พระเครื่อง

งานวันเกิดเจ้าคณะนราฯเชื่อมใจไทยพุทธ-มุสลิม

งานวันเกิดเจ้าคณะนราฯเชื่อมใจไทยพุทธ-มุสลิม

07 ม.ค. 2558

งานวันเกิดเจ้าคณะนราธิวาส เชื่อมใจไทยพุทธ-มุสลิม : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโท สันติศึกษา มจร รายงาน

               คงไม่ได้เห็นร้อยยิ้มและได้ยินเสียงหัวเราะกันบ่อยนักระหว่างคนไทยที่ต่างความเชื่อต่างศาสนา ในภาวการณ์ที่สังคมไทยและสังคมโลกที่มีความขัดแย้งกันจนกระทั้งพัฒนาเป็นความรุนแรงฆ่าฟันกันเพียงเพราะต่างกันทางความเชื่อ 

               แต่ภาพและเสียงนั้นได้เกิดขึ้นอีกครั้งในงานฉลองอายุวัฒนมงคล(วันเกิด) ครบรอบ 77 ปี ของพระเทพศิลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส ที่วัดประชุมชลธารา อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส โดยมีพี่น้องชาวไทยพุทธและมุสลิมเดินทางไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก

               ทั้งนี้ได้รับรายงานจากพื้นที่ว่า เนื่องจากพระเทพศิลวิสุทธิ์เป็นพระนักพัฒนาที่สามารถเข้าถึง ได้รับความยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ทั้งไทยพุทธและมุสลิม ทำให้ทุกปีจะมีประชาชนจำนวนมากมาร่วมงานในวันเกิดของท่าน แม้ต่างศาสนิกแต่สามารถสร้างกิจกรรมร่วมกันได้

               ความจริงแล้วภาพและเสียงดังกล่าวมีมาแล้วเป็นเวลานานในอดีต เป็นแต่เพียงหายไปในระยะหลังนี้เอง ภาพและเสียงในงานวันเกิดเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาสได้สะท้อนภาพในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง

               อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างองค์การระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาอิสาลามหรือระหว่างศาสนาต่างๆนั้น มีอย่างต่อเนื่องในหลายๆมิติ เป็นแต่เพียงไม่ค่อยปรากฏในเวทีสาธารณะบ่อยครั้งนัก อย่างเช่นระหว่างวันที่ 30-31 ธันวาคม พ.ศ.2557 มีการเสวนาทวิภาคีระหว่างศาสนาอิสลามกับพุทธศาสนาที่เมืองกุมอันศักดิ์สิทธิ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยมีนักวิชาการ มุสลิมและพุทธจากประเทศศรีลังกา ไทย และพม่าเข้าร่วม ที่วิทยาลัยศาสนาและมัศฮับ เมืองกุม อิหร่าน ตามเว็บไซต์ abnewstoday (http://www.abnewstoday.com/newstoday/อิหร่านเป็นเจ้าภาพจัดเ/)  นำมารายงานความว่า

               อาลี มุฮัมมัด ฮัมลี ประธานสถาบันเสวนาสานสัมพันธ์ศาสนาและอารยะธรรมเปิดเผยว่า ประเด็นหลักในการเสวนาครั้งนี้ คือ การต่อสู้กับความสุดโต่งและความรุนแรง ความจำเป็นสำหรับความร่วมมือระหว่างชาวมุสลิมและผู้นำชาวพุทธ เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างชาวมุสลิมและชาวพุทธและเพื่อเป็นการปูทางสร้างความสงบสันติควบคู่กับความยุติธรรม อันเป็นคุณค่าทางศาสนา

               ผู้เข้าร่วมในการเสวนาระหว่างศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธในตอนท้ายของการประชุมได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามพฤติกรรมที่รุนแรงป่าเถื่อนที่เกิดขึ้นในโลก และมีความพยายามร่วมกันที่จะวางรากฐานสำหรับสันติภาพและความยุติธรรมในสำนักคิดต่างๆของทุกศาสนา

               เช่นเดียวกัน ยังได้เน้นย้ำในประเด็น การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และพยายามกำจัดความรุนแรงและความสุดโต่งต่างๆเพื่อให้โลกปลอดจากเรื่องเหล่านี้ การให้ความสำคัญและความเคารพต่อคำสอนที่ศักดิ์สิทธิ์และศาสนสถานของทุกศาสนา ประณามการก่อความรุนแรงและความสุดโต่งในนามของศาสนาที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเน้นย้ำในประเด็น แสดงจุดยืนร่วมในการต่อต้านบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพและความสามัคคีระหว่างศาสนาและสำนักคิด ในการแก้ปัญหาของโลกในปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดเป็นประเด็นหัวข้อที่มีการพิจารณา ในการเสวนาทวิภาคีระหว่างศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธครั้งนี้

