
ผ้าเหลืองร้อน-กางเกงคับ?
ผ้าเหลืองร้อน-กางเกงคับ? : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง สนม บุญจันทึก ภาพ
หลังอ่านข่าวพระฉาวตุ๋ยเด็กวัด แล้วก็แวบปิ๊ง “สำนวน” นี้ขึ้นมา หากท่านผู้อ่านชอบ ก็ขอถือโอกาสบัญญัติเป็นสำนวนใหม่ไปเลยนะครับ
“ผ้าเหลืองร้อน - กางเกงคับ” เป็นอาการของผู้ชายที่อยู่ผิดที่ ผิดเวลา ที่จริงคำว่า “ผ้าเหลืองร้อน” ไม่ใช่คำใหม่อะไร กลับเป็นคำที่พวกเราคุ้นหูกันอยู่แล้ว หมายถึง พระสงฆ์ที่เข้ามาบวชแล้ว แต่เกิดความไม่พอใจในสมณเพศของตน ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใดก็ตาม เช่น พระทุศีล พระปราชิก ที่เกิดอาการร้อนในเพศตนเพราะทำตัวไม่เหมาะสมจะเป็นสมณะ เช่น อดีตพระผู้โด่งดังในเรื่องการถีบพระพักตร์พระพุทธรูป แล้วอ้างพระไตรปิฎก ไม่ให้ยึดติดในสมมุติ สอนชาวพุทธแบบผสมปนเปกันมั่วระหว่าง สมมุติกับวิมุตติ ถึงตอนนี้การที่ท่านไปตุ๋ยศิษย์วัด (ไม่รู้กระทำโดยสมมุติหรือวิมุตต์?) จนต้องสึกตัวเองนี้ เป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งของผ้าเหลืองร้อน
ผู้เขียนเพียงแต่เพิ่มอีกคำ ลงในสำนวน เพื่อแสดงอีกมิติหนึ่ง ... “กางเกงคับ” คือผู้ชายที่อยู่ในเพศของฆราวาส แต่รู้สึกว่าจิตของตนนั้น ไม่พอใจในเพศนี้เสียแล้ว ปรารถนาจะสละกางเกง ปลงผม ออกไปเสียจากเรือน เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ แต่หลายคนที่ยังจำเป็นต้องอยู่ในสถานภาพนั้น ก็เนื่องด้วยภาระความรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกเมีย พ่อแม่ หรือกิจการงานบางประการ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงเปรียบเทียบว่า กางเกงคับ นั่นเอง (ดั่งพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า ... ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นที่ไหลมาของธุลี, บรรพชาเป็นโอกาสว่าง ฯลฯ)
ว่าไปแล้วมันก็ยากต่อการประเมินอยู่ ใครจะไปล่วงรู้ได้ว่า ... พระท่านใดผ้าเหลืองจะร้อนหรือไม่ร้อน? และบ่อยครั้ง พระ .. รูปที่ผ้าเหลืองร้อน (ที่รู้เพราะท่านสารภาพเอง) ก็มิได้หมายความว่า ท่านจะอาบัติ หรือเป็นพระทุศีล หรือปราชิกแต่อย่างใด เพียงแต่มันรู้สึก “ร้อนรุ่ม” ขึ้นมาของมันเอง งุ่นง่าน หงุดหงิด ฟ้องว่าตนนั้นกำลังอยู่ผิดที่ ผิดทาง อาจเป็นเพราะวาสนาบารมี มิได้สร้างมาทางนี้ หรือยังไม่เต็ม หรือไม่ขยันภาวนาให้ถึงที่สุดก็เป็นได้
