พระเครื่อง

‘น้ำพริกคนไทย’เพื่อวัดของไทยโบเด้นเซ

‘น้ำพริกคนไทย’เพื่อวัดของไทยโบเด้นเซ

12 ก.พ. 2558

‘น้ำพริกคนไทย’เพื่อวัดของไทยโบเด้นเซ : พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี ป.ธ.๙, ดร.วิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯวัดสระเกศรายงาน

              “หม้อกาแฟใหม่ต้องทดลองให้แน่ใจว่าใช้การได้เสียก่อน  แล้วจึงค่อยเก็บหม้อเก่า” ป้าปุ๊ หรือ “สุกันยา  โกรสซิงเงอร์”  เจ้าของน้ำพริกที่รู้จักทั่วไปในกลุ่มคนไทยเมืองโบเด้นเซ ประเทศเยอรมันว่า “น้ำพริกป้าปุ๊” พยายามเปรียบเปรยวิธีคิดของคนรุ่นใหม่มักจะลืมว่าความเป็นมาเก่าๆ หรือเรื่องราวชีวิตของตัวเองว่าเป็นใครมาจากไหนยามเมื่อมาใช้ชีวิตในต่างแดน

              ดูเหมือนป้าปุมองปัญหาในมุมเดียวกับคนเยอรมันที่มองวัดแบบพุทธผ่านสื่อออนไลน์ว่า  “แม้วัดจะเป็นสถานที่มอบความบริสุทธิ์ให้ในจิตใจ  และมอบวิถีชีวิตที่เอื้อเฟื้อต่อกัน  แต่ในเงื่อนไขแบบตะวันตกจะตัดขาดกันระหว่างวัตถุกับจิตใจคงไม่ได้  ฉะนั้น  การจะให้คนมาถือศีล ๕ เพื่อสร้างบรรยากาศความสงบให้เกิดขึ้น  นั้นคงยากภายใต้เงื่อนไขแบบตะวันตกที่เต็มไปด้วยความอยากและการแข่งขันกันอย่างรุนแรง  นี่นับเป็นจุดมุ่งหมายที่กล้าหาญของผู้สร้างวัดแบบพุทธ  ไม่ต่างจากเรือลำเล็กที่ต้องต่อสู้กับพายุขนาดใหญ่”  จึงเป็นเรื่องที่คนไทยควรพิจารณาให้ดีถึงชีวิตในต่างแดนว่าควรเป็นแบบใดกัน

วิถีชีวิตแบบคนไทยในเยอรมัน

              วัดหรือศูนย์พุทธศาสนาและสมาคมวัฒนธรรมไทยโบเด้นเซ (Zentrum für Buddhismus und Thailändische Kultur-Bodensee e.V.)  ประเทศเยอรมันพยายามสร้างการผสมผสานวิถีชีวิตแบบไทยเข้ากับความเป็นอยู่แบบตะวันตก  เพื่อให้คนไทยไม่ลืมว่าตนเองมีที่มาจากที่ใด   อย่างครอบครัว “แฟง” หรือ “วิชชุดา พลดงนอก” เด็กที่ตามแม่มาอยู่เยอรมันตั้งแต่เด็กจนตอนนี้เรียนจบปริญญาโท เล่าถึงคุณสมสมัย บ็อค ผู้เป็นแม่มักจะเตือนเธอให้ระลึกเสมอว่า  “อย่างน้อยเราก็เป็นคนไทย  จะน้อยจะมากก็ตาม  เราก็ยังเป็นชาวพุทธอยู่ในสายเลือด อย่างไรก็ต้องไปวัด...”  ทำให้เธอมาร่วมกิจกรรมในวัด  ทั้งที่เธออาจไม่ได้เชื่อพิธีกรรมไปเสียหมดทุกอย่าง  แต่ก็เข้าร่วมได้โดยไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด

              หรือ “สันต์” เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานเยาวชนศูนย์พุทธศาสนาฯ โบเด้นเซ  ก็เริ่มเข้าวัดเนื่องจากคุณแม่ชักชวน  ต่อมาก็เข้ามาช่วยงานวัดจนถึงทุกวันนี้เนื่องจากได้เห็นอัธยาศัยของพระอาจารย์ที่เป็นกันเอง  พูดคุยทักทายอย่างเข้าใจวัยรุ่น  เมื่อวัดมีงาน “สันต์” และกลุ่มเพื่อนๆ คนไทยจึงกลายเป็นเรี่ยวแรงสำคัญของวัดไป

