พระเครื่อง

อิ่มบุญ!ทอดกฐินช่อสะอาดปลูกหน่อศรีมหาโพธิ์

อิ่มบุญ!ทอดกฐินช่อสะอาดปลูกหน่อศรีมหาโพธิ์

04 พ.ย. 2557

อิ่มบุญ!ทอดกฐินช่อสะอาดปลูกหน่อศรีมหาโพธิ์ ส่งเสริมบ้านท่าคอยนางต้นแบบปลอดโกง : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโทสันติศึกษา มจร รายงาน

                 ช่วง 1 เดือนหลังจากออกพรรษาถือเป็นเทศกาลทอดกฐินที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่าเป็นการทำบุญที่มีผลมาก เพราะนอกจากจะเป็นสงเคราะห์พระสงฆ์ให้ได้อานิสงส์ตามพระวินัยแล้ว ผู้ถวายยังจะได้อานิสงส์ตามที่ระบุในเฟซบุ๊ก"คำสอนหลวงพ่อฤาษี (ลิงดำ)" โดยสรุปว่า ถือว่าเป็นการถวายสังฆทานคือไม่เจาะจงว่าจะถวายพระภิกษุรูปหนึ่งรูปใด พร้อมกับยกพุทธพจน์สมัยที่พระองค์เสวยชาติเป็น "มหาทุคคตะ" มีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "พระปทุมมุตระ" ที่ได้ตรัสถึงอานิสงส์ไว้ว่า

                 "โภ ปุริสะ ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลใดเคยทอดกฐินไว้ในพระพุทธศาสนา แม้ครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าตายจากความเป็นคน ยังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด ท่านผู้นั้นจะไปเกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้า 500 ชาติ"

                 และตรัสอีกว่า นอกจากนี้จะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ จะปรารถนาเป็นอัครสาวกก็ได้ จะปรารถนาเป็นมหาสาวกก็ได้ จะปรารถนานิพพานเป็นพระอรหันต์ปกติก็ได้

                 หากจะบูรณาการหลักการของการทอดกฐินเข้ากับการแก้ปัญหาในยุคปัจจุบันแล้ว ประการแรกคงเป็นแนวความคิดในการช่วยเหลือบุคคลอื่นหากพิจารณาดำเนินการให้เหมาะสมกับกาลเวลาหรือช่วงจังหวะที่เหมาะสมแล้วก็จะเกิดประโยชน์มากขึ้น นอกจากนี้การทอดกฐินยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างความสามัคคีอันเป็นพื้นฐานของการสร้างความปรองดองลดปัญหาความขัดแย้งลงได้ หากมีการกระทำที่เป็นกระบวนการแล้วเชื่อว่าความขัดแย้งในสังคมไทยจะลดลงและสามารถเป็นกุศโลบายในการแก้ปัญหาด้านอื่นๆได้ด้วย

                 ช่วงวันที่ 1-2 พ.ย.ที่ผ่านมาได้มีโอกาสร่วมคณะนิสิตปริญญาโทสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เดินทางไปร่วมทอดกฐินที่วัดท่าคอยนาง ต.สวาย อ.ปรางค์กู่ จ.ศีรสะเกษ ภายใต้การนำของพระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี มจร หัวหน้าโครงการปริญญาโท หลักสูตรสันติศึกษา โดยมีป้ายผ้าระบุว่า ทอดกฐินช่อสะอาด  โดยนายครองศักดิ์ วงศ์อินทร์ และครอบครัว พร้อม นยปส.รุ่น 5 เป็นต้น

                 คงจะงงๆว่า "กฐินช่อสะอาด" คืออะไร เป็นชื่อของหมู่บ้านหรือเป็นชื่อของอะไร

                 ทั้งนี้สืบเนื่องจากพระมหาหรรษาได้เข้าร่วมเป็นนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติระดับสูง (นยปส) รุ่น 5 ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และได้ทำวิจัยเรื่อง "ศึกษาการพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาด: กรณีศึกษาบ้านท่าคอยนาง จ.ศรีสะเกษ" โดยได้ระบุถึงความเป็นมาและสภาพปัญหาว่า

