
ไทยเจ้าภาพวิสาขบูชาโลกปี58เฉลิมพระเกียรติพระเทพฯ
ไทยเป็นเจ้าภาพวิสาขบูชาโลกปี58เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ
27ม.ค.2558 จากการที่สภาสากลวันวิสาขบูชาโลก ได้มีมติเมื่อปลายปีที่แล้วให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในการจัดงานวิสาขบูชาโลกในปี๒๕๕๘ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 27-31 เดือนพฤษภาคม 2558 พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของโลก ได้นัดประชุมคณะกรรมการสภาสากลฯ เมื่อวันที่ 24-25 มกราคม 2558 ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระนครศรีอยุธยา ซึ่งการประชุมฉลองวิสาขบูชาโลกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือการเฉลิมฉลอง และประการที่ 2 คือการสัมมนาทางวิชาการ โดยเชิญประมุขของประเทศต่างๆ ทั่วโลก มาร่วมงานในประเทศไทย โดยในปี 2558 นี้ คณะกรรมการกำหนดหัวข้อเรื่อง “พระพุทธศาสนากับวิกฤตการณ์ของโลก” โดยที่ได้กำหนดคราวๆว่า ประเทศที่จะมาร่วมงานในปีนี้น่าจะประมาณ 90 ประเทศ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติในการคัดเลือกผู้กล่าวปาฐกถานำ
พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในฐานะประธานสภาสากลวิสาขบูชาโลก กล่าวว่า ในปี 2558 เป็นปีที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา การเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาในปีนี้จะเป็นการถวายพระเกียรติยศหรือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และก็จะมีการพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านไม่ว่าจะเป็นการปาฐกถาหรือสัมมนานอกจากนี้ในที่ประชุมได้มีการกำหนดให้มีการประชุมกลุ่มย่อย ในเรื่องต่างๆ เช่นพระพุทธศาสนากับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม พระพุทธศาสนากับความขัดแย้ง พระพุทธศาสนากับการศึกษา และก็ยังมีกลุ่มพิเศษ พระพุทธศาสนากับการประชาคมอาเซียน
เพราะปี 2558 เป็นปีที่ประเทศอาเซียน 10 ประเทศจะได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันในการดำเนินกิจการของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียนและประชาคมการเมืองและความมั่นคงของประเทศอาเซียน
ในการจัดประชุมนี้ก็ยังมีการเร่งรัดให้ดำเนินการในเรื่องพระไตรปิฏกฉบับสากล Common Buddhist Texts คาดว่าภายในปีนี้น่าจะได้เห็นพระไตรปิฏกฉบับสากล ซึ่งมีทุกนิกาย คำสอนทุกนิกายสรุปอยู่ในเล่มเดียวกันทั้ง เถระวาท มหายาน วัชรญาณ อยู่รวมในเล่มเดียวกันพิมพ์ออกมาเป็นภาษาอังกฤษ แจกจ่ายไปทั่วโลกเป็นครั้งแรก ก็มุ่งดำเนินการในครั้งนี้เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็ได้รับความไว้วางใจอีกเช่นกันให้จัดงานที่สำคัญของชาวพุทธทั่วโลก และสภาสากลวิสาขบูชาโลกถือเป็นองค์กรที่ปรึกษาพิเศษของสหประชาชาติ ก็จึงได้รับความสนใจจากชาวพุทธทั่วโลก ที่จะมาร่วมงาน
ดังนั้น จึงต้องมีการเตรียมการประชุมพร้อมกันเป็นอย่างดี ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการของสภาสากลวิสาขบูชาโลก ได้ดำเนินการต่อไปและก็จะมีการกลับมาประชุมกันอีกในช่วงใกล้ๆงานก็คือในปลายเดือนพฤษภาคม
“การประชุมครั้งนี้ได้กำหนดจำนวนผู้เข้ามาร่วมกิจกรรมทั้งในทางวิชาการและในการมาประชุมฉลองประมาณ 1,500 ท่าน ถือเป็นโอกาสที่ชาวพุทธจะได้ร่วมเฉลิมฉลองวิสาขบูชาโลกพร้อมกับชาวโลกให้สมกับประเทศไทยได้รับการคัดเลือกเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก นอกจากจะนำความเป็นเอกภาพของชาวพุทธทั่วโลกมาสู่ประเทศไทยแล้ว ก็ยังเป็นการร่วมกับชาวไทยทั้งประเทศในการถวายเป็นพุทธบูชาและเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสที่เจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา นี้ด้วย” พระพรหมบัณฑิต กล่าว
ครม.อนุญาตขรก.ลาบวชเฉลิมพระเกียรติ
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติครม.ว่า ครม.เห็นชอบตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลาอุปสมบทเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ 60 พรรษา ในวันที่ 2 เมษายน 2558 เป็นระยะเวลา 15 วัน นับระยะเวลาตั้งแต่เตรียมการอุปสมบทถึงลาสิกขา ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2558 โดยไม่ถือเป็นวันลาเสมือนเป็นการปฏิบัติราชการและได้รับเงินเดือนปกติ
