
พระถาม'ข่าวร้ายๆลงฟรี ข่าวดีๆทำไมต้องเสียตังค์'
พระถาม'ข่าวร้ายๆลงฟรี ข่าวดีๆทำไมต้องเสียตังค์' : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโท สันติศึกษา มจร รายงาน
เมื่อวันที่ ๙ กุมพาพันธ์๒๕๕๘ ได้มีโอกาสเป็นวิทยากรบรรยายถวายความรู้แก่พระวิปัสสนาจารย์แห่งประเทศไทยและพระนักเผยแพร่ธรรมยุคใหม่รุ่นที่ ๓๕ จำนวน 100 รูป ที่สุวรรณประสิทธิ์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ กับเพื่อนร่วมชั้นนิสิตปริญญาโท สันติศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ที่ดำเนินการระหว่างวันที่ ๘-๑๐ กุมภาพันธ์ โดยมีพระปราโมทย์ วาทโกวิโท พระวิทยากร Dhamma OD Happy Life ในฐานะเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นพระอาจารย์ประจำโครงการนี้ให้การแนะนำ
สำหรับเรื่องที่มีการบรรยายเช่น Public Speaking Mastery ศิลปะการพูดในที่สาธารณะอย่างมืออาชีพ หลักการพูดและการสร้างศรัทธาในการเผยแผ่, วิธีการเผยแผ่ธรรมะสมัยใหม่"กรณีศึกษากระบวนการของ Dhamma OD สู่สังคม" ถดพรหัสนักเผยแผ่ธรรม, ถอดบทเรียนกระบวนการเรียนรู้ของพระพุทธเจ้าในการเผยแผ่ธรรมและการจัดการความขัดแย้งเพื่อนำไปประยุกต์ใช้, พระสงฆ์กับการการสื่อสารเพื่อสร้างสันติสุขในสังคมไทย"เทคนิคการใช้สื่อประกอบการสอน"ฉลาดประยุกต์ สนุกมีสาระ" "เทคนิคการสอนด้วยกิจกรรม" โดยพระปราโมทย์, พระสงฆ์ยุค AEC กับยุทธวิธีการเผยแผ่เพื่อจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย ๑.กรณีบทบาทพระสงฆ์ในการเสริมสร้างสันติสุข ๒.วิธีการเผยแผ่และสื่อสารของพระพุทธเจ้า ๓.ถอดรหัส"พุทธสันติวิธี" การจัดการความขัดแย้งของพระพุทธเจ้า โดยพระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีมจรฝ่ายวิชาการ หัวหน้าหลักสูตรสันติศึกษา
เรื่องที่ถวายความรู้แก่พระคุณเจ้าคือ เทคนิคการสื่อสารเชิงสันติภาพเชิงกรณี"ข่าวร้ายๆลงฟรี ข่าวดีๆทำไมต้องเสียตังค์" หัวข้อนี้เท่ากับเป็นการตั้งคำถามจากพระให้ตอบ จึงได้ชี้แจงไปว่า วงการสื่อสารมวลชนไทยเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วกับปัจจุบันนี้ก็ไม่ต่างกัน โดยข่าวที่ขายได้คือเซ็กส์ ความเสื่อมเสียของพระ ความชั่วของคน ดาราแย่งผัวกัน และความขัดแย้งของนักการเมือง จึงเป็นชนวนให้สังคมไทยแตกแยกอยู่ทุกวันนี้ เพราะนั้นคือการเพิ่มยอดของการซื้อหนังสือพิมพ์และเป็นรายได้ที่ต้องจ่ายให้กับพนักงาน หากเว็บไซต์ก็ต้องมีคนดูเป็นแสนเป็นล้านคน บริษัทห่างร้านต่างๆ จึงจะซื้อโฆษณา
ประกอบกับปัจจุบันนี้มีทีวีดิจิตอลเพิ่มขึ้นมาอีก ส่งผลให้การแข่งขันกันยิ่งสูงขึ้นถ้าถามว่าอยากนำเสนอข่าวลักษณะเช่นนั้นหรือไม่ก็ต้องบอกว่าไม่ แต่โดยสามัญสำนึกหากเป็นข่าวที่เป็นความเสื่อมเสียของพระก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงลงน้อยๆหน่อย