                 "จุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุดมการณ์หมู่บ้านช่อสะอาดคือ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชที่พระราชทาน ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530  ที่ว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดในตัวเอง เพื่อจักได้เป็นคนดีมีประโยชน์ และมีชีวิตที่สะอาด ที่เจริญมั่งคง” จากพระราชดำรัสนี้ทำให้พบประเด็นของชุดความคิดใน 2 ประเด็นใหญ่ คือ (1) ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง และ (2) ชีวิตที่สะอาด หากเชื่อม 2 ชุดความคิดนี้เข้าด้วยกัน จะพบว่า ความซื่อสัตย์สุจริต นอกจากจะเป็นเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่างแล้ว ยังส่งผลต่อเนื่องให้ชีวิตมนุษย์มีความสะอาดด้วย ซึ่งความสะอาดนั้นมีค่าเท่ากับความซื่อสัตย์สุจริต สรุปได้ว่า บุคคลใดก็ตามดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ชีวิตของบุคคลนั้นย่อมนับถือว่าสะอาด และเจริญมั่นคง

                 ด้วยเหตุดังกล่าว คำว่า “ชีวิตสะอาด” นั่นเอง จึงเป็นที่มา หรือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาด ในความเป็นจริง โดยเนื้อแท้แล้ว การพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาดเริ่มต้นด้วยการพัฒนาชีวิตของแต่ละคนในหมู่บ้าน โดยเริ่มต้นจากการพัฒนากลุ่มบุคคลเชิงปัจเจกในครอบครัว คือ “พ่อ แม่ และลูก” เพื่อให้มีชีวิตสะอาด เมื่อนั้น ครอบครัวเหล่านั้นจะสะอาด ความสะอาดของแต่ละครอบครัวย่อมส่งผลทำให้หมู่บ้านสะอาด อันจะต่อเนื่องไปสู่สังคม ประเทศชาติ และโลกสะอาดมากยิ่งขึ้นอันมีผลมาจากชีวิตของแต่ละคนในครอบครัวสะอาด

                 คณะนักศึกษายุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 5 จึงน้อมเกล้านำพระราชดำรัสดังกล่าว ลงไปสู่การพัฒนา “หมู่บ้านช่อสะอาด” เพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาดของประเทศไทยกว่า 80,000  หมู่บ้าน หมู่บ้านช่อสะอาดจึงหมายถึง “หมู่บ้านที่ประชาชนยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยการทำความดี ไม่โกง ไม่ทุจริตต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อชุมชน สังคม ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ” ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตนั้น เป็นความซื่อสัตย์สุจริตที่สะท้อนผ่านทั้ง 4 มิติ คือ (1) กายซื่อสัตย์สุจริต (2) พฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต (3) จิตใจซื่อสัตย์สุจริต และ (4) ปัญญาซื่อสัตย์สุจริต และดังที่ได้กล่าวแล้วในเบื้องต้นว่า ความซื่อสัตย์สุจริตของชีวิตแต่ละคนย่อมส่งผลต่อตัวสถาบันครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ต่อเนื่องไปถึงโลกนี้เช่นกัน

                 นักศึกษาจึงได้ร่วมมือกับชาวบ้านท่าคอยนาง จ.ศรีสะเกษ โดยการพัฒนาหมู่บ้านนี้ให้เป็น “ต้นแบบหมู่บ้านช่อสะอาด” โดยเริ่มจากการวิเคราะห์จุดอ่อนของการพัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้ แล้วพบว่า (1) ภายหลังที่น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2556  จำเป็นต้องพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ อาชีพ และการการสร้างความเข้มแข็งทางการเงิน (2) ร่วมมือ และกระตุ้นให้มอบสมบัติสาธารณะที่เป็นซอยและถนนซึ่งมีการบุกรุกคืนแก่ชุมชน (3) ร่วมมือกันกระตุ้นเตือนให้ประชาชนมีจิตสาธารณะ รู้จักแบ่งปัน และเอื้ออาทรช่วยเหลือชุมชน และ (4) การเสริมเสริมศักยภาพทางความรู้ เพื่อต่อยอดให้รู้จักใช้องค์ความรู้พัฒนาหมู่บ้านให้สามารถอยู่ร่วมกันด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

                 ค่านิยมหลักในการพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาดในงานนี้ คือ "ความสุจริตซื่อสัตย์ของหมู่บ้าน คือ รากฐานของความซื่อสัตย์สุจริตของประเทศ” ซึ่งค่านิยมนี้อยู่บนพื้นฐานของพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง” ฉะนั้น “ความสะอาดของหมู่บ้าน จึงเป็นรากฐานความสะอาดของประเทศ” ความสะอาดในสังคม และประเทศชาติ เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในชุมชน โดยการพัฒนาจากกลุ่มคนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ทั้งในมิติของกาย พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ให้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริต (Integrity)

                 ปัจจัย และตัวแปรในการพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาด คือ “อาศัยพลังของบวร” ได้ แก่บ้าน วัด และโรงเรียนมาผนึกกำลังการป้องกันและปราบปราม โดยอาศัยพลังของวัด คือพลังแห่งศีลธรรมมาเป็นหลักในการป้องกันโดยอาศัยพลังของบ้านและโรงเรียนมาเสริมพลังนี้ ในขณะเดียวกันพลังของบ้านและโรงเรียนมาเสริมสร้างพลังในการป้องปราม และป้องปราบมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยพลังวัดมาเป็นส่วนเสริมแรง และกระตุ้นเตือนได้เช่นกัน

                 สรุปแล้ว การพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาด เพื่อให้สะอาดทั้งกาย พฤติกรรม จิตใจ และปัญญานั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยพลังอ่อนนุ่ม (Soft Power) ของวัด หรือพลังของศีลธรรมเข้ามาช่วยเสริมแรงในการป้องกันการทุจริต โดยใช้พลังของบ้านและโรงเรียนเข้ามาช่วยเติมเต็ม ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะใช้อำนาจที่แข่งแกร่ง (Hard Power) ของบ้านและโรงเรียนเข้าช่วยป้องปราม และปราบปรามให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ถึงกระนั้น พลังบวรทั้ง 3 คือ บ้าน วัด และโรงเรียน ถือได้ว่าเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้าง และพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาด เพื่อให้สังคม และประเทศชาติสะอาดปราศจากการทุจริตคอรับชันต่อไป

                 ผลลัพธ์จากการดำเนินการตลอดระยะ 4 เดือนในระยะที่ 1 ของการวิจัยและพัฒนานั้น สามารถประเมินความสำเร็จโดยแบ่งตาม 4 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญดังต่อไปนี้ คือ

                 ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาสิ่งแวดล้อมให้สะอาด และส่งเสริมอาชีพ ชุมชน ทั้งบ้าน วัด และโรงเรียนได้ร่วมกันพัฒนา และจัดผังหมู่บ้านให้พื้นที่รอบพื้นที่ของบ้าน วัด โรงเรียนให้มีรั่วรอบขอบชิดชัดเจน อีกทั้งทำความสนอาดเรียบร้อย นอกจากนี้ ได้พัฒนาพื้นที่ของวัดให้เป็นระเบียบ จัดผังวัด และปลูกต้นให้ให้เป็นพื้นที่พักผ่อน ปฏิบัติธรรม รวมถึงการปฏิบัติศาสนกิจ ครอบครัวของนางเหลือง ได้พัฒนาเป็นครอบครัวต้นแบบที่พัฒนาอาชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้การนำทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมาปรับใช้กับพื้นที่ที่มีอยู่ ซึงสามารถเลี้ยงชีพจากผลผลิต อีกทั้งนำผลิตที่เหลือที่เป็นผลิตพันธุ์ผลอดสารพิษไปขายในตลาดเช้าของอำเภอ นำเงินมาจุนเจอครอบครัว ส่งลูกเรียนหนังสือ ไม่เป็นหนี้สิน ชุมชนเห็นความสำคัญของการออมทรัพย์ในแต่ละเดือน โดยการแบ่งทรัพย์ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1 ส่วนนำไปเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว 2 ส่วนนำไปลงทุนเพิ่มเติม และ 1 ส่วนฝากเอาไว้ใช้คราวจำเป็น โดยในส่วนที่ 4 นั้น เด็กนักเรียน และชาวบ้านได้นำเงินไปฝากไว้ในธนาคารเพิ่มมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถจัดทำบัญชีครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                 ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาและส่งเสริมให้ชุมชนมีพฤติกรรมสะอาดซื่อสัตย์สุจริต ชุมชนได้เข้าร่วมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่ดำเนินการโดยสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายใต้การดำริของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ภายหลังที่เข้าร่วมโครงการตลอด 3 เดือน ทำให้บ้านท่าคอยนางได้รับรางวัล “ป้ายหมู่บ้านรักษาศีล 5” จากสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตลอด 4 เดือนในการดำเนินการพัฒนาหมู่บ้านช่อสะอาด ผู้นำได้พูดคุยกับประชาชนบางกลุ่มที่ยึดครองพื้นที่ซอย และทางที่เป็นสมบัติสาธารณะของชุมชน และผลจากการพูดภายใต้การย้ำเตือนให้ตระหนักรู้ถึงความจำเป็นของการคืนพื้นที่ และบนฐานของกฎหมาย จึงทำให้ประชนทุกคนที่รุกล้ำคืนซอยและทางสาธารณะทั้งหมด จนนำไปสู่การปรับปรุงพื้นที่รอบกัน และวางผังเป็นเขตแดนต่อไป ภายหลังที่ได้ซอย และทางคืนมาจากการรุกล้ำแล้ว ผู้นำชุมชนจึงได้ประชุม แล้วออกระเบียบว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำหมู่บ้าน เพื่อป้องกันการรุกล้ำ และทุจริตในมิติอื่นๆ ทั้ง ระเบียบดังกล่าวได้นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำหมู่บ้าน (ป.ป.ม.) จำนวน 5 คน เพื่อทำหน้าที่แทนชุมชน

