
'หลวงลุงกำนันสุเทพ'ตั้งใจบวช๒๐๔วัน
เจริญพรมวลมหาประชาชน อาตมา'หลวงลุงกำนันสุเทพ'ตั้งใจบวช ๒๐๔ วัน : เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู
ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ นี้ พระสุเทพ ปภากโร หรือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. จะนำพระภิกษุที่บรรพชาอุปสมบทในรุ่นที่ ๑ เดินทางไปถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่โรงพยาบาลศิริราช และจากนั้นในตอนค่ำก็จะเดินทางไปยังวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เพื่อเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก จากนั้นจะเดินทางกลับไปจำวัดและปฏิบัติธรรมที่สวนโมกขพลาราม ทันที
สำหรับรุ่นที่ ๒ จะบวชวันที่ ๒๘-๓๐ พฤศจิกายนนั้น ก็จะมีบรรดาแกนนำ กปปส. อาทิ นายธานี เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี นายวิทยา แก้วภราดัย และบรรดาแกนนำกปปส.อีกหลายคนที่จะร่วมบรรพชาอุปสมบทด้วย ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้ใครจะมาบวชต้องทำใจว่าที่นี่ต้องปฏิบัติเคร่งครัดจะสูบบุหรี่และดูโทรทัศน์ไม่ได้ ต้องทำวัตรเช้าเย็น ปฏิบัติกรรมฐานทำสมาธิ ฉันข้าวมื้อเดียว ต้องปฏิบัติกิจของสงฆ์ ต้องบิณฑบาต ต้องกวาดวัด ถ้ามาบวชแล้วอ้วนอยู่ไม่ได้
การบวชของ "พระสุเทพ ปภากโร" มีคำถามตามมามากมาย และทุกครั้งที่ "พระสุเทพ ปภากโร" ถูกนินต์ไปร่วมงานบุญสิ่งหนึ่ง คือ ประชาชนจะมาขอถ่ายรูปชนิดที่เรียกว่าไม่ต่างจากพระนักเทศน์ชื่อดัง หรือพระเกจิอาจารย์ "หลวงลุงกำนันสุเทพ" บอกว่าไม่เคยคิดว่าเป็นเกจิ ที่คนเขามาถ่ายคิดว่าเป็น ส.ส.ในพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนสมาชิก กปปส.
สำหรับกิจนิมนต์นั้น "หลวงลุงกำนันสุเทพ" บอกว่า เป็นพระอย่าเอาไปเปรียบเทียบกับสมัยเมื่อเป็น ส.ส. เพราะไปวัดคนละฐานะกัน ช่วงนี้มีนิมนต์ทุกวันตั้งแต่ออกพรรษาถึงปลายเดือนพฤศจิกายนมีกิจนิมนต์ทุกวัน วันไหนที่ไม่ไปขึ้นศาลที่กรุงเทพฯ ก็รับกิจนิมนต์ในพื้นที่ หน้านี้ก็งานกฐินเป็นหลักวันหนึ่ง ๒-๔ วัด รวมทั้งงานบุญอื่นๆ ทอดผ้าสร้างโบสถ์ ศาลา โรงพยาบาล โรงเรียน สุดแล้วแต่จะนิมนต์
อย่างไรก็ตาม หลวงลุงกำนันสุเทพ ยอมรับว่ามีเพื่อนสมาชิก กปปส. ขอให้ทำเหรียญที่ระลึก "หลวงลุงกำนันสุเทพ รุ่น เจริญพร มวลมหาประชาชน" ออกมาเป็นที่ระลึกสักรุ่น แต่ท่านได้อธิบายให้เพื่อนสมาชิก กปปส.เข้าใจว่า ที่สวนโมกข์ไม่มีเรื่องเครื่องรางของขลัง ไม่มีเรื่องวัตถุมงคลว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติธรรม ท่านพุทธทาสเน้นเรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นหลัก
