
อุบลฯจัดใหญ่เชิญเที่ยวไหว้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
อุบลฯจัดใหญ่เชิญเที่ยวไหว้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อบ้านปากแซง คาดลาวแห่ร่วมวันละร่วมหมื่นคน
12ม.ค.2558 พระครูพุทธวริคุณ เจ้าคณะอำเภอนาตาล และเจ้าอาวาสวัดพระโตบ้านปากแซง อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 มกราคม ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 นี้ คณะกรรมการจะได้งานนมัสการพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อขึ้น ซึ่งเป็นงานบุญที่สืบสานวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมของท้องถิ่น รายได้นำก่อสร้างและ บำรุง ศาสนวัตถุ ให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป ที่ผ่านมา มีผู้เข้ามาร่วมทำบุญเฉลี่ยวันละประมาณหมื่นคน โดยภายในวัดจะได้จัดให้มีการทำบุญอย่างหลายหลายประเภท จากนั้นก็เที่ยวชมมหรสพตลอดทั้ง 9 คืน คาดยอดจำนวนเงิน น่าจะพอๆกันกับทุกๆปีที่ผ่านมา คือประมาณ ร่วม10 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ เจ้าคณะอำเภอนาตาล เผยต่อไปอีกว่า พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระโต บ้านปากแซง หมู่ที่ 3 ตำบลพะลาน อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยอิฐผสมปูนขาว ขนาดหน้าตักกว้าง 2.90 เมตร สูง 4.36 เมตร มีอายุเก่าแก่ กว่าพันปี ทั้งยังเป็นที่เคารพนับถือ ของประชาชนไทยและลาว เนื่องจากพระพุทธรูปองค์นี้เก่าแก่มากและไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ผู้บันทึกก็ได้เรียบเรียงตามคำบอกเล่าของคนแก่ ซึ่งได้เล่าสืบทอดกันมาว่า
มีกษัตริย์สมัยขอมพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระยาแข้วเจ็ดถัน ได้เสด็จล่องเรือลงมาตามลำแม่น้ำโขงในฤดูฝน พอถึงบ้านปากแซงก็ค่ำลง จึงได้หยุดประทับแรม 1 คืน วันรุ่งขึ้น พระองค์ได้เสด็จขึ้นไปยังหมู่บ้าน และได้พบกับเจ้ากวนของหมู่บ้านในสมัยนั้น พระยาแข้วเจ็ดถัน ได้ตรัสถามถึงประวัติของหมู่บ้าน เจ้ากวนได้เล่าให้ฟังว่า บ้านนี้มีหาดสวยงามกว้างใหญ่ ในฤดูแล้ง หาดทรายจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำ และหาดทรายแห่งนี้มีสิ่งอัศจรรย์อยู่คือ ถ้าปีใดหาดทรายโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำระหว่างหมู่บ้าน ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อพระองค์ได้ทราบก็เกิดศรัทธาในใจว่า สักวันหนึ่งจะต้องย้อนกลับมาสร้างหมู่บ้านนี้ให้เป็นเมือง
ในราว พ.ศ. 1154 พระองค์ ก็ได้เสด็จมา พร้อมด้วยข้าทาสบริวารเป็นจำนวนมาก เมื่อเสด็จมาถึง พระองค์จึงได้มอบให้เจ้าแสง (คงจะเป็นนายชั้นผู้ใหญ่) เป็นคนควบคุมการก่อสร้างพร้อมกันนี้ก็ได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อประมาณ พ.ศ. 1180 และขนานนามว่า พระอินทร์ใส่โฉม (ต่อมาเรียก พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ) เมื่อเจ้าแสงก็ถึงกรรมลง ชาวเมืองได้สร้างหอหลักเมืองขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ และขนานนามว่า หอแสง ต่อมาวัดแห่งนี้ก็ขาดคนบูรณะ และกลายเป็นวัดร้าง จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ควาญช้างในหมู่บ้านนี้ ได้ไปพบพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว และได้บอกบุญชาวบ้านร่วมกันบูรณะวัดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดพระโต”จนตราบเท่าทุกวันนี้