                 ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาชุมชนมีจิตใจสะอาด ซื่อสัตย์สุจริต การพัฒนาจิตใจให้สะอาดเป็นฐานสำคัญในการป้องกันการทุจริต ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาใจของชุมชนตามโครงการเข้าพัฒนาจิตใจให้ใสสะอาด โดยการทำตักบาตร ทั้งวันธรรมดาและวันพระ รวมไปถึงการสวดมนต์ รักษาศีล ฟังเทศน์ เรื่อง หิริโอตตัปปะ นอกจากนี้ ได้กระตุ้นให้ครอบครัวได้ตระหนักรู้และเห็นความสำคัญของความรัก เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาความซื่อสัตย์สุจริต รวมไปถึงเสริมสร้างพลังค่ายช่อสะอาดเพื่อเด็กเยาวชนและพ่อแม่ได้เห็นถึงผลดีของความซื่อสัตย์สุจริตในการดำเนินชีวิต

                 ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาชุมชนให้มีปัญญาสะอาดซื่อสัตย์สุจริต พ่อคำเดื่อง ปราชญ์ชาวบ้านได้เป็นแกนหลักในการนำเสนอหลักการและแนวทางในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยเป็นการเรียนรู้จักธรรมชาติ เพื่อที่จะได้อยู่กับธรรมชาติอย่างมีประสานสอดคล้อง มนุษย์จะต้องอาศัยพลังงานธรรมชาติ ปุ๋ยธรรมชาติ เพื่อให้ธรรมชาติได้หล่อเลี้ยงมนุษย์ นอกจากนี้ เน้นการปรับวิถีธรรมชาติมาเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เน้นการพักอาศัย และเยี่ยมชมวิถีเกษตร การย้ำเน้นให้ชุมชนสามารถใช้เครือข่ายของแต่ละคุ้มมาช่วยกันระวังภัยของการทุจริต โดยให้แต่ละคุ้มช่วยกันย้ำเตือนภัย และเฝ้าระวังมิให้ชุมชนรุกล้ำที่สาธารณะดังที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยการนำเสนอข่าวในพื้นที่สาธารณะทั้งในกลางหมู่บ้าน วัด และโรงเรียน เพื่อกระตุ้นเตือนอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาเยาวชน และคนรุ่นหนุ่มสาว ให้สามารถใช้สื่อสาธารณะผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ทีวี วารสารหมู่บ้าน แผ่นผับ และสื่ออีเล็กทรกนิค เช่น Facebook, Blog และ Twitter เข้ามาช่วยสร้างเครือข่ายกับภายนอกหมู่บ้าน และภายในหมู่บ้าน เพื่อย้ำเตือนให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญ และกระตุ้นเตือนให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาหม่บ้านช่อสะอาด

                 ดังนั้นการทอดกฐินในครั้งนี้จึงมีกิจกรรมต่างๆ นอกจากการทอดกฐินเท่านั้นเช่น

                 วันที่ 1 พ.ย. นิสิตสันติศึกษาทั้งพระและคฤหัสถ์ทั้ง รุ่น 1 และ 2  ได้เรียนรู้สามัคคีธรรมผ่านกิจกรรมเกี่ยวข้าวบนแปลงสาธิตเกษตรอินทรีย์กว่า 1 ไร่ โดยนิสิตคฤหัสถ์พากันเกี่ยวข้าว ในขณะที่นิสิตพระภิกษุช่วยกันเก็บข้าว อนึ่ง แปลงสาธิตแห่งนี้เป็นแปลงที่ยุวชนอาเซียนเพื่อสันติภาพจาก 10+3 ได้ร่วมกันปลูกในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา

                 พระมหาหรรษาได้ให้คติว่า "มือที่สัมผัสรวงข้าว ท่วงเท้าที่เหยียบดิน สะท้อนกลิ่นไอแห่งธรรมที่ครอบครัวสันติศึกษา สามารถสัมผัสถึงวิถีแห่งชุมชน และเพื่อนมนุษย์มากยิ่งขึ้น จะพบว่า เมื่อนำธรรมะลงสู่ผืนดิน จินตนาการย่อมมลายหายไป ความเข้าใจ และตระหนักรู้ย่อมผุดขึ้นกลางหัวใจแห่งการรู้ ตื่น และเบิกบาน ตามอุดมการณ์แห่งสันติบารมี"


นั่งลงแล้วฟังชาวบ้านความเบิกบานจะบังเกิด

                 ต่อจากนั้นพระมหาหรรษาพานิสิตลงพื้นที่ในชุมชนบ้านสันติสุข ณ หมู่บ้านท่าคอยนาง เพื่อศึกษาและเรียนรู้วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนผ่านวิชาขันติธรรมและการสื่อสารเพื่อสันติ พระมหาหรรษาได้ให้คติว่า การสื่อสารที่ทรงอานุภาพมากที่สุด คือ การนั่งและตั้งใจฟังหัวใจ และลมหายใจของคนอื่นๆ มิใช่การนั่งแล้วพูดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อให้คนอื่นฟัง การเดินตามแนวทางนี้ จะพบว่า เราได้พัฒนาความสัมพันธ์จากคนที่แปลกหน้าจึงกลายเป็นคนที่คุ้นหน้า และจากหัวใจแห่งความร้าวรานจะกลายเป็นความเบิกบานในที่สุด

                 เสร็จแล้วพาพระมหาหรรษาได้พานิสิตเล่นกีฬากับเยาวชนและชาวบ้าน โดยให้คติว่า เราจะข้ามพรมแดนจากความแปลกหน้าไปแสวงหาความเป็นครอบครัวเดียวกันได้อย่างไร? ถ้าเราไม่เปิดใจที่จะเข้าไปสัมผัส และเรียนรู้เพื่อพัฒนาจาก "เขามาสู่ความเป็นเรา" กีฬาจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทรงพลังในการทำลายความเป็นเขาแล้วดึงมาสู่ความเป็นเรา เนลสัน แมนเดลลาเคยใช้รักบี้มาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมคนผิวขาวและผิวดำจนทำให้คนผิวขาวและผิวดำผนวกกันเป็นสีเดียว คือ "สีมัคคา... สามัคคี"

                 พร้อมกันนี้ช่วงเย็นได้พระมหาหรรษาได้พานิสิตทำวัตรเย็นและเจริญพระพุทธมนต์และนั่งสมาธิร่วมกับชาวบ้านซึ่งเป็นกิจวัตรที่ชาวบ้านแห่งนี้ทำเป็นประจำ


พระศรีมหาโพธิ์:จากอินเดียสู่ลังกาและจากลังกาสู่ท่าคอยนาง


                 พอรุ่งเช้าของวันที่ 2 พ.ย.ก่อนจะมีพิธีทอดกฐินช่อสะอาด ได้มีกิจกรรมพิเศษคือปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์  พระมหาหรรษาได้ระบุว่า  "บ้านท่าคอยนางได้กลายเป็น "แดนดินถิ่นโพธิธรรม" ภายหลังที่รัฐบาลศรีลังกาได้มอบหมายให้ ดร. ราจิต และท่านไมตรี ผ่านการประสานงานของท่านปิยรัตนะ เพื่อนำหน่อโพธิ์จากเมืองอนุราธปุระ ที่ภิกษุณีสังฆมิตตา ลูกสาวของพระเจ้าอโศก ได้อัญเชิญมาศรีลังกาในปี พ.ศ. 300  และบัดนี้ได้อัญเชิญมาปลูก ณ ลานวัด ลานธรรม และลานใจ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ชาวบ้านท่าคอยนาง และใกล้เคียง อนึ่ง การร่วมปลูกครั้งนี้ ร้อยตรีวิชัย เจ้าของวลี "ผมจะปลูกต้นไม้จนกว่าผมจะตาย" ได้เดินทางมาร่วมปลูกด้วย พร้อมกันนี้ได้มีประชาชนจำนวนมาก ครอบครัวสันติศึกษา และนักศึกษายุทธศาสตร์การป้องกัน และปราบปรามการทุจริตระดับสูง ของ ป.ป.ช. มาร่วมปลูกด้วย"