ดังตัวอย่างของพระรูปหนึ่ง (ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม) ท่านเกษียณก่อนเวลา มาจากหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง มีศรัทธาแรงกล้ามาก วางแผนไว้ว่าจะบวชตลอดชีวิต ระหว่างยังเป็นฆราวาสอยู่ ท่านใช้เวลาถึง ๕ ปี ในการสำรวจ ประเมิน เพื่อเลือกวัดที่เคร่ง เลือกเจ้าอาวาสที่ใช่ แต่ครั้นพอได้บวชเข้าจริงแล้ว ท่านกลับรู้สึกร้อนใจ พูดถามแต่เรื่องกำหนดการสึก ทั้งๆ ที่เพิ่งครองผ้าเหลืองมาได้แค่ ๓ วัน! และสุดท้ายท่านก็สึกไป ไม่ทันครบพรรษาเลย … ซึ่งเป็นเรื่องแปลกในหมู่สงฆ์เราคณะนั้น และในทัศนะของผมรู้สึกเสียดายแทนท่านมาก จริงๆ
ส่วนพระที่ผ้าเหลืองเย็น (ยังไม่ร้อน) ก็มิได้เป็นเครื่องการันตีเสมอนะครับ ว่าท่านจะเป็นพระที่ดี ไม่ผิดปด อาบัติ, เหตุที่พระทุศีลจำนวนหนึ่งในสังคมไทย ยังคงครองผ้าเหลืองอยู่ได้ โดยไม่รุ่มร้อนนั้น อาจเป็นเพราะพวกท่านเหล่านั้น ขาดหิริ-โอตตัปปะ นั่นเอง ในเมื่อความละอายชั่ว-กลัวบาป ไม่มีแล้วไซร้ การทำผิด-ทำชั่ว เป็นนิจสิน ก็คงไม่รู้สึกรู้สาอะไร
พระประเภทนี้จึงสามารถครองผ้าเหลืองไปได้เรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ บางทีท่านก็รู้ตัวท่านเองว่าได้กระทำบางอย่างที่ไม่เหมาะแก่เพศบรรพชิต แต่ก็หาข้ออ้างน้ำขุ่นๆ เอาตัวรอดไปพลางได้เรื่อยๆ อาจจะต้องรอจนกระทั่งมีเจ้าทุกข์ หรือ ตำรวจพระ ทำหน้าที่ไปตรวจสอบ จนพิสูจน์ทราบแล้วจึงเป็นข่าวหน้าหนึ่งกัน แล้วจำนวนบุคลากรหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะไปรองรับได้ยังไงไหว พระสงฆ์เมืองไทยปัจจุบันมีประมาณแสนกว่ารูป ในจำนวนนี้เป็นพระที่บวชๆ สึกๆ คือบวชช่วงสั้นๆ ก็มาก ยังห่มผ้าเหลืองไม่ทันเป็นก็ลาสิกขา แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเท่าผู้บวชมานานแต่ใจยังไม่เป็นพระจำนวนหนึ่งที่ไม่เคารพต่อพระธรรมวินัย?
พระประเภทนี้ แม้จะบวชออกมาเสียจากโลกฆราวาสแล้วก็ตาม แต่ก็ยังอุดมไปด้วย 'โลกธรรม ๘' ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเมื่อตอนยังเป็นฆราวาสอยู่ เพราะท่านยังคงหมกมุ่นกับการ ได้ลาภ (เงินติดกัณฐ์เทศน์ เงินทำบุญจากญาติโยม เอามาทำทุนเป็นธุรกิจพุทธพาณิชย์ มีกุฎิหลังใหญ่กว่าบ้านพัก สมัยที่ท่านเป็นฆราวาสเสียอีก), ได้ยศ (สมณศักดิ์ พัดยศชั้นครู ชั้นราช ชั้นธรรม ชั้นพรหม), ได้สุข (ติดสุขในรูปภพ ความสะดวกสบายจากการปรนนิบัติบูชาโดยญาติโยม หรือติดสุขในอรูปภพ เช่นฌานสมาบัติ เป็นต้น) และ ได้สรรเสริญ (สังคมยกย่องกราบกราน ชื่นชมว่าท่านเทศน์ดี สอนเก่ง คิวยาว ) ... ว่าไปแล้ว บางที 'โลกธรรม ๘' ของท่าน บางทีจะเหนียวแน่น รุนแรง ลุ่มลึกยิ่งกว่าตอนเป็นฆราวาสเสียอีก!