ส่วนประโยคที่ทักทายเพื่อนสมาชิก กปปส. "หลวงลุงกำนันสุเทพ" บอกว่า ไม่เคยหลุดปากพูดว่า เจริญพร "มวลมหาประชาชน" เลยสักครั้งเดียว ทั้งนี้ จะตั้งใจพูดกับเพื่อนสมาชิก กปปส. ที่แวะมาเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง บางวันก็มา ๔๐๐-๕๐๐ คน ที่มากหน่อยก็กว่า ๑,๐๐๐ คน ทั้งนี้ จะใช้คำทักทายว่า "เจริญพร" สั้นๆ เท่านั้น ทั้งนี้จะพูดเตือนสติว่า ภารกิจของ กปปส. ถือว่าจบสิ้นแล้ว ปล่อยวางให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารบ้านเมืองไป พวกเราก็คอยเป็นกำลังใจ ช่วยเชียร์ ช่วยสนับสนุนเขา
"ตอนเป็น ส.ส. เป็นฆราวาสมาวัดก็คิดอย่างฆราวาส แต่เมื่อบวชเป็นภิกษุสงฆ์แล้วมาวัดก็คิดแบบพระ ใจก็สงบกว่า เวลาศึกษาธรรมก็สงบกว่า สามารถนั่งอ่านหนังสือได้เป็นวันๆ เป็นพระสามารถปฏิบัติธรรมได้มากกว่า แต่ถ้าเป็นฆราวาสมีสิ่งรบกวนมากมาย" หลวงลุงกำนันสุเทพกล่าว
อย่างไรก็ตาม "หลวงลุงกำนันสุเทพ" ยอมรับว่า ตั้งแต่บวชเป็นพระยังไม่เจอเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยเลยสักครั้ง มีแต่โทรศัพท์ไปกราบนมัสการท่านว่า "เอาไว้ให้สะดวกกว่านี้จะเดินทางไปกราบท่านที่วัด ซึ่งน่าจะเป็นหลังปีใหม่แล้ว"
เมื่อถามถึงระยะเวลาบวช "หลวงลุงกำนันสุเทพ" บอกว่า ตั้งใจจะบวชปฏิบัติธรรม อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่เสียเลือดเนื้อ เสียชีวิตจากการต่อสู้ โดยมีความตั้งใจว่าจะบวชให้เท่าๆ กับเวลาที่ร่วมกันต่อสู้กับเพื่อนสมาชิก กปปส.มา ๒๐๔ วัน หลังจากนั้นค่อยพิจารณากันอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อกับชีวิต ตอนนี้เพิ่งได้ ๓ เดือน ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย ทุกวันนี้ไปไหนไม่มีบอดี้การ์ด ผู้ที่ติดตามก็เป็นคนขับรถที่คอยอำนวยความสะดวกเมื่อครั้งยังเป็น ส.ส. วันนี้อาตมาเป็นพระไม่ใช่นักรบที่ต้องมีบอดี้การ์ด
ธรรมะจากหลวงลุงกำนัน
"หลวงลุงกำนันสุเทพ" บอกว่า ที่สวนโมกข์ฉันข้าวมื้อเดียว วัตรปฏิบัติทุกๆ วันของพระทุกๆ รูป ที่สวนโมกข์ คือ ตื่นตี ๓ อาบน้ำชำระร่างกายเคลียร์ภารกิจส่วนตัว จากนั้นก็ทำวัตร สวดมนต์เช้า นั่งสมาธิ ฟังเทปของท่านพุทธทาส จากนั้นก็ออกบิณฑบาต กลับมาก็ไปที่โรงฉัน จากนั้นก็มานั่งที่ลานหินโค้งปฏิสันถารกับญาติโยมที่มาเยี่ยม บางวันก็มา ๔๐๐-๕๐๐ คน ที่มากหน่อยก็กว่า ๑,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่จะใช้เวลา ๒-๔ ชั่วโมง บางครั้งนานถึง ๕ โมงเย็นก็มี
ส่วนใหญ่ก็คุยเรื่องธรรมะชวนคนมาปฏิบัติธรรม ซึ่งมีญาติโยมจำนวนมาก โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิก กปปส.มาปฏิบัติธรรมมากพอสมควร บางคนมาเข้าหลักสูตรที่สำนักธีปภวัล ละมัย เกาะสมุย ซึ่งเปิดระหว่างวันที่ ๑๒-๑๗ ของทุกๆ เดือน หรือที่สวนโมกข์นานาชาติ ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๗ ของทุกๆ เดือน ตอนนี้มารุ่นหนึ่งเป็นร้อยๆ คน
อยากจะฝากบอกญาติโยมมวลมหาประชาชน กปปส.ว่า ที่ได้ทำมาทั้งหมดนั้นดีที่สุดแล้ว ให้เก็บความภาคภูมิใจเอาไว้กับตัวเอง ดีมากที่มีขันติธรรม แม้จะถูทำร้าย ถูกเข่นฆ่าก็มีความอดทนมิได้ตอบโต้ด้วยความรุนแรง ดังที่พวกเราตั้งปธิธานการเคลื่อนไหวไว้แต่ต้น ถ้าไม่มีขันติธรรมป่านนี้คงเกิดสงครามกลางเมืองไปแล้ว"
