พระเครื่อง

อายพระพุทธเจ้ากันบ้างไหม?

อายพระพุทธเจ้ากันบ้างไหม?

03 ก.พ. 2558

อายพระพุทธเจ้ากันบ้างไหม? : วิปัสสนาบนหน้าข่าว พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง ทวีชัย จันทะวงค์ ภาพ

               รู้มาว่าก่อนพุทธปรินิพพาน พระพุทธองค์ทรงตรัสให้สงฆ์สาวกทั้งหลาย ต้องเคารพ ปฏิบัติตาม "พระธรรมวินัย" โดยเคร่งครัด แต่เรื่องมันก็ผ่านมาเกิน ๒๖๐๐ ปีแล้ว จนบัดนี้ จะมีพระสงฆ์สักกี่รูปที่ยังให้ความเคารพอย่างจริงจัง ต่อพระธรรมวินัย ที่พระศาสดาฝากไว้บ้าง ก็ไม่รู้ ...

               เราๆ ท่านๆ ก็เห็นกันมานักต่อนักแล้ว ยังมีพระบางท่านที่ไม่รู้ ก็อ้างว่าไม่รู้ พระบางท่าน ที่รู้ไม่ชัด ก็อ้างว่าไม่แน่ใจ พระบางท่านที่รู้แล้ว แต่กิเลสมันพาไป ก็พยายามสวมวิญญาณศรีธนญชัย ด้วยการเลี่ยงบาลี เอาสีข้างเข้าถู อยู่ไปวันๆ โดยไม่เคร่งครัดหรือใส่ใจในพระวินัยแต่อย่างใด อาทิเช่น พระรูปหนึ่งฉันอาหารตอนบ่าย ๓ โมง ทั้งๆ ที่ไม่ได้อาพาธหรือมีความจำเป็นแต่ประการใด เมื่อโยมเห็น ท่านกลับอ้างว่า … อาตมาไม่ยึดติด เป็นต้น

               อายพระพุทธเจ้ากันบ้างไหม?

               ครั้งแรกที่ได้ยินก็มาจากเรื่องเล่า อาจารย์ชา (สุภัทโท), ครั้งหนึ่งท่านได้รับนิมนต์เข้าเฝ้าในหลวง ในพระราชวัง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเช้า พร้อมกับคณะพระสงฆ์อีกหลายรูปที่กำลังนั่งรอเวลาอยู่ด้วยกัน บังเอิญมีหลวงพ่อชาหอบบาตรติดตัวมาเพียงรูปเดียว (เพราะท่านออกเดินทางแต่เช้ามืด ตามพระวินัยต้องรักษาบาตรในระยะมือเอื้อม และสายหนองป่าพง พระท่านยังฉันมื้อเดียว ฉันเฉพาะในบาตร) ในขณะที่องค์อื่นนั้นเดินตัวปลิว สบายเฉิบ, พระรูปหนึ่งเอ่ยปากแซวหลวงพ่อชา ...

               "ท่านไม่อายในหลวงท่านหรอกหรือ ... หอบอุ้มบาตรมาด้วยอย่างนั้น?"

               หลวงพ่อชา ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบในทันใด

               "แล้วท่านล่ะ ไม่อายพระพุทธเจ้าหรือ ที่ไม่ถือบาตรมาด้วยในเวลารุ่งอรุณ?"

               อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ... ครั้งหนึ่งพระอาคันตุกะเดินทางผ่านมา จึงขออาศัยวัดหนองป่าพงเป็นที่จำวัด สัก ๒-๓ คืน เมื่อพระท่านนั้นได้สนทนากับหลวงพ่อชา ถึงเรื่องจับถือเงินทอง ก็เกิดการต่อรองกัน โดยพระอาคันตุกะขอให้ยืดหยุ่นในเรื่องนี้

               "ผมถือและใช้เงินตรา ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น, ผมเห็นว่าพระธรรมวินัยยืดหยุ่นให้แล้วในยุคนี้ รับรองผมจะไม่ตกอยู่ในอำนาจของเงินทอง หรือถูกความโลภครอบงำโดยเด็ดขาด"

               "ผมจะเชื่อที่ท่านพูด ก็ต่อเมื่อท่านไปฉันเกลือในเข่งนั้นจนหมด แล้วรู้สึกว่าไม่เค็ม!"