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า การใช้สิทธิการลาให้สิทธิแก่ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ รวมทั้งลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและพนักงานรัฐวิสาหกิจที่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาแล้ว และข้าราชการซึ่งเคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 สามารถจะลาอุปสมบทเพื่อเฉลิมพระเกียรติตามมติคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ได้อีก สำหรับผู้ที่ไม่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการ หากได้ลาอุปสมบทเพื่อเฉลิมพระเกียรติตามมติคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้แล้ว ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิในการลาอุปสมบทในอนาคต ซึ่งเป็นการใช้สิทธิการลาอุปสมบทครั้งแรกตั้งแต่เริ่มราชการ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 โดยยังคงได้สิทธิการลาอุปสมบทและยังคงได้สิทธิในการรับเงินเดือนตามปกติ ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ตามพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
“การใช้สิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี ผู้ลาจะต้องเข้าร่วมอุปสมบทในโครงการที่ส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน ร่วมกับคณะสงฆ์จัดขึ้นเป็นโครงการอย่างชัดเจน และมีการจัดอบรมตามหลักสูตรสำหรับผู้บวชระยะสั้นที่คณะสงฆ์กำหนด ภายในระยะเวลาที่กำหนดของโครงการแต่ไม่เกิน 15 วัน ทั้งนี้ ให้ลาได้ตามระยะเวลาที่กำหนดของโครงการแต่ไม่เกิน 15 วัน หากอุปสมบทเป็นเอกเทศโดยไม่ได้เข้าร่วมโครงการตามที่กำหนดจะไม่ได้รับสิทธิในการลาดังกล่าว” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
สาธารณสุขรณรงค์ฉีดวัคซีนคอตีบกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉลิมพระเกียรติ
นายแพทย์อำนวย กาจีนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายผาชัย โปรียานนท์ นายอำเภอคลองหลวง นายแพทย์ณรงค์ ตั้งตรงไพโรจน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 ร่วมเปิดโครงการรณรงค์การให้วัคซีนป้องกันโรคคอตีบเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 ที่อาคารเรียนรวม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี
กระทรวงสาธารณสุขเปิดรณรงค์ให้วัคซีนคอตีบจังหวัดปทุมธานี โดยฉีดให้ประชาชนอายุ 20-50 ปี ทุกอาชีพ เนื่องจากพบว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคคอตีบไม่เพียงพอ สามารถไปรับบริการฉีดฟรี ที่สถานบริการสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งใกล้บ้าน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน 2558
ด้านนายแพทย์อำนวย กาจีนะ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคคอตีบเป็นติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ เป็นโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายทำให้มีไข้ เกิดการอักเสบ และมีแผ่นเยื่อสีขาวปนเทาในลำคอ ติดแน่นที่บริเวณต่อมทอนซิล ช่องคอ หรือที่โพรงจมูก กล่องเสียง ในรายที่รุนแรง จะทำให้ทางเดินหายใจตีบตัน ในผู้ใหญ่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ อัตราป่วยตายร้อยละ 10-20 โรคนี้เป็นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน
โดยประชาชนสามารถรับบริการที่สถานบริการสาธารณสุข และที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งที่ใกล้บ้าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ วัคซีนที่ฉีดครั้งนี้เป็นวัคซีนรวม 2 ชนิดคือป้องกันโรคคอตีบและโรคบาดทะยัก โดยฉีดเพียง 1 เข็มจะมีภูมิต้านทาน 2 โรคนี้ ผู้ใหญ่ให้ฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันทุก 10 ปี ตั้งเป้าหมายให้ประชากรกลุ่มนี้ได้รับวัคซีนครอบคลุมถึงร้อยละ 85 เพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันจากโรคคอตีบ



