
'เนวิน'เข้าวัดปฏิบัติธรรมท่องแดนพุทธภูมิ
'เนวิน'เข้าวัดปฏิบัติธรรมท่องแดนพุทธภูมิสักการะสังเวชนียสถาน : สำราญ สมพงษ์รายงาน
ได้ทราบมานานแล้วว่านายเนวิน ชิดชอบ อดีตนักการเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้าวัดปฏิบัติธรรมเสมอตั้งแต่สมัยที่มีตำแหน่งทางการเมือง โดยชอบที่จะหาจังหวะปลีกวิเวกชวนเพื่อนส.ส.กลุ่ม 16 ท่องแดนพุทธภูมิสักการะสังเวชนียสถาน แม้นว่าจะเป็นช่วงที่การเมืองร้อนแรงก็ตาม ขณะเดียวกันอดีตส.ส.บางคนในกลุ่มมีศรัทธาแรงกล้าบวชเป็นปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดก็มี
มีโอกาสได้ท่องแดนพุทธภูมิกับคณะนิสิตปริญญาโทสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เมื่อปีที่แล้ว ก็ได้พบหลักฐานของนายเนวินได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมที่อินเดียจริง จากป้ายบริจาคบำรุงวัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แต่ไม่ปรากฏภาพถ่ายให้เห็น
ด้วยโลกที่มีระบบการสื่อสารกันอย่างทั่วถึงด้วยสื่อออนไลน์ ทำให้ได้เป็นภาพนายเนวินที่ประกาศหันหลังให้กับการเมืองหันมาเอาดีทางสร้างทีมฟุตบอลจนโด่งดังได้แชมป์มาแล้วหลายสมัยสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดบุรีรัมย์กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดภาคอีสานใต้
10ปีผ่านมาหลังจากได้ทราบข้อมูลของนายเนวินดังกล่าว และแล้ววันที่15ธันวาคมพ.ศ.2557 ได้เห็นภาพความของนายเนวินเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดียจากเฟซบุ๊กวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ที่ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า "ขออนุโมทนามหากุศล คุณเนวิน ชิดชอบ ได้ร่วมทำบุญกองทุนถวายภัตตาหารเช้า เพล และน้ำปานะ ณ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ 6,300 ดอลลาร์ ในโอกาสเดินทางมาปฏิบัติธรรมภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตำบลพุทธคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย 15 ธันวาคม 2557 วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย" รวมถึงภาพใบอนุโมทนาบัตรด้วย
พร้อมกันนี้เฟซบุ๊กวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ได้โพสต์ความเตือนสติว่า
"การให้" มีอานิสงค์ที่ยิ่งใหญ่ ขอให้ทุกท่าน ร่ำรวยความดี มั่งมีความสุข สนุกกับการใช้ชีวิต
ให้ "เวลา" แก่คนที่คุณรัก ให้ "ความรัก" แก่คนในครอบครัว ให้ "ความกตัญญู" แก่บุพการี ให้ "ความรับผิดชอบ" แก่การทำงาน ให้ "อภัย" แก่คนที่หลงผิด ให้ "ความรู้" แก่ผู้ที่ยังเขลา ให้ "ทาน" แก่คนที่ยังขัดสน ให้ "อนาคตที่ดี" แก่คนรุ่นหลัง ให้ "มิตรภาพ" แก่คนทั้งโลก ให้ "ความทุ่มเท" แก่งานที่ทำ ให้ "ความจริงใจ" แก่สัมพันธภาพ ให้ "ข้อความนี้" แก่เพื่อนที่คุณรัก
นับเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าข้อมูลจากการบอกเล่าดังกล่าวเป็นจริง
แสดงให้เห็นว่าได้ใช้เวลากว่าสิบปีในการพิสูจน์ความจริง ด้วยการใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาข้อกาลามสูตรและโยนิโสมนสิการในการพิจารณา เพราะต้องเข้าใจว่าสิ่งที่เห็นหรือได้ยินในโลกปัจจุบันมีทั้งจริงและหลอก หากหลงเชื่อง่ายๆไม่รู้เท่าทันสื่อแล้วอาจตกเป็นเหยื่อทางการตลาดได้ ดังนั้นการรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลมีความสำคัญมากกว่าเสรีภาพสื่อ!