บวร:บ้านวัดและโรงเรียนร่วมเปิดป้ายหมู่บ้านรักษาศีล5
 

                 พร้อมกันนี้มีการเปิดป้าย"หมู่บ้านรักษาศีล 5" พระมหาหรรษาได้ระบุ ผลจากการที่บ้าน วัด และโรงเรียน ในฐานะ "พลังบวร" ได้ประพฤติตัว ดำรงตนอยู่ในศีล 5 มาอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน จึงได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการฯ ให้เข้ารับป้ายรักษาศีล 5 จากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ในฐานะตำแหน่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ณ วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม  วันที่ 2 พฤศจิกายน 2557  จึงเป็นวันสำคัญของชาวบ้านท่าคอยนางที่ประกาศเพื่อย้ำเตือน และป่าวร้องในการชนะตัวเองว่า "มีทั้งป้าย ได้ทั้งศีล" โดยผู้แทนของบวร ได้แก่ นายคำพันธ์ แสงอุ่น ผู้ใหญ่บ้าน พระอธิการสุทิน ฐิตธมฺโม เจ้าอาวาส และนางพิมพ์จันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าคอยนาง เพื่อเตือนสติในทุกวินาทีได้อย่างองอาจว่า "เราคือหมู่บ้านรักษาศีล 5"


ยลผามออีแดงศึกษาซากสงครามและความขัดแย้ง
 

                 กิจกรรมสุดท้ายพระมหาหรรษาระบุว่า ได้พานิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษาไปศึกษาประวัติศาสตร์แห่ง "สงครามและความขัดแย้ง" บนซากอารยธรรมระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย เพื่อที่จะได้เรียนรู้และเข้าใจความเป็นจริงเกี่ยวกับสงครามเพื่อเอาชนะซึ่งกันและกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบนพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร


โย สหสฺสํ สหสฺเสน
สงฺคาเม มานุเส ชิเน
เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ
ส เว สงฺคามชุตฺตโม ฯ

ถึงจะรบชนะข้าศึกเป็นพันๆ ราย
ก็ไม่นับเป็นยอดขุนพล
แต่ผู้ที่เอาชนะจิตใจตน
จึงเรียก "ยอดขุนพล" แท้จริง

 

                 สงครามแห่งสมรภูมิรบอาจจะเอาชนะแย่งชิงพื้นที่ได้ แต่มิอาจเอาชนะ และแย่งชิงพื้นที่ของความรักระหว่างกันและกันได้ เราจะก่อสงครามไปเพื่อเหตุผลอันใด คนมีสันติธรรมจึงเริ่มต้นจากการเอาชนะตนเอง แล้วความกริ่งเกรงจะบังเกิดตามมา ฉะนั้น การทำให้เพื่อนมนุษย์เกรงใจ จึงสำคัญกว่าการเกรงกลัว ความเกรงใจมีฐานจากเมตตากรุณา แต่ความเกรงกลัวมีฐานจากอวิชชา และความเกรงกลัวจะนำไปสู่ความ "เสื่อม" เสมอ เพราะความกลัวจะเป็นตัวปิดกั้นปัญญามิให้สามารถคิด พูด หรือกระทำด้วยความรู้ ตื่น และเบิกบาน บทสรุปคือ "ตัวเองเสื่อมยังไม่พอ แต่จะก่อความเสื่อมให้เกิดขึ้นในสังคมด้วยเช่นกัน"

                 จากกิจกรรมในการทอดกฐินช่อสะอาดที่วัดท่าคอยนางครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการบำเพ็ญบุญครบ 3 ประการคือทานมัย ศีลมัย และที่สำคัญคือปัญญามัย สามารถที่จะนำหลักธรรมไปประยุกต์ในการแก้ปัญหาทั้งระดับบุคคล สังคม และประเทศชาติได้ เพราะเป็นการทำบุญแบบมีการวิจัยรองรับ

"}])