               เรื่องเล่าเป็นประมาณนี้ ทราบว่าหลังจากนั้น พระอาคันตุกะท่านนี้ ไม่สามารถอยู่จำวัดที่หนองป่าพงได้ ต้องรีบเผ่นออกไปหาวัดอื่นเพื่อค้างแรมต่อไปเลยทีเดียว

               อีกกรณีหนึ่ง หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เทศน์ไว้ให้หมู่สงฆ์ พระลูกศิษย์ท่านฟัง ความตอนหนึ่งว่า ... พระธรรมวินัยน่ะ ต้องเคารพ ถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด, ไม่ต้องมาต่อรองว่า อันนั้น อันนี้ ไม่ต้องทำได้ไหม หากพวกท่านทำไม่ได้ เราก็จะไม่ร่วมลงสังฆกรรมด้วย และถ้ายังคงละเลยในพระวินัยกันอย่างนี้เรื่อยไป เราก็จะออกธุดงค์ สู่ป่า ของเราไปเรื่อยๆ

               เกจิครูบาอาจารย์ของจริง ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนๆก็ตาม ทุกท่านล้วนแต่เคร่งครัดต่อวัตรปฏิบัติ ต่อพุทธปฏิปทา ต่อพระธรรมวินัยทั้งสิ้น มิเคยแอบอ้างเอาเพียงบางส่วนของคำสอนพุทธองค์ เพื่อมายกตนข่มท่าน มิกล้าแอบอ้างเอาพุทธบารมีมาหากิน เรี่ยไรทรัพย์ญาติโยม สะสมแต่เอกลาภ โดยละเลยสิ้น ต่อวัตรปฏิบัติหรอกนะครับ พระสงฆ์องคเจ้าเฉพาะท่านที่ละเลย หละหลวมต่อพระวินัย ควรหรือยังที่ท่านจะละอายต่อพระพุทธองค์ครับ? อย่างน้อย ความละอายนี้ ก็เป็น ๒ ใน ๗ แห่งอริยทรัพย์ เลยนะครับ คือ หิริ - โอตตัปปะ ทรัพย์ที่พระพุทธเจ้าตรัสให้พวกท่านสะสมกัน มิใช่ทรัพย์ทางโลกแบบฆราวาส

               ด้วยเหตุที่ยังมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง (เป็นจำนวนมากเสียด้วย) ยังคงละเลย เฉยเมย ไม่แคร์ต่อพระธรรมวินัย จึงมีปรากฏการณ์แปลกๆ หรือ แคมเปญประหลาดๆ จากบางสำนัก เหล่านี้ ที่มักสะท้อนให้เห็นเจตนาแห่งความไม่ซื่อสัตย์ จริงจังต่อพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ให้เห็นกันไม่เว้นวัน อาทิ ...

               - ธุดงค์ โชว์ โผล่กลางกรุง!

               - จัดงานฉลองพัดยศในวัด กลับจัดงานเต้นจ้ำบ๊ะ พร้อมวงดนตรีเอิกเกริก หรือไม่ก็ปล่อยโคมลอยห้อยระเบิดปิงปอง?

               - สอนธรรมะผิดแผก เฉไฉ, ไม่เน้น "ภาวนา" เอาแต่การเรี่ยไร ทำบุญทำทาน,

               - บางสำนัก ถึงจะมีการสอน "สมาธิ" ที่ไม่เป็นสัมมาสมาธิ เน้นแต่เพียงสมถะ ที่ไปจบลงแค่การสร้างรูปสร้างนิมิต?

               - บางสำนักตั้งใจจะสอนผิดเพี้ยนพระพุทธเจ้า จงใจบิดเบือนเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรม? ซ้ำยังผันคำว่า "ที่สุดแห่งทุกข์" ไปใช้คำว่า "สิ้นสุดแห่งธรรม" ให้งงเล่น ซะงั้น?

               - แม้แต่พระอาวุโสในอารามหลวง ก็ยังมีกรณียักยอกเงินหลังจากงานพระศพเสร็จสิ้น กลายเป็นข่าวให้เกิดมลทินไปทั่ว จัดงานศพพระผู้ใหญ่เสร็จแค่งานเดียว ทำเงินได้ตั้ง ๖๐ กว่าล้าน! (ในขณะที่ฆราวาสทำงานแทบตาย เก็บเงินทั้งชีวิตยังได้ไม่ถึง ๖ ล้านด้วยซ้ำ) ฯลฯ

               ผมใคร่ขอโอกาสถามพวกท่านเหล่านั้นมา ณ ที่นี้ด้วยเถิด ว่า ... "อายพระพุทธเจ้ากันบ้างไหม?"