ต้องเอาธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า "เราอย่าเห็นแก่ตัว ซึ่งตรงกับธรรมะของท่านพุทธทาสที่ว่า ไม่ให้ยึดถือเอาเป็น ตัวกู ของกู อย่าไปยึดอัตตาของเราว่านี่เป็นตัวเรา อย่าไปคิดว่านี่เป็นของเรา ถ้าทุกคนไม่ยึดตัวตน ยึดความเป็นส่วนรวมบ้านเมืองก็ไปได้ดี
ในฐานะอดีตผู้นำมวลมหาประชาชน ก็ยังติดค้างอยู่ในใจ จึงตั้งใจที่จะปฏิบัติธรรม บำเพ็ญธรรม เพื่อให้มีบุญกุศลพอที่จะแผ่ไปให้ผู้เสียชีวิตเหล่านั้น อาตมาจึงคิดว่าถ้าพี่น้องร่วมอุดมการณ์ที่เคยต่อสู้ร่วมกันมาจะมาปฏิบัติธรรมด้วยกัน ก็จะได้บุญเยอะขึ้น อาตมาก็เลยเชิญชวนพี่น้องเหล่านั้นว่า มาปฏิบัติธรรมเคียงบ่าเคียงไหล่กันดีกว่า
บวชอุทิศบุญแด่ผู้ร่วมอุดมการณ์ ๒๐๔ วัน
"อาตมาไม่ได้หนีร้อนอะไร อาตมาตั้งใจมาบวชเอง คิดว่าบวชเพื่อศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมให้เกิดบุญเกิดกุศล บวชเพื่ออุทิศบุญแก่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่เสียชีวิตตลอด ๒๐๔ วันของการเคลื่อนไหว" นี่เป็นความตั้งใจของพระสุเทพ ปภากโร
พระสุเทพ ปภากโร นามเดิม สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานีหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการหลายกระทรวง
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๗ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทวิตภาพและข้อความผ่านทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า สุเทพได้ตัดสินใจบวชแบบสายฟ้าแลบแล้วที่วัดท่าไทร และไปจำวัดที่วัดสวนโมกข์ (สวนโมกขพลาราม) จ.สุราษฎร์ธานี โดยข้อความที่นายเทพไทได้ทวิตมีใจความว่า "ลุงกำนันตัดสินใจบวชแบบสายฟ้าแลบที่วัดท่าไทร และจะไปจำวัดที่วัดสวนโมกข์ ขออนุโมทนาบุญกับหลวงลุงด้วยครับ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ"
โดยเมื่อคืนวันที่ ๑๔ กรกฎาคม สุเทพพร้อมญาติ ๑ คน เดินทางมาพบพระเทพพิพัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดท่าไทร และเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี แจ้งความประสงค์จะขอบวชโดยบอกว่าไม่มีภาระอะไรแล้ว จะขอบวชเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้และไม่บอกใคร
ทั้งนี้ พระเทพพิพัฒนาภรณ์ ได้โกนผมให้ตั้งแต่เมื่อช่วงกลางคืนและนอนพักที่กุฏิเจ้าอาวาสกับญาติผู้น้อง กระทั่งได้ฤกษ์อุปสมบท เมื่อเวลา ๐๙.๐ น. วันที่ ๑๕ กรกฎาคม มีผู้อยู่ในโบสถ์ประกอบพิธีกัน ๓ คน พระเทพพิพัฒนาภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และให้ฉายาว่า "ปภากโร" แปลว่าผู้กระทำซึ่งแสงสว่าง เมื่อบวชแล้วเสร็จห่มผ้าเหลืองเดินออกประตูโบสถ์มา มีพระลูกวัดมาพบเข้าพอดีได้ขอถ่ายรูปจนมีการส่งต่อๆ กัน
อย่างไรก็ตาม พระสุเทพ บอกว่า หลังจากบวชเป็นพระแล้วมีคนเรียกหลายชื่อ สุดแล้วแต่ใครจะเรียก ส่วนใหญ่ในพื้นที่จะเรียก "หลวงลุงกำนัน" เท่านั้น ถ้าเป็นเพื่อนสมาชิก กปปส. จากