป็นกันเอง พูดคุยทักทายอย่างเข้าใจวัยรุ่น เมื่อวัดมีงาน “สันต์” และกลุ่มเพื่อนๆ คนไทยจึงกลายเป็นเรี่ยวแรงสำคัญของวัดไป
วัดหรือที่ตอนนี้ยังเป็นศูนย์พุทธศาสนาฯ โบเด้นเซจึงไม่ใช่เป็นเรื่องวัตถุหรือสิ่งก่อสร้างใหญ่โตอย่างที่บางคนเข้าใจ แค่ก่อเกิดจากความรู้สึกของคนไทยที่ยังระลึกถึงบ้านเกิด ไม่ลืมที่มาของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องการที่พึ่งทางจิตใจไม่ให้หลงตามวิถีชีวิตแบบฝรั่ง การริเริ่มสร้างวัดจึงเริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อทุกคนเห็นประโยชน์ดังกล่าวร่วมกัน “ตอนเด็กเราเคยทำบุญและได้กล่าวเสมอว่า...ขอให้พบดวงแก้ว ขอให้แคล้วงบ่วงมาร ขอให้พ้นภัยพาล ขอให้พบพระศรีอาริย์ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ...แต่ตอนนี้บุญที่เราอยากทำที่สุดและเป็นจุดหมายหลักของเราตอนนี้ก็คือ การสร้างวัด...” ป้ามล หรือ “นฤมล ทับวัน” บอกถึงจุดหมายการทำบุญทุกวันนี้
ทุกคนจึงร่วมด้วยช่วยกัน ด้วยคิดว่าวัดที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากคนไทยทุกคนที่มีศรัทธาร่วมกัน ทำให้กฐินนั้นถูกจองล่วงหน้าไปอีกหลายปี และเมื่อมีงานบุญที่ถูกจัดขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานไทยปาร์ตี้ กฐิน เทศน์มหาชาติ และงานลอยกระทง จะมีการออกร้านค้า โดยกลุ่มแม่บ้านจะนำของมาขายช่วยกัน อย่างอาหารไทย และเครื่องดื่ม เป็นต้น เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมาสร้างวัด
น้ำพริกคนไทยเพื่อวัดไทย
“ป้าปุ๊” เพิ่งเข้ามาที่ศูนย์พุทธศาสนาฯ โบเด้นเซได้ไม่นานก็คิดอยากจะสร้างวัดให้เป็นกิจลักษณะเช่นเดียวกับความตั้งใจของคนไทยที่เข้ามาวัดก่อนหน้านี้ “ถ้าอยู่เมืองไทย จะไปวัดเมื่อไหร่ก็ได้ แต่อยู่ที่นี่วัดหายาก แม้แต่สามีชาวต่างชาติที่อยู่ด้วยกันอาจคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่เขาก็ไม่ได้เชื่ออย่างเรา เป็นหน้าที่ของเราจะต้องหาที่พึ่งทางจิตใจให้กับตัวเอง และพอได้เข้ามาที่ศูนย์ฯ แห่งนี้เลยคิดว่าจะสร้างวัดให้สำเร็จให้ได้” จึงเริ่มมองหาช่องทางและตกลงจะทำน้ำพริก
ป้าปุ๊เริ่มทำน้ำพริกด้วยทุนรอนส่วนตัวที่เก็บจากการทำงาน และเงินนี้ต้องเก็บไว้ไม่ให้สามีชาวต่างชาติรับรู้ เพราะฝรั่งนั้นเรื่องทำบุญเล็กๆ น้อยๆ จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าทำมากๆ อย่างตอนที่ป้าปุรับเป็นประธานกฐินเอกประจำศูนย์พุทธศาสนาฯ โบเด้นเซเมื่อปี ๒๕๕๖ ก็ต้องห่วงความรู้สึกสามีด้วย เพราะฝรั่งแม้จะไม่ได้สนใจในการใช้จ่ายเงินของภริยาก็จริง แต่ถ้าเขารู้ว่าเอาเงินมาทำบุญเยอะๆ เขาจะต่อว่าทันที ด้วยความไม่เข้าใจวัฒนธรรมแบบไทย
ถ้ากระทบต่อครอบครัวก็ต้องมีการพูดคุยกัน บางเรื่องก็คุยกันได้ อย่างเรื่องการทำน้ำพริก สามีอนุญาตให้ใช้ห้องครัวในบ้านได้ ทั้งตู้อบอาหารก็กลายเป็นที่อบข่า อบตะไคร้ และบางช่วงที่ตำน้ำพริก บ้านจะอบอวนไปด้วยกลิ่น เรื่องนี้สามีไม่ได้ว่าอะไร แต่ช่วงหลังพอทำเยอะขึ้น ด้วยความเกรงใจ ป้าปุ๊จึงอาศัยชั้นใต้ดิน แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนก็จะอาศัยโรงนาเป็นโรงงานน้ำพริกขนาดย่อมๆ แทน
แต่บางเรื่องที่บอกสามีไม่ได้ อย่างเรื่องเงินหรือการบริจาคเงินเข้าวัด ก็เข้าใจได้ถึงเจตนาของแต่ละคนที่ต้องเก็บเงินไว้ใช้ดูแลตัวเองตอนแก่ ยิ่งอยู่ต่างประเทศต้องรู้จักรักษาตัวเองก่อน โดยงานที่ป้าปุ๊ทำนั้นก็เกี่ยวข้องกับตึกคนชรา และฝรั่งจะกลัวมากเรื่องตอนแก่แล้วต้องไปอยู่ตามศูนย์
ป้าปุ๊เล่าว่า “ตึกที่ทำเป็นอาคาร ๓ หลัง โดยหลังแรกนั้นจะเป็นพวกคนป่วยที่สมองใช้การไม่ได้ และคนเป็นอัลไซเมอร์ หลังที่ ๒ ตึกนี้จะมีค่าใช้จ่ายแพงสุด จะเป็นคนป่วยที่มีอุปกรณ์สายยางมากมาย มีพยาบาลพิเศษคอยดูแล และหลังที่ ๓ นั้นจะเป็นพวกช่วยเหลือตัวเองได้ มีพยาบาลดูแลเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะดูแลกันเอง คนแก่ที่มาอยู่ที่นี่ถ้ามีฐานะก็จะมีลูกหลานมาเยี่ยม แต่ถ้าไม่มีก็จะอยู่แบบอนาถา อย่างคุณยายคนหนึ่งมีลูกมาส่งพร้อมกับบอกว่าเดี๋ยวจะกลัวมาใหม่ คุณยายได้แต่นั่งรอแต่ลูกก็กลับมาอีกเลย ไม่นานแกก็ตรอมใจและจากไป...”
พอเข้าใจเหตุผลนี้ ทำให้ไม่แปลกที่คนเยอรมันจะเก็บเงินบางส่วนไว้ดูแลตัวเองยามแก่ชรา ซึ่งป้าเองทำงานที่นี่นานจนเข้าใจได้ดีกว่าใครว่าชีวิตยามไม่มีที่พึ่งนั้นยากลำบากขนาดไหน
แต่ถ้าจะถามว่า “ทำไมป้าปุ๊จึงกล้านำเงินออมบางส่วน แถมต้องลงทุนลงแรงกับการทำน้ำพริกมาจำหน่ายเพื่อนำเงินมาสร้างวัด” คำตอบของป้าสั้นและง่ายว่า “ทำแล้วสบายใจ และอยากเห็นวัดเท่านั้น”
บางคนอาจมองว่าไม่มีเหตุผลที่ใครจะยอมลำบากทำงานแล้วนำเงินไปสร้างวัดมากมายอย่างนั้น แต่ด้วยความเป็นคนไทยมีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน เน้นเรื่องจิตใจอยู่เหนือวัตถุภายนอก แม้จะพยายามเรียนรู้วิถีชีวิตแบบฝรั่ง อย่างกฎบางอย่างในประเทศเยอรมันถ้าเราเห็นคนล้ม ห้ามเราเข้าไปประคองช่วยเหลือ เพราะถ้าเขาไปโรงพยาบาลแล้วเขาเป็นอะไรไปคนที่ช่วยต้องรับผิดชอบ เราทำได้เพียงเรียกให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเท่านั้น ที่ทำอย่างนั้นก็เพราะต้องการไม่ให้คนที่ล้มนั้นเจ็บหนักขึ้น แต่บางครั้งด้วยจิตใจแบบคนไทยก็อาจเผลอช่วยอยู่ดีด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “สงสาร” ที่บ่มเพาะจากธรรมะในพระพุทธศาสนาแต่ไหนแต่ไรมา
เมื่อจิตใจบ่มเพาะความเป็นไทยมาเป็นทุนเดิม พอเจอกับโลกแบบตะวันตกก็อาจมีบ้างที่จะหลงไหลได้ปลื้มหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ทิ้งไม่พ้นความเป็นไทย เมื่อคราวทุกข์หนัก หาที่พึ่งไม่ได้ สุดท้ายก็มองหาวัด เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยก็มีพระเป็นที่พึ่งพิง และมีความสุขสงบไว้คอยเยี่ยวยาจิตใจ
นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ศรัทธาของคนไทยรวมถึงน้ำพริกของป้าปุ๊เกิดขึ้น เพื่อสร้างวัดให้เป็นเครื่องหมายของความเป็นพุทธศาสนา ความเป็นไทย และจิตใจที่อ่อนโยนจนเด่นชัดขึ้นท่ามกลางวัตถุอีกมากมาย และการแข่งขันกันของผู้คนในโลกตะวันตก