ส่วนคน ที่รู้สึก 'กางเกงคับ' นั้น ... คืออาการของความที่ไม่มีความสุขใจในการดำรงชีวิต ในการทำมาหากินอย่างฆราวาสเอาเสียเลย เพียงแต่จำเป็นต้องทำไปเพื่อเลี้ยงชีพและครอบครัวเท่านั้น สภาวะบีบคั้นในโลกฆราวาสอันเป็นที่คับแคบ จึงถูกเปรียบเปรยเหมือนกับ กางเกงมันคับ ขึ้นทุกวัน มิได้คับเพราะอ้วนลงพุง แต่คับข้องหนอที่จิตใจ จึงคิดอยากจะเปลี่ยนไปสวมทรงไตรจีวรเสียมากกว่า เพราะจิตใจมันปรารถนาจะสลัดทิ้งเพศฆราวาสของตน ออกเสียสู่ป่า พ้นไปเสียจากการครองเรือน พูดง่ายๆ คือใจมันเป็นพระไปเสียกว่าครึ่งค่อนดวงแล้ว ว่างั้นเถอะ ... แต่ก็ขอให้แน่นอนถึง ๒๐๐% ก่อน แล้วจึงตัดสินใจบวชนะครับ ไม่งั้น อยู่ไปสักพัก อาจถูกพญากิเลสมารเล่นงานให้เป็นพระผ้าเหลืองร้อนอีก
เอาเป็นว่าความพยายามสื่อสาร สำนวน “ผ้าเหลืองร้อน-กางเกงคับ” ของผู้เขียน ก็น่าจะพอแต่เพียงเท่านี้ กราบขออภัยและขอท่านเหล่านั้นได้อโหสิกรรมให้ผู้เขียนมา ณ ที่นี้ด้วย หากได้ล่วงเกินหรือพูดแรงไป อย่างไรก็ตามคำครูบาอาจารย์เคยกล่าวไว้ พระต้องจน-คนต้องรวย นั้นดูจะเป็นเหตุเป็นผลดี เพราะคฤหัสถ์ จำเป็นต้องหาทรัพย์เพื่อเลี้ยงชีพและทำบุญ ค้ำจุนพระศาสนา ส่วนบรรพชิตนั้น ท่านละทางโลก ออกจากเรือนมา ก็เพื่อแสวงหาวิมุตติธรรม
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพวกท่าน (บางรูป) จะสะสมความรวย กอบโกยชื่อเสียงไปหาพระแสงอะไรนะครับ ... สังคมจึงยังอุดมไปด้วยบุคคลที่อยู่ในอาการ ผ้าเหลืองร้อน อยู่เสมอ ด้วยประการฉะนี้ ขอรับ
บางที …
คนในก็อยากออก แต่คนนอกกลับอยากจะเข้า
แล้วจะเอา สิ่งใด เป็นตัวตัดสิน
'เต่า' ที่อยู่ได้ใน ๒ โลก อาจได้ยิน
กระแสเรียก ที่ถวิล ให้พ้นน้ำ
นุ่งกางเกง ก็คับ มักสับสน
โอ้มนุษย์ ปุถุชน ดิ้นรนแสวงหา
ส่วนพระสงฆ์ บางองค์ อ่อนศรัทธา
อยู่จนผ้า เหลืองร้อน น่าอ่อนใจ
ผ้าเหลืองร้อน - กางเกงคับ คืออาการ
มันฟุ้งซ่าน อยู่ที่จิต หรือตรงไหน
อยู่ผิดที่ ผิดเวลา ต้องปรับใจ
หาคำตอบ เหล่านั้นได้ ด้วยพระธรรมฯ