              วัดหรือที่ตอนนี้ยังเป็นศูนย์พุทธศาสนาฯ โบเด้นเซจึงไม่ใช่เป็นเรื่องวัตถุหรือสิ่งก่อสร้างใหญ่โตอย่างที่บางคนเข้าใจ  แค่ก่อเกิดจากความรู้สึกของคนไทยที่ยังระลึกถึงบ้านเกิด  ไม่ลืมที่มาของตัวเอง  ขณะเดียวกันก็ต้องการที่พึ่งทางจิตใจไม่ให้หลงตามวิถีชีวิตแบบฝรั่ง  การริเริ่มสร้างวัดจึงเริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อทุกคนเห็นประโยชน์ดังกล่าวร่วมกัน  “ตอนเด็กเราเคยทำบุญและได้กล่าวเสมอว่า...ขอให้พบดวงแก้ว  ขอให้แคล้วงบ่วงมาร  ขอให้พ้นภัยพาล  ขอให้พบพระศรีอาริย์ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ...แต่ตอนนี้บุญที่เราอยากทำที่สุดและเป็นจุดหมายหลักของเราตอนนี้ก็คือ  การสร้างวัด...” ป้ามล หรือ “นฤมล  ทับวัน” บอกถึงจุดหมายการทำบุญทุกวันนี้

              ทุกคนจึงร่วมด้วยช่วยกัน  ด้วยคิดว่าวัดที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง  แต่เกิดจากคนไทยทุกคนที่มีศรัทธาร่วมกัน  ทำให้กฐินนั้นถูกจองล่วงหน้าไปอีกหลายปี   และเมื่อมีงานบุญที่ถูกจัดขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานไทยปาร์ตี้  กฐิน  เทศน์มหาชาติ  และงานลอยกระทง  จะมีการออกร้านค้า  โดยกลุ่มแม่บ้านจะนำของมาขายช่วยกัน  อย่างอาหารไทย และเครื่องดื่ม เป็นต้น  เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมาสร้างวัด

น้ำพริกคนไทยเพื่อวัดไทย

              “ป้าปุ๊” เพิ่งเข้ามาที่ศูนย์พุทธศาสนาฯ โบเด้นเซได้ไม่นานก็คิดอยากจะสร้างวัดให้เป็นกิจลักษณะเช่นเดียวกับความตั้งใจของคนไทยที่เข้ามาวัดก่อนหน้านี้  “ถ้าอยู่เมืองไทย จะไปวัดเมื่อไหร่ก็ได้  แต่อยู่ที่นี่วัดหายาก  แม้แต่สามีชาวต่างชาติที่อยู่ด้วยกันอาจคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่เขาก็ไม่ได้เชื่ออย่างเรา เป็นหน้าที่ของเราจะต้องหาที่พึ่งทางจิตใจให้กับตัวเอง  และพอได้เข้ามาที่ศูนย์ฯ แห่งนี้เลยคิดว่าจะสร้างวัดให้สำเร็จให้ได้”  จึงเริ่มมองหาช่องทางและตกลงจะทำน้ำพริก 

              ป้าปุ๊เริ่มทำน้ำพริกด้วยทุนรอนส่วนตัวที่เก็บจากการทำงาน  และเงินนี้ต้องเก็บไว้ไม่ให้สามีชาวต่างชาติรับรู้  เพราะฝรั่งนั้นเรื่องทำบุญเล็กๆ น้อยๆ จะไม่มีปัญหา  แต่ถ้าทำมากๆ  อย่างตอนที่ป้าปุรับเป็นประธานกฐินเอกประจำศูนย์พุทธศาสนาฯ โบเด้นเซเมื่อปี ๒๕๕๖  ก็ต้องห่วงความรู้สึกสามีด้วย  เพราะฝรั่งแม้จะไม่ได้สนใจในการใช้จ่ายเงินของภริยาก็จริง  แต่ถ้าเขารู้ว่าเอาเงินมาทำบุญเยอะๆ  เขาจะต่อว่าทันที  ด้วยความไม่เข้าใจวัฒนธรรมแบบไทย

              ถ้ากระทบต่อครอบครัวก็ต้องมีการพูดคุยกัน  บางเรื่องก็คุยกันได้  อย่างเรื่องการทำน้ำพริก สามีอนุญาตให้ใช้ห้องครัวในบ้านได้  ทั้งตู้อบอาหารก็กลายเป็นที่อบข่า อบตะไคร้  และบางช่วงที่ตำน้ำพริก  บ้านจะอบอวนไปด้วยกลิ่น  เรื่องนี้สามีไม่ได้ว่าอะไร  แต่ช่วงหลังพอทำเยอะขึ้น  ด้วยความเกรงใจ ป้าปุ๊จึงอาศัยชั้นใต้ดิน  แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนก็จะอาศัยโรงนาเป็นโรงงานน้ำพริกขนาดย่อมๆ แทน

              แต่บางเรื่องที่บอกสามีไม่ได้  อย่างเรื่องเงินหรือการบริจาคเงินเข้าวัด  ก็เข้าใจได้ถึงเจตนาของแต่ละคนที่ต้องเก็บเงินไว้ใช้ดูแลตัวเองตอนแก่  ยิ่งอยู่ต่างประเทศต้องรู้จักรักษาตัวเองก่อน  โดยงานที่ป้าปุ๊ทำนั้นก็เกี่ยวข้องกับตึกคนชรา  และฝรั่งจะกลัวมากเรื่องตอนแก่แล้วต้องไปอยู่ตามศูนย์

              ป้าปุ๊เล่าว่า  “ตึกที่ทำเป็นอาคาร ๓ หลัง  โดยหลังแรกนั้นจะเป็นพวกคนป่วยที่สมองใช้การไม่ได้ และคนเป็นอัลไซเมอร์  หลังที่ ๒ ตึกนี้จะมีค่าใช้จ่ายแพงสุด  จะเป็นคนป่วยที่มีอุปกรณ์สายยางมากมาย  มีพยาบาลพิเศษคอยดูแล  และหลังที่ ๓ นั้นจะเป็นพวกช่วยเหลือตัวเองได้  มีพยาบาลดูแลเช่นกัน  แต่ส่วนใหญ่จะดูแลกันเอง  คนแก่ที่มาอยู่ที่นี่ถ้ามีฐานะก็จะมีลูกหลานมาเยี่ยม  แต่ถ้าไม่มีก็จะอยู่แบบอนาถา  อย่างคุณยายคนหนึ่งมีลูกมาส่งพร้อมกับบอกว่าเดี๋ยวจะกลัวมาใหม่  คุณยายได้แต่นั่งรอแต่ลูกก็กลับมาอีกเลย  ไม่นานแกก็ตรอมใจและจากไป...” 

              พอเข้าใจเหตุผลนี้  ทำให้ไม่แปลกที่คนเยอรมันจะเก็บเงินบางส่วนไว้ดูแลตัวเองยามแก่ชรา  ซึ่งป้าเองทำงานที่นี่นานจนเข้าใจได้ดีกว่าใครว่าชีวิตยามไม่มีที่พึ่งนั้นยากลำบากขนาดไหน 

              แต่ถ้าจะถามว่า “ทำไมป้าปุ๊จึงกล้านำเงินออมบางส่วน  แถมต้องลงทุนลงแรงกับการทำน้ำพริกมาจำหน่ายเพื่อนำเงินมาสร้างวัด”  คำตอบของป้าสั้นและง่ายว่า “ทำแล้วสบายใจ  และอยากเห็นวัดเท่านั้น”

              บางคนอาจมองว่าไม่มีเหตุผลที่ใครจะยอมลำบากทำงานแล้วนำเงินไปสร้างวัดมากมายอย่างนั้น   แต่ด้วยความเป็นคนไทยมีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน  เน้นเรื่องจิตใจอยู่เหนือวัตถุภายนอก  แม้จะพยายามเรียนรู้วิถีชีวิตแบบฝรั่ง  อย่างกฎบางอย่างในประเทศเยอรมันถ้าเราเห็นคนล้ม  ห้ามเราเข้าไปประคองช่วยเหลือ   เพราะถ้าเขาไปโรงพยาบาลแล้วเขาเป็นอะไรไปคนที่ช่วยต้องรับผิดชอบ เราทำได้เพียงเรียกให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเท่านั้น  ที่ทำอย่างนั้นก็เพราะต้องการไม่ให้คนที่ล้มนั้นเจ็บหนักขึ้น  แต่บางครั้งด้วยจิตใจแบบคนไทยก็อาจเผลอช่วยอยู่ดีด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า “สงสาร”  ที่บ่มเพาะจากธรรมะในพระพุทธศาสนาแต่ไหนแต่ไรมา

              เมื่อจิตใจบ่มเพาะความเป็นไทยมาเป็นทุนเดิม  พอเจอกับโลกแบบตะวันตกก็อาจมีบ้างที่จะหลงไหลได้ปลื้มหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองไปบ้าง  แต่สุดท้ายก็ทิ้งไม่พ้นความเป็นไทย  เมื่อคราวทุกข์หนัก หาที่พึ่งไม่ได้ สุดท้ายก็มองหาวัด  เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยก็มีพระเป็นที่พึ่งพิง  และมีความสุขสงบไว้คอยเยี่ยวยาจิตใจ 

              นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ศรัทธาของคนไทยรวมถึงน้ำพริกของป้าปุ๊เกิดขึ้น เพื่อสร้างวัดให้เป็นเครื่องหมายของความเป็นพุทธศาสนา ความเป็นไทย  และจิตใจที่อ่อนโยนจนเด่นชัดขึ้นท่ามกลางวัตถุอีกมากมาย  และการแข่งขันกันของผู้คนในโลกตะวันตก

 

"}])