อย่างไรก็ตามหากมีข่าวดีที่เกี่ยวกับพระที่ประเมินแล้วว่ามีคนดูมากเป็นหมื่นเป็นข่าวอย่างแน่นอน ดังนั้ จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีข่าวดีของพระที่มีคนดูมากในแต่ละวัน เมื่อพระคุณเจ้าต้องการที่จะให้ข่าวดีลงฟรีก็ต้องหาข่าวดีที่คนสนใจมานำเสนอ โดยรู้จักวิเคราะห์ดูว่าข่าวดีอย่างไรที่คนสนใจตามหลักก็คือสด แปลก ใหม่ หรือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นต้น
หลักการวิเคราะห์ข่าวตามทฤษฎีการสื่อสารเชิงพุทธ
พร้อมกันนี้ได้ถวายความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสารเชิงพุทธ โดยนำมาใช้ในการวิเคราะห์จริงๆมีอยู่ 2 ทฤษฎี คือทฤษฎี SMCR ของเบลโล แต่พระมหาหรรษา ธัมมหาโส เพิ่มตัว M เข้ามาอีกจึงเป็น SMCMR และทฤษฎีการสื่อสารต้องประกอบด้วย ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร หรือ Who Whot When Where Why เริ่มจากทฤษฎี SMCMR S หมายถึงผู้ส่งสาร M เนื้อหา C ช่องทาง M วิธีการ และ R ผู้รับสาร ซึ่งตามหลักการของการสื่อสารที่สมบูรณ์นั้นผู้รับสารจะต้องสามารถถอดรหัสหรือเข้าใจความหมายของเนื้อหาตามที่ผู้ส่งสารส่งมา
สำหรับพระคุณเจ้าที่เป็นหนักเผยแพร่ก็คือตัว S ผู้ส่งสาร ก็ต้องมาดูว่าองค์ประกอบหรือคุณสมบัติของผู้ส่งสารนั้นมีอะไรบ้าง โดยได้นำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเข้ามาบูรณาการ อันดับเแรกคือมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นพื้นฐานของนักเผยแพร่และนักข่าวคือสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นตัวตั้ง เมื่อทำหน้าที่ก็ต้องมีสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะ นอกจากนี้ก็จะต้องมีหลักของสัปปุริสธรรม ๗ คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักบุคคล รู้จักชุมชน
สำหรับชุมชนนั้นไม่ควรมองอยู่เฉพาะชุมเล็กๆ คือจะต้องรู้ทั้งระดับบุคคล สังคม ประเทศ และระดับโลกด้วย ผู้จึงขอใช้พุทธคุณของพระพุทธเจ้าคือจะต้องมี "โลกวิทู" ต้องเป็นผู้รู้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นตอนนี้เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้าง ดังนั้นพระคุณเจ้าจะต้องติดตามข่าวสารบ้างเมืองทั้งโลกว่าเกิดอะไรขึ้น
พร้อมกันนี้การที่จะเป็นผู้รู้แจ้งโลกได้นั้นจะต้องเป็นมีเครื่องมือสมัยก่อนใช้อิทธิฤทธิ์ต่างๆเช่นหูทิพย์ตาทิพย์เป็นต้น แต่สมัยนี้ก็สามารถเป็นผู้ที่มีทิพย์ตาทิพย์ได้โดยอาศัยอุปกรณ์การสื่อสารเช่นมือถือ นอกจากนี้ท่านก็จะต้องมีญาน ๓ คือ เป็นผู้มีข้อมูลในอดีต มีความสามารถที่จะคาดการณ์ในอนาคตได้ และจะต้องเป็นผู้ที่ปราศจากอคติ โดยหาข้อมูลจากเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ เว็บไซต์ต่างๆ เลือกแอดเพื่อนหรือหน่วยงานต่างๆที่จะให้ข้อมูลที่ต้องการ
เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็ต้องนำมาวิเคราะห์ตามหลักของสัปปุริสธรรม ๗ ญาน ๓ อริยสัจ ๔ หรือหลักการตรัสคำสอนของพระพุทธเจ้าคือข้อมูลจะต้องจริงแท้ มีประโยชน์ ชาวบ้านพอใจและเหมาะกับกาล ความจริงก็คือหลักธรรมอันเดียวกัน อย่างเช่นรู้จักเหตุ ก็คือรู้เหตุการณ์ในอดีต และสมุททัย ส่วนรู้จักผลก็คือรู้อนาคตและรู้จักทุกข์เป็นต้น
หากไม่นำข้อมูลมาวิเคราะห์แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลเหล่านั้นจริงแท้หรือเท็จอย่างไร ยิ่งในโลกสังคมออนไลน์ด้วยแล้วต้องระวังให้มากเพราะเป็นข้อมูลเท็จไม่น้อย หรือเป็นข้อมูลที่ผู้ส่งสารส่งมาเพื่อวัตถุประสงค์ใดวัตประสงค์หนึ่ง กระบวนการตรงนี้เรียกรวมว่ากระบวนการของโยนิโสมนสิการ และวิเคราะห์ให้ได้ว่าจะมีคนสนใจมากน้อยเพียงใดเมื่อเผยแพร่ออกไปแล้วจะมีคนดูและตามอ่านจำนวนเท่าใด และก็ต้องดูกาลด้วยว่าทันการณ์หรือไม่ สำหรับการข่าวเวลาถือว่าสำคัญอย่างยิ่งหากไม่ทันกาลแล้ว ก็จะทำให้ข่าวหรือเนื้อหานั้นลดความสำคัญลงเพราะว่าสื่ออื่นเขาเล่นไปหมดแล้ว ดังนั้นวงการข่าวนอกจากเขาแข่งกันด้วยเนื้อหาแล้วยังแข่งกันด้วยเวลาด้วย
เมื่อวิเคราะห์ได้แล้วเราก็นำข้อมูลนั้นมาเรียบเรียงให้ครบองค์ประกอบของทฤษฎีใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ซึ่งก็คือองค์ประกอบของตัว M คือเนื้อหา และต้องพิจารณาด้วยว่าจะเหมาะผยแพร่ในช่องทางใดในรูปแบบใดจะส่งไปให้นักข่าวเผยแพร่หรือว่าจะทำเป็นคลิปเผยแพร่ผ่านทางยูทูปหรือช่องทางอื่นเนื้อหาและปริมา ตรงนี้ก็คือตัว C และก็ต้องดูเนื้อหาและภาษานั้นเหมาะสมกับบุคคลประเภทใดอายุประมาณเท่าใดควรจะให้เนื้อหาประเภทใด จะอาศัยวิธีการเทศน์อย่างเดียวเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้วเพราะหากยังใช้หมือนเดิมอยู่ก็คงจะเหลือแต่เสาวัดหรือหรือเสาก็ไม่เหลืออย่างแน่นอน ตรงนี้ก็คือตัว R เมื่อนักเผยแพร่ธรรมหรือนักข่าวมีคุณสมบัติเช่นนี้ก็คือว่าเป็นนักเผยแพร่ธรรมหรือนักข่าวสันติภาพ
ดังนั้นพระคุณเจ้านักเผยแผ่จะต้องรู้จักประเด็นหรือข้อมูลที่คนส่วนมากสนใจเสียก่อน ซึ่งการที่จะรู้ได้นั้นจะต้องอาศัยการฝึกและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา โดยตรวจสอบจากเว็บข่าวที่เขาประมาณข่าวยอดนิยมในแต่ละวันก็ได้ จะให้รู้อารมณ์คนอ่านเป็นอย่างไรชอบน้ำหวานหรือว่าชอบของเหม็น แต่จะรอให้มีการปฏิรูปสื่อคิดว่าคงยากเพราะเขามุ่งแต่เสรีภาพแต่ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบและไม่สร้างให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อสักเท่าใดนัก
ตามที่กล่าวมาข้างต้นก็คงจะตอบโจทย์ที่ว่า "ข่าวร้ายๆลงฟรี ข่าวดีๆทำไมต้องเสียตังค์" ได้บ้าง