               อะบู ซัร อิบรอฮีม ตุรกะมอน ประธานองค์การความสัมพันธ์และวัฒนธรรมอิสลามอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์ ในการเสวนาเรื่องนี้ โดยชี้ถึง การใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ว่า ในการเสวนาครั้งนี้ทางเราพยายามที่จะนำเสนอและชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงและความคลั่งไคล้ ไม่มีรากฐานและรากเหง้าใดๆจากทุกศาสนา

               เขากล่าวเสริมว่า วันนี้ทุกความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อมนุษยชาติ ล้วนเป็นร่องรอยของแนวความคิดและค่านิยมแห่งความเขลาของมนุษย์ ในการพยายามทำความเข้าใจความคิดและค่านิยมที่ถูกต้องสูงส่ง และการตกอยู่ภายใต้การถูกครอบงำของอารมณ์ใฝ่ต่ำของมนุษย์ จนกระทั้งมันสามารถครอบงำมนุษย์ให้ปฏิเสธในการยอมรับสัจธรรมและกลายเป็นคนที่เขลาไร้เหตุและผล

               เขากล่าวเสริมว่า วิธีเดียวที่สามารถจัดการกับปรากฏการณ์อันเลวร้ายที่มีอยู่ในโลก คือ ต้องให้ตัวเองหลุดพ้นจากการถูกพันธนาการ และแปรเปลี่ยนจากการถูกจองจำทางความคิด เหมือนกับข้อเสนอของประธานาธิบดีอิหร่านในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ในหัวข้อที่เสนอว่า “โลกต่อต้านความรุนแรงและความสุดโต่ง” เพื่อนำเสนอกรอบคิดสำหรับอนาคตที่สดใสของมนุษย์ชาติ

               ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิด อบู ฮะซัน นาวาบ อธิการบดี วิทยาลัยศาสนาและมัศฮับ เมืองกุม อิหร่าน ได้กล่าวว่า “ชาวมุสลิมและชาวพุทธมีมากกว่าหนึ่งในสามของประชากรโลกทั้งหมด” และกล่าวย้ำว่า ทั้งสองศาสนาควรมุ่งมั่นที่จะนำเสนอเรื่องนี้เพื่อนอนาคตที่สดใสของเพื่อนมนุษย์

               อธิการบดีวิทยาลัยกล่าวเสริมว่า ประวัติความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาอิสลามกับศาสนาพุทธมันชัดเจนยิ่งนัก ไม่ว่าในประเทศที่มีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่หรือในประเทศที่มีชาวพุทธเป็นส่วนใหญ่ และสิ่งที่สำคัญในวันนี้คือการนำเสนออนาคตที่สดใสและชัดเจนปราศจากความรุนแรง

               เขากล่าวเสริมว่า อิสลามคือศาสนาแห่งสันติ มิตรภาพและย้ำในการดำเนินชีวิตแบบสันติวิธีและยึดความสบงสุขของมนุษย์เป็นที่ตั้ง และความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในนามของศาสนาในโลกวันนี้ มันไม่มีพื้นฐานและรากฐานใดๆทางศาสนา

               บนพื้นฐานความบิดเบือนอันนี้ หากกลุ่มหัวรุนแรงที่แอบอ้างศาสนา ได้ใช้คมดาบของพวกเขาในนามของศาสนาในการสังหารพี่น้องผู้บริสุทธิ์ นั้นเกิดจากความไม่รู้และความโง่เขลาของพวกเขาที่ถูกครอบงำ ดังนั้นวิธีการที่ดีสุดในการเผชิญหน้ากับกลุ่มนี้ คือ การพิจารณารากเหง้าและที่มาของอวิชชาเชิงศาสนา จากนั้นต้องกำหนดแผนการะยะยาวในการเผชิญหน้ากับกลุ่มหัวรุนแรง

               ความรุนแรงที่เกิดขึ้นล่าสุดในพม่า ระหว่างชาวมุสลิมและชาวพุทธในพม่า เป็นความหวาดวิตกและกังวลอย่างมากสำหรับทุกคนที่คิดคำนึงในความสงบสุขของมวลมนุษยชาติ

               หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นภาพลักษณะเช่นนี้บ่อยครั้งในสังคมไทยและสังคมโลก เพราะว่าความขัดแย้งและรุนแรงจะแก้ได้ก็ด้วยการเจรจาหาใช่การทำสงครามไม่

 

"}])