
แนะปฏิรูปสร้างคนให้มี(พุทธิ)ปัญญาแก้ขัดแย้งได้
พระพรหมบัณฑิตแนะปฏิรูปการศึกษาไทย สร้างคนให้มี(พุทธิ)ปัญญาแก้ขัดแย้งได้จริง : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโทสันติศึกษา มจร รายงาน
"ผลจากการสร้างและสั่งสม “วาทกรรมแห่งความเกลียดชัง “ ของสื่อ ตอกลิ่มความขัดแย้งในหมู่คนไทยให้ร้าวลึกยิ่งขึ้น และในที่สุดก็นำมาสู่การยึดอำนาจ ตามมาด้วยประกาศกฎอัยการศึก ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97 ฉบับที่ 103 ที่มีเนื้อหาลิดรอนเสรีภาพในการทำงานของสื่อ ขณะที่ความสับสนในการแยกแยะประเภทของสื่อ ที่มีทั้งสื่อการเมือง สื่อวิชาชีพ สื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อของสังคม มองอย่างเหมารวมว่าสื่อไม่มีความรับผิดชอบ และหากอำนาจรัฐจะเข้ามาจัดการอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าในการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก หรือกำหนดให้มีอำนาจในการอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพสื่อ ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้
เราไม่อาจปฎิเสธความจริงว่า สื่อมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้สังคมไทย ต้องตกลงไปอยู่ในหล่มโคลนแห่งความขัดแย้ง แต่บทเรียนครั้งนี้ก็น่าจะมากพอ ที่สังคมไทยจะตื่นรู้ และปฏิเสธสื่อที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่อ่าน ไม่ดู ไม่ฟัง ปฎิเสธที่จะยอมรับ สื่อที่ทรยศต่อหลักการ สื่อที่คดโกง สื่อที่เป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ ในขณะเดียวกัน สื่อที่ทำงานโดยวิชาชีพ จะต้องปฎิเสธการร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มคนที่แอบแฝงมาใช้วิชาชีพนี้ แสดงตัวว่าเป็นสื่อเพียงเพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตนและหมู่คณะ หรือมีวาระแอบแฝงทางการเมือง"
ความข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของสาส์นประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ"จักร์กฤษ เพิ่มพูล" เรื่อง "ยึดมั่นหลักการ ฝ่าวิกฤติศรัทธา" ที่เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว"จักร์กฤษ เพิ่มพูล" ซึ่งอธิบายบริบทของสังคมและการเมืองไทยที่ผ่านมาและปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
หลายครั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์และกล่าวในรายการคืนความสุขก็ย้ำอยู่เสมอถึงความขัดแย้ง และยกเป็นสาเหตุหลักของการยึดอำนาจ และเดินหน้าปฏิรูปประเทศในทุกด้าน มี สนช. สปช.ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ ออกค่านิยม 12 ประการรณรงค์สร้างความสามัคคี แต่โดยภาพรวมแล้วก็ยังมองไม่เห็นทางว่าจะเกิดความปรองดองอย่างไร และจะเริ่มจากตรงไหน คำว่า "ยึดอำนาจเสียของ" กำลังมองให้เห็นอยู่รำไร แม้นายกฯจะแถลงผลงานหลั่งน้ำตาประกาศความจริงใจก็ตาม
อย่างไรก็ตามในความมืดนั้นมีแสงสว่างอยู่รำไรเช่นกัน เป็นแต่เพียงจะจุดให้สว่างทั่วไทยหรือไม่ นั้นก็คือภูมิปัญญาไทยที่ก่อเกิดจากพระพุทธศาสนาที่ได้สะสมมาตั้งแต่บรรพกาล
แสงดังกล่าวเกิดขึ้นในงานประประชุมวิชาการระดับชาติในประเด็น “การบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้ยั่งยืนในประชาคมอาเซียน” (Integrating Buddhism and Modern Science for Sustainable Development of Thailand in ASEAN Community)”ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)วิทยาเขตขอนแก่น โดยมีพระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมปาฐกถาพิเศษเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีนักวิชาการจากประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ คณาจารย์ และสาธารณชนทั่วไปเข้าร่วมกว่า 900 รูป/คน
พระพรหมบัณฑิตได้ให้แนวทางในการพัฒนาที่ยั่งยืนคือการศึกษาต้องสร้างให้คนมีปัญญาว่า ปัจจุบันนี้ที่สังคมไทยมีสภาพแบบหินทับหญ้าเพราะการศึกษาสร้างให้คนมีแต่ความรู้แต่ไม่มีปัญญาไม่สามารถที่จะบูรณการความรู้ได้ ทำให้ไม่รู้วิธีคิดรู้วิธีการดำรงชีวิต จึงทำให้เกิดการแบ่งสีแบ่งฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพวก แต่หากคนมีปัญญาแล้วก็จะสามารถบูรณาการความรู้ได้เองโดยอัตโนมัติ
อธิการบดี มจร กล่าวถึงการศึกษาที่จะพัฒนาปัญญาว่า เริ่มจากการรับข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่เชื่อมไปถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นแท่งๆเป็นก้อนซึ่งมีบริบทของมันแต่ไม่เป็นระบบ เหมือนกับรายการเล่าข่าวอยู่ทุกวันนี้ และข่าวลือก็ถือว่าเป็นข้อมูลข่าวสารอย่างหนึ่ง แล้วเราก็ใส่สีตีไข่กัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ข้อมูลที่แท้จริงก็ได้ ความรู้ระดับนี้จึงเป็นความรู้ที่จริงบ้างเท็จบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นเท็จหรือเป็นขยะ เป็นเพียงความรู้ระดับสุตะคือการรับรู้เท่านั้นยังไม่ชื่อว่าเป็นปัญญา จึงทำให้เกิดการทะเลาะกันได้
"ต้องนำความรู้นั้นมาปรุงมาผสมผสานกับความรู้หรือประสบการณ์เดิมของเรา ให้มันจมหายกลายเป็นของเรา ทำให้เกิดความรู้แล้วเอาไปพูดเอาไปเขียนต่อได้หรือคิดตามได้ แต่ความรู้ระดับนี้ก็ยังไม่เป็นปัญญาอยู่ดี เพราะปัญญาต้องไปอีกขั้นหนึ่ง" พระพรหมบัณฑิต กล่าวและว่า
พจนานุกรมได้ให้ความหมายของคำว่า "ปัญญา" ไว้ว่า "ความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความรู้ลึก ฉลาดที่เกิดแต่การเรียนและคิด" ความรอบรู้ก็คือรู้รอบกับรู้ลึก คือรู้ถึงเบื้องลึกหลังปรากฏการณ์ เขาจึงเรียกการรู้ลึกว่าเป็นความสามารถมองไปถึงข้างใน และความรู้ลึกนี้เป็นคุณสมบัติของนักบริหารหรือคนทั่วไป คือสามารถอ่านคนออก ใช้คนเป็นให้ตรงกับงาน หรือการจะเลือกคนมาเป็นคู่ชีวิตก็ต้องสามารถมองเขาออกรู้ถึงอุปนิสัยใจคอของเขา
อธิการบดี มจร กล่าวต่อว่า ในพระพุทธศาสนาก็มีคำเหล่านี้อยู่นั่นก็คือ "รู้รอบ" ก็คือ "รู้ปฏิจจสมุปบาท" รู้ลึกก็คือ "รู้ไตรลักษณ์" คนทั่วไปมองว่าเป็นคนละเรื่องแต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน อย่างเช่นการปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์เมื่อเห็นไตรลักษณ์ก็เห็นปฏิจจสมุปบาทคือเป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นลูกโซ่หรือวงจร ความรู้รอบและรู้ลึกนี้แหละคือ "ปัญญา" ปัญหาก็คือเรารู้ลึกและไม่กว้าง อย่างเช่นทำวิจัยก็อ่านรู้เรื่องอยู่คนเดียว ต้องนำมาพิมพ์ด้วยภาษาที่มนุษย์ทั่วไปอ่านรู้เรื่องด้วย
"เมื่อมองโลกแบบปัญญาคือรู้รอบ รู้ลึกแล้วก็จะทำให้เกิดบูรณาการในตัวของมันเอง เมื่อเรามองโลกแบบปัญญาหรือแบบบูรณาการแล้ว เราก็จะไม่มัวทะเลาะกัน เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหา และจะแก้ปัญหาก็ต้องช่วยกันแก้ นี้คือความคิดหรือเจตคติแบบปฏิจจสมุปบาทคือคิดแบบวงจรหรือสังสารวัฏ ซึ่งเราไม่ค่อยคิดแบบนี้กัน ส่วนใหญ่จะติดแบบเส้นตรงไปเรื่อยไม่วนมาหาตัวเรา พอเกิดปัญหาก็คิดว่าเราไม่เกี่ยวข้อง ที่คนสีต่างๆทะเลาะกันนั้น คนอยู่เฉยๆเสียงเงียบทั้งหลายก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยเพราะเห็นเขาตีกันแล้วไม่ห้าม" พระพรหมบัณฑิต กล่าวและว่า
คำว่าบูรณาการนั้นหมายถึงการเอาองค์ประกอบต่างๆมาเชื่อมจนเห็นองค์รวมที่เป็นระบบ ทำได้ 2 แบบคือแบบองค์รวมก็คือการผสมผสานส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วเกิดองค์รวมใหม่ อย่างเช่นประเทศไทยเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้ผลเพราะมีการแยกส่วนต่างๆเช่นเรียนไวยากรณ์ ไม่ได้เรียนแบบธรรมชาติ ฟัง พูด อ่าน เขียนไปพร้อมๆกันที่เรียกว่าสอนแบบบูรณาการ หรือการเรียนภาษาบาลีแม้จะจบ ป.ธ.9 กันมากแต่พูดไม่ได้ฟังไม่เข้าใจเพราะไม่เข้าใจโครงสร้างของภาษาทั้งๆที่เป็นภาษาตระกูลที่มาวิภัติปัจจัยด้วยกัน หากรู้โครงสร้างของภาษาก็จะเรียนง่ายอย่างเช่นภาษาฝรั่งเศสก็มีโครงสร้างเช่นเดียวกันภาษาบาลี และการบูรณาการแบบเติมเต็มคือการผสมผสานสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อให้สมบูรณ์ เช่นการสอบจริยธรรมโดยสอดแทรกในวิชาต่างๆ
จากข้อเสนอแนะของพระพรหมบัณฑิตอธิการบดีมจรดังกล่าวทำให้เห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์ ก็อยู่ที่คนไทยว่าจะออกจากอุโมงค์หรือไม่