               พระธรรมวินัย พลางหาย เข้ากลีบเมฆ

               มีแต่พระ ปลุกเสก เครื่องลางของขลัง

               ไม่เห็นความสำคัญ ในพระวินัย อย่างจริงจัง

               คิดแต่จะดัง ตั้งแคมเปญ หมิ่นเหม่พุทธองค์

               วัตถุนิยม รุกล้ำไกล ในเขตพระ

               มุ่งแต่จะหา เงินเข้าวัด คิดสะสม

               ภาษาเงิน ทำเสียรูป เจตจำนงค์

               พระวินัย ตามพุทธประสงค์ เริ่มบิดงอ

               ตั้งใจสอน ธรรมผิด ให้โยมเคลิ้ม

               นิพพานเพี๊ยน เปลี่ยนเป็นอยากจะเกิด อยากจะขอ?

               เกิดชาติหน้า อยากจะรวย ทั้งสวยหล่อ

               โอละพ่อ ต้องทำบุญ ช่วยหนุนนำ

               นิพพานแท้ ทำทุกสิ่ง เพื่อจะละ

               ไม่ปรารถนา อยากจะเกิด เวียนวนซ้ำ

               เพียรเพื่อละ ดับกิเลส อยู่เหนือกรรม

               จึงต้องเคร่งครัด ทั้งวินัยทั้งธรรม ตามมรรคา

               โอ้ละหนอ พวกท่าน ทำอะไรเล่า?

               เห็นแล้วเศร้า อายพระพุทธ บ้างไหมหนา?

               กิเลสท่าน มันหนาขึ้น หรือบางตา?

               ปฏิบัติบูชา คือบูชาสูงสุด ขออย่าลืมฯ

               อริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประกอบด้วย ๑. ศรัทธา (Faith) หมายถึง ความเชื่อในธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และได้ตรัสสอนไว้ดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งในโลก เป็นผู้จำแนกธรรมทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มีความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล และมั่นใจในหลักการที่ยึดถือ และเชื่อในการทำความดี

               ๒. ศีล (Morality) หมายถึง การรักษากาย วาจา ใจ ของตนให้เรียบร้อย และมีความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม เว้นจากการฆ่าสัตว์เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดปดมดเท็จ และเว้นจากการดื่มสุราเสพเครื่องดองของมึนเมาอันทำให้ขาดสติ

               ๓. หิริ (Moral shame) หมายถึง ความละอายต่อการทำบาปและการทำความชั่ว ละอายต่อการทำผิดบาปทั้งทางกาย วาจา และใจ และละอายต่อการกระทำที่เป็นอกุศลกรรมทั้งปวง

               ๔. โอตตัปปะ (Moral fear) หมายถึง ความเกรงกลัวต่อบาปและการกระทำความชั่ว กลัวต่อการทำผิดบาปทั้งทางกาย วาจา และใจ และกลัวต่อการกระทำที่เป็นอกุศลกรรมทั้งปวง

               ๕. พาหุสัจจะ หรือสุตะ (Great learning) หมายถึง การเป็นผู้ที่ฟังมาก จนเกิดปัญญารู้แจ้งแทงตลอด เข้าใจอย่างถูกต้องในสิ่งต่างๆ ตามสภาพธรรมะทั้งหลาย (สัมมาทิฎฐิ) เป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก มีความรู้มาก

               ๖. จาคะ (Charity) หมายถึง เป็นผู้มีจิตกุศล ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว มีความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการให้ทานเพื่อการช่วยเหลือผู้อื่น ยินดีเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นและส่วนรวม

               ๗. ปัญญา (Wisdom) หมายถึง เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเหตุผลของความจริงทั้งในรูปธรรมและนามธรรม รู้จักและแยกแยะความดีความชั่ว ความถูกและผิด คุณและโทษของสิ่งต่างๆ รู้จักคิดและรู้พิจารณา เพื่อมิให้หลงผิดหรือเข้าหาอวิชชาหรือความใฝ่ต่ำ สามารถประหารกิเลสเป็นสมุจเฉท และบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลได้
 

 

"}])