
ล่าชื่อสอบ'ธรรมกาย'บิดเบือนคำสอนพุทธ
'พระมหาพงศ์นรินทร์' แฉ 'ธรรมกาย' บิดเบือนคำสอนในพระไตรปิฎก ถามไม่ยึดพระรัตนไตยเป็นสรณะสูงสุดขาดจากการเป็นชาวพุทธหรือยัง ล่าชื่อสอบ
8ก.พ.2558 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ตึกกิจกรรมนักศึกษา ห้อง 203 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์) พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส, นายแทนคุณ จิตต์อิสระ , ดร.เสรี วงษ์มณฑา ร่วมเสวนาในหัวข้อ กึ่งพุทธกาลกับมารศาสนา ลัทธิสัทธรรมปฏิรูปตรรกะวิบัติของธรรมกาย กรณี "ธุดงค์ธรรมชัยวิบัติ" จัดโดยกลุ่มสภาปฏิรูปพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(สปพช.)โดยมีพุทธศาสนิกชนให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก
พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส กล่าวในตอนหนึ่งของการเสวนาว่า ธรรมกายไม่ใช่การตรัสรู้ของบุคคลอย่างที่เข้าใจกัน แต่ธรรมกายเป็นคำรวมๆหมายถึงธรรมทั้งหมด เช่น โลกุตรธรรม 9 ซึ่งได้แสดงวิธีการปฏิบัติให้บรรลุถึงพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นจะมามีวิธีปฏิบัติเข้าถึงธรรมกายขึ้นมาต่างหากได้อย่างไร คำว่า ”ธรรมกาย” คือชื่อหนึ่งของพระพุทธเจ้า มาจาก ”กาย” แปลว่า ที่ประชุม กอง ที่รวม ที่รวมประชุมแห่งธรรมจึงเรียกว่า “ธรรมกาย” ที่มาแต่ดั้งเดิมแล้ว
“ลัทธิดังกล่าวสามารถโตได้ในไทยเพราะ อาศัยจุดอ่อนในเรื่องของฐานะการเงินของประชาชนและการนำเอาเรื่องของการตลาดมาใช้ในเรื่องความขัดแย้งโดยมีการวางแผนไว้ก่อน มีการบิดเบือนหลักการหลักธรรมบ้าง จัดพิธีกรรมที่ดูยิ่งใหญ่ หรูหรา ซึ่งถือเป็นจิตวิทยามวลชนประเภทหนึ่งที่หวังให้เกิดความประทับใจ โดยมีการใช้คำประโลมโลกในเรื่องของความโลภ เช่น การใช้วัตถุเป็นเครื่องวัด บุญบารมี เรื่องดังกล่าวทำให้เกิด กิเลส มีการบิดเบือนคำสอนจากในพระไตรปิฎก มีการสร้างคำศัพท์ใหม่ๆขึ้นมาเช่นคำว่า ที่สุดแห่งธรรม ซึ่งแต่เดิมในพระไตรปิฎกนั้นจะใช้คำว่า ที่สุดแห่งทุกข์ เมื่อประชาชนได้ฟังคำบัญญัติใหม่เหล่านั้นมากเข้า ก็จะเชื่อว่า เป็นเรื่องจริง” พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส กล่าวและยกตัวอย่างว่า
ในเรื่องของการธุดงค์ ซึ่งแต่เดิมคำว่าธุดงค์ไม่ได้แปลว่าการเดิน แต่การเดิน นั้นจะใช้คำว่า จาริก แต่ที่ทางวัดใช้คำว่า ธุดงค์ เป็นเพราะเหตุผลทางการตลาดเพื่อให้คนเข้ามาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก ส่วนเรื่องการโปรยดอกดาวเรืองนั้น ในสมัยก่อนพุทธกาลหากมีการเดินของพระสงฆ์ จะเป็นการโปรยดอกไม้ขึ้นฟ้า ไม่ใช่การโปรยลงทางเดินให้เหยียบกัน
พระมหาพงศ์นรินทร์ กล่าวถึงเรื่องคำสอนนั้นว่า วัดพระธรรมสอนให้ยึดในพระพุทธเจ้าองค์เดียวที่เป็นปฐมเหมือนกับความเชื่อแบบมีพระเจ้าองค์เดียว ซึ่งศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เชื่อเช่นนี้ โดยสอนให้ยึดถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะสูงสุด เมื่อไม่นับถือพระรัตนไตยเป็นสรณะสูงสุดแล้วจะถือว่ายังเป็นชาวพุทธแบบเถวาทอยู่หรือไม่
ด้านนายแทนคุณ กล่าวว่า หากไม่รู้เท่าทันวัดธรรมกายและปล่อยเวลาให้ล่วงไป อีกประมาณ 5 ปีคงจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการพระพุทธศาสนาของประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง แล้วจากนั้นใครจะเป็นผู้ดึงวงการพุทธศาสนากลับมาตามครรลองที่ถูกต้อง
“ผมไม่อยากเห็นการชุมนุมของพระสงฆ์ที่คล้ายกับการชุมนุมทางการเมืองแต่คิดว่าในอนาคตนั้นมีสิทธิ์ที่จะเป็นไปได้เช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่า ทางวัดธรรมกายนั้นมีผู้เลื่อมใสศรัทธาอยู่ไม่น้อย มีทั้งนักการเมือง ผู้ที่เคยเป็นรัฐมนตรีบางคน พระสงฆ์ระดับสูง รวมถึงบุคคลต่างๆที่มีแทรกซึมอยู่ทุกองค์กร ซึ่งสามารถใช้อำนาจไปในทางมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับวัดธรรมกายได้ เช่นการแก้กฎหมาย เป็นต้น แล้วในอนาคตรวงการพุทธศาสนาก็สามารถเปลี่ยนโฉมไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งได้ ซึ่งไม่ตรงตามแก่นของศาสนาพุทธ เนื่องจากในประเทศไทย หากมีเงินและอำนาจก็ง่ายที่จะทำอะไรก็ได้” นายแทนคุณ กล่าวและว่า
ตนอยากทราบว่า ที่แท้จริงแล้วทางวัดพระธรรมกายมีเจตนาแฝงอะไร เนื่องจากมีการขยายไปในส่วนของต่างประเทศที่มีสาขากระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ เช่นในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ซึ่งในเรื่องดังกล่าว เราต้องใช้สติทบทวน หากเราไม่ช่วยกันยับยั้งตรวจสอบจะนับว่าเราเป็นชาวพุทธได้อย่างไรในเมื่อ
ดร.เสรี ได้โฟนอินเข้ามาร่วมยังวงเสวนาด้วยว่า ตนอยากให้ประชาชนช่วยกันโพสต์ในโซเชียลมีเดียเยอะๆ ยิ่งเป็นคนมีชื่อเสียงและมีคนเชื่อถือเยอะก็ยิ่งดี เพื่อผู้ที่จะบิดเบือนศาสนานั้นจะต้องพินาศ แล้วอยากให้ช่วยกันสอดส่องดูแลเรื่อง คำสอนของทางวัดด้วยไม่ใช่แค่การธุดงค์เพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกันทางกลุ่มสภาปฏิรูปพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะมีการล่ารายชื่อยื่นรัฐบาลให้มีการตรวจสอบวัดธรรมกาย



