
คลอดต้นแบบ'หมู่บ้านช่อสะอาด'ปลอดโกง
คลอดต้นแบบ'หมู่บ้านช่อสะอาด'ปลอดโกง แนะใช้สุจริตธรรมวัคซินป้องสังคมไทย : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโทสันติศึกษา มจร รายงาน
ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้กลายสภาพเป็นมะเร็งร้ายกัดกินสังคมไทยยากที่จะเยียวยาไปเสียแล้ว
ล่าสุด ป.ป.ช.ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การต่อต้านคอร์รัปชั่นประเทศไทย สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้นำเสนอข้อมูลงานวิจัย "คอร์รัปชั่นในระบบราชการไทย การสำรวจทัศนคติประสบการณ์ของหัวหน้าครัวเรือน" พบว่าการคอร์รัปชั่นในระบบราชการไทย โดยเฉพาะการรับสินบนเป็นเหมือนมะเร็งหากไม่แคะหรือเคาะออกก็จะกินทั้งประเทศ เผยผลสำรวจในปี 2557 เกี่ยวกับเรียกสินบน พบสำนักงานที่ดิน สถานีตำรวจ ส่วนกรมศุลกากรและกรมขนส่งทางบกมากสุดเรียบตามลำดับ
ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นหนึ่งใน 11 ด้านของการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ แต่ก็ยังมองไม่ออกว่าแนวทางแก้จะเป็นอย่างไร
ปัจจุบันนี้ ป.ป.ช. ไม่ได้มีหน้าที่ในการปราบปรามเท่านั้น ได้วางแนวทางในการป้องกันโดยมีแนวคิดโครงการสร้าง "หมู่บ้านช่อสะอาด" ปลอดโกงขึ้นมา โดยมอบหมายให้นักศึกษาหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 5 โดยมีพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) หัวหน้าโครงการหลักสูตรปริญญาโทสันติศึกษา รวมอยู่ด้วย ค้นคว้าวิจัยต้นแบบของ "หมู่บ้านช่อสะอาด"
นยปส.รุ่นที่ 5 ได้ใช้บ้านท่าคอยนาง ต.สวาย อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ในการสร้างต้นแบบ ขณะนี้เสร็จสิ้นโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยนายประทีป กีรติเรขา ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และนายสุพีร์พัฒน์ จองพานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ในฐานะประธานรุ่น พร้อมด้วยนักศึกษานำชาวบ้านกล่าวคำสัตยาบันต่อศาลเจ้าปู่ตาเพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันประพฤติตัวและดำรงตนอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริตตามพระราชดำรัสที่ว่า "ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานความดีทุกประการ" พร้อมกันนี้ ร่วมเปิดป้ายหมู่บ้านช่อสะอาด มอบโมเดลหมู่บ้านช่อสะอาด และมอบหมู่บ้านท่าคอยนางที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านช่อสะอาดเรียบร้อยแล้วให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อจะได้พัฒนาให้ยั่งยืนต่อไป
และวันศุกร์ที่ 21 พ.ย.นี้ ณ ห้องนนทบุรี 1 อาคาร 4 ชั้น 3 สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนนนทบุรี ตั้งแต่เวลา 09.00น. เป็นต้นไป นยปส.รุ่นที่ 5 ได้จัดสัมมนาสาธารณะ เรื่อง "รูปแบบการพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาด : ศึกษาวิเคราะห์หมู่บ้านท่าคอยนาง ต.สวาย อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ" พร้อมรับฟังปาฐกถาพิเศษ โดยม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง "จากหมู่บ้านช่อสะอาด พัฒนาชุมชนและประเทศชาติให้สันติสุข" นักวิจัย นักวิชาการ นักปฏิบัติการ และประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับฟังได้ และภายในงานมีสินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์ช่อสะอาดจากบ้านท่าคอยนางต้นแบบหมู่บ้านช่อสะอาดประกอบด้วยผ้าไหม ข้าวใหม่ปลอดสารพิษ พืชผัก และผลไม้ที่เกิดจากการดำเนินโครงการหมู่บ้านช่อสะอาดจำหน่ายด้วย
อย่างไรก็ตามพระมหาหรรษาได้สรุปโครงการวิจัยดังกล่าวเป็นบทความทางวิชาการเผยแพร่เรื่อง "สุจริตธรรมในฐานะเครื่องมือป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทยปัจจุบัน" โดยมีเนื้อหาช่วงสรุปความว่า " ผู้เขียนได้กำหนดกรอบที่จะศึกษาความหมาย คุณค่าและความสำคัญ หลักธรรมที่เข้ามาสนับสนุนกระบวนการพัฒนาความสุจริต และแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาหลักสุจริตธรรมที่เหมาะสมแก่ชีวิตและสังคมไทยยุคปัจจุบัน จากการศึกษาแง่มุมต่างๆ ทำให้พบคำตอบที่น่าสนใจหลายประการด้วยกัน
เมื่อกล่าวถึงความหมายของความสุจริตนั้น เมื่อวิเคราะห์ความหมายของ “สุจริต” โดยพยัญชนะ จะประเด็นที่น่าสนใจว่า “สุจริตสะท้อนแง่มุมของการประพฤติดี การประพฤติงาม และการประพฤติง่าย” ความหมายโดยพยัญชนะในสองความหมายแรกอาจจะทำให้เราเข้าใจ เพราะมีการแปลโดยทั่วไปตามที่ปรากฏในราชบัณฑิตยสถาน แต่ถ้ากล่าวถึงความหมายว่า “การประพฤติง่าย” นั้น เป็นการสะท้อนวิถีชีวิตของการกิน การอยู่ และการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ซึ่งความเรียบง่ายจะปรากฏผ่านหลักธรรมข้อ “สันโดษ” ที่ยินดีตามที่ได้ และพอใจตามที่มี โดยไม่ใช้อำนาจ และหน้าที่เข้าไปกระทำการบิดเบือนเพื่อให้ได้มาซึ่งสมบัติสาธารณะที่มิควรมีควรได้ หรือแย่งชิงทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่น
ในขณะที่ความหมายโดยอรรถนั้น ความสุจริตนั้นสะท้อนแง่มุมทั้งในเชิงอัตตะวิสัย และภาวะวิสัย ในเชิงอัตตะวิสัยนั้น ได้รับการอธิบายโดยอาศัยความรู้ หรือไม่รู้ข้อเท็จจริงบางประการของบุคคลเป็นสำคัญ ถ้าความไม่รู้นั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้กระทำ ก็ถือได้ว่าไม่สุจริตเช่นเดียวกัน ในขณะที่เชิงภาวะวิสัย เป็นหลักการพื้นที่ที่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับความซื่อสัตย์ ความเป็นธรรม ความมีเหตุผล การปกป้องความไว้วางใจ การคำนึกถึงผลประโยชน์ของผู้อื่น ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความประพฤติชอบ และการประพฤติในทางที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสะท้อนถึงการประพฤติในเชิงบวกที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตัวเองและสังคม
หลักสุจริตธรรมนั้นจัดได้ว่าเป็นรากฐานความดีทุกประการ เพราะหากบุคคลใดมีหลักสุจริตธรรมภายในจิตใจ จะกลายเป็นบุคคลที่มีชีวิตที่สะอาด ทั้งทางจิตใจ ทางกาย และทางวาจา ซึ่งความสะอาดของชีวิตทั้ง 3 ด้านนั้น จะส่งผลโดยต่อการเป็นอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายในครอบครัว ชุมชน องค์กร สังคม และประเทศชาติ รวมถึงก้าวไปสู่การสร้างความสะอาดในระดับโลกด้วย จะเห็นว่า ความสะอาดในสังคม หรือระดับประเทศนั้น จึงมีรากฐานสำคัญมากจากความสะอาดในเชิงปัจเจกของประชาชนในครอบครัว ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาความสะอาด จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นมาจากฐานรากของชุมชนคือทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ด้วยเหตุผลดังกล่าว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จงตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมความดี โดยการประพฤติธรรมให้สุจริต อย่าประพฤติธรรมให้ทุจริต เพราะสิ่งที่จะรักษามนุษย์และสังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขคือสุจริตธรรมนั่นเอง
ถึงกระนั้น การที่จะส่งเสริม และพัฒนาความสุจริตได้อย่างครอบคลุมได้นั้น ควรที่จะนำหลักหิริ โอตัปปะ คือ ความละอายต่อบาป หรือความทุจริต และความเกรงกลัวต่อผลของบาป คือการทุจริต อีกทั้งนำหลักสัมมาอาชีวะ หรือสัมมาชีพเข้ามาช่วยกระตุ้นเตือน เพราะสัมมาชีพ หรือการทำมาหาเลี้ยงชีพนั้น ควรอยู่บนครรลองของความสุจริต ไม่แสวงหาช่องทาง หรือบิดเบือนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ในช่องทางที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน อันจะส่งผลเสียในภาพรวมต่อการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติ
ในขณะที่แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาสุจริตธรรมให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตและสังคมนั้น ควรจะเริ่มต้นด้วยการจัดการความรู้เกี่ยวกับความสุจริต การจัดทำแผนที่ว่าด้วยความสุจริต การค้นหาภูมิปัญญาท้องถิ่นว่าด้วยการเสริมสร้างความสุจริต การพัฒนาองค์กรสุจริตต้นแบบ การพัฒนา และต่อยอดหมู่บ้านช่อสะอาดสู่หมู่บ้านสุจริตอย่างยั่งยืน การจัดหลักสูตรพัฒนาสุจริตธรรมสู่ชีวิตสะอาดอย่างยั่งยืน และการจัดทำตัวชี้วัดว่าด้วยการพัฒนาสุจริตธรรม
บทบาท และหน้าที่ในการพัฒนา และส่งเสริมความสุจริตให้เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น จึงไม่ควรผลักภาระให้แก่กลุ่มคน หรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง แต่ควรเริ่มต้นปลูกฝัง และกระตุ้นเตือนในทุกองคาพยพในสังคมไทย ในขณะที่แง่มุมด้านการศึกษานั้น ควรเสริมสร้างพลังสุจริตเข้าไปในหลักสูตรที่ว่าด้วยวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม เพื่อให้เด็กเยาวชนละลายชั่ว และเกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริต อันจะส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมโตไปแล้วไม่โกงประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่งจะทำให้พลเมืองอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของกันและกัน
การที่สังคมกระตุ้นเตือนให้มีการตระหนักรู้ในคุณค่าและความสำคัญของ “สุจริตธรรม” อย่างต่อเนื่องผ่านโพล และงานวิจัยต่างๆ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงการที่กลุ่มคนทั่วไป ทั้งผู้นำ ภาคข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจต่างๆ ไม่ประพฤติตัวและดำรงตนให้สอดรับกับหลักการสุจริตดังกล่าว และผลกระทำที่ตามมาคือความสูญเสียงบประมาณในแต่ละปีจำนวนมาก การพัฒนาที่ล้าหลัง การก่อสร้างที่ขาดมาตรฐาน และศักยภาพในการแข็งขันกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน และระดับโลกที่ไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนมาประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพราะต้องจ่ายส่วนต่างๆ จำนวนมากให้แก่บุคคลบางกลุ่ม ฉะนั้น การกระตุ้นเตือนความสุจริตให้เกิดขึ้นในสังคมไทยจนกลายเป็นค่านิยมหลักนั้น จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เหมาะแก่การลงทุน และการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ บนฐานของความรัก แบ่งปัน เคารพ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน"
ทั้งนี้สามารถติดตามเนื้อหาของบทความทั้งหมดได้ที่ http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=1955&menutype=1&articlegroup_id=330
จากโมเดลต้นแบบ "หมู่บ้านช่อสะอาด" ดังกล่าว คงจะเป็นยารักษาโรคมะเร็งที่กัดกินสังคมอยู่ขณะนี้ ก็อยู่ที่ว่าผู้ป่วยจะตั้งใจรักษาให้หายขาดหรือไม่



