
ชาวพุทธเห็นภัยทุนนิยม!มุ่งสร้างภูมิคุ้มกัน
ชาวพุทธเห็นภัยทุนนิยม!'จุฬาฯ'จัดถกมุ่งสร้างภูมิคุ้มกัน : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโท สันติศึกษา มจร รายงาน
"ทุนนิยมคืออสูรผู้ทรงมหิทธานุภาพ
ปากของมันเสกมนต์ดำ อันศักดิ์สิทธิ์ดุจเดียวกับพระเวทที่มาจากปากของพรหม มันเสกป่าให้หายไปทิ้งไว้แต่ภูเขาหิน มันเสกภูเขาให้หายไปทิ้งไว้แต่แผ่นดินเปล่าๆ มันเสกน้ำและลมให้เป็นพิษ
มันเสกทุ่งนาให้เป็นเมือง เกะกะด้วยตึกน่าเกลียดน่ากลัว มันเสกเครื่องยนต์มาทำรถ เรือ โรงงาน ของใช้ในบ้าน มันเสกที่บันเทิงที่มัวเมา และที่เต็มไปด้วยเรื่องเพศ มันเสกคนให้หลงใหลสิ่งที่มันเสกด้วยบทมนต์ที่ชื่อเทคโนโลยี
มันเสกคนให้บริโภคอย่างไม่บันยะบันยังจนเต็มไปด้วยโรคจากพิษของสิ่งที่มันสร้างมาให้เสพ มันเสกเงินมาให้คนบริโภคอนาคตของตนและของลูกหลาน มันทำให้ชนบทเหลือแต่คนแก่กับเด็ก คือเหลือแต่คนบริโภคน้อยๆ มันเสกให้คนหนุ่มสาว คนมีทุนรอนมาอยู่ร่วมกันในเมือง
มันเสกให้ทำงานร่วมกันโดยมีพวกหนึ่งเป็นทาส พวกหนึ่งเป็นนาย แต่ทุกคนก็ต้องบูชาเงินที่มันเสกไว้ ทุกถิ่นทุกฐานทุกบ้านทุกเรือน ทุกชนชั้น ทุกการศึกษา พากันผลิต พากันบริโภคตามที่มันเสก มีกำไรที่ได้จากการบริโภค มีการบริโภคที่ได้จากการผลิต มีการผลิตที่ได้จากการผลาญทรัพยากรและทิ้งพิษภัยเอาไว้ มนต์ที่มันเสกแม้คนของศาสนาเมื่อต้อง ก็พ่ายแพ้ได้
ขอให้ได้เสพ โรคก็ไม่กลัว ภัยก็ไม่กลัว พิษก็ไม่กลัว คุกตะรางก็ไม่กลัว บุญบาปยิ่งไม่กลัว
แม้มันทำสิ่งดีๆ เช่นทำให้คนอายุยืนยาวก็มิใช่เพราะเมตตาธรรม มันล้วนทำเพื่อผลประโยชน์และเพื่อค้ากำไร มนต์ของมันครอบงำไปทั้งโลก ครอบงำรัฐ ครอบงำจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ที่สำคัญครอบงำใจคน พระพุทธศาสนาก็ถูกมันครอบงำไปแล้วหลายส่วน สิ่งที่ถูกครอบงำจะกลับมีอำนาจเหนือสิ่งที่ครอบงำได้อย่างไร พระพุทธศาสนาจะดำรงความสำคัญได้อย่างไรในสังคมทุนนิยม หรือว่าพระพุทธศาสนาจะพ่ายแพ้แก่อสูรตนนี้
หรือว่าคุณค่าจะแพ้มูลค่า ศาสนาจะแพ้กิเลส สถาบันศาสนาจะแพ้บริษัท วิชชาธรรมแพ้วิชาโลก พระพุทธศาสนาจะจากไป หรืออะไรจะทำให้พระพุทธศาสนากลับมา
นี่คือข้อปัญหาที่ศูนย์พุทธศาสน์ศึกษาเชิญท่านมาให้ปัญญา ขอเปิดการเสวนา ขอให้ได้มาซึ่งความสำเร็จเทอญ"
นี้เป็นคำกกล่าวเปิดโครงการเสวนาทางวิชาการเรื่อง “พระพุทธศาสนาจะดำรงความสำคัญได้อย่างไรในสังคมทุนนิยมปัจจุบัน” ณ ห้องประชุม 707 อาคารบรมราชกุมารี ชั้น 7 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2558 โดยศาสตราจารย์กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน ผู้อำนาจการศูนย์พุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนักวิชาการ นิสิตนักศึกษาเข้าร่วมประมาณ 50 คน
ต่อจากนั้นเป็นการเสวนานำโดยศาตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน ที่ปรึกษาสถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยกล่าวถึงโทษของทุนนิยมดังกล่าวนั้นเนื่องจากตั้งอยู่บนฐานของกิเลสตัณหาคือความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้จักพอ อย่างไรก็ตามพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ปฏิเสธทุนนิยมแต่อยู่ที่ว่าจะนำทุนนิยมน้้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยไม่ตกเป็นทาสอย่างไร
พร้อมกันนี้ ดร.อภิชัย ได้เสนอว่า ชาวพุทธไม่จำเป็นจะต้องต่อต้านทุนนิยมเหมือนกับกลุ่มไอเอส แต่ควรที่จะเรียนรู้เท่าทันเพื่อมีภูมิคุ้มกันไม่ตกเป็นทาสโดยนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และหากเป็นไปได้ก็ควรที่จะดึงทุนนิยมหรือมหาเศรษฐีที่มีเงินมากนั้นให้มีความเมตตารู้จักแบ่งปันคนที่มีรายได้น้อยกว่า
คนที่จะเรียนรู้เท่าทันมีภูมิคุ้มกันไม่ตกเป็นทาสของทุนนิยมนั้น ดร.อภิชัย ได้เสนอว่า จะต้องผ่านการฝึกหรืออบรมจิตเช่นปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดปัญญารู้เท่าทันอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้มุ่งเป้าไปที่เยาวชนจะต้องมีการวางพื้นฐานของการฝึกอบรมจิตที่ดี พร้อมมองว่าชาวพุทธฆราวาสจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคต
และนิสิตปริญญาโท สันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ได้นำเสนอพื้นฐานการพัฒนาเพื่อรู้เท่าทันทุนนิยมด้วยโรงเรียนวิถีพุทธเพราะเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนเน้นการพัฒนาด้านปัญญาฝึกเด็กให้รู้จักวิเคราะห์รู้จักถูกผิดขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันศาสตราจารย์กิตติคุณปรีชายังได้นำเสนอว่า ควรจะมีการประยุกต์พิธีกรรมทางศาสนาให้มีการสร้างปัญญามากยิ่งขึ้น อย่างเช่นงานศพไม่ใช่มีแต่เพียงสวดแล้วก็เสร็จจะต้องการเทศน์ชี้แนะแนวทางในการแก้ปัญหาชีวิตในเหตุการณ์ปัจจุบันได้ด้วย
เมื่อพระพุทธศาสนามีพื้นฐานของการสร้างปัญญาให้กับศาสนิกให้รู้เท่าทันทุนนิยมเช่นนี้แล้ว เท่ากับว่าเป็นศาสนาที่มีส่วนในการบริการสังคมแก้ปัญหาสังคมทั้งระดับชุมชน สังคม ประเทศและโลกได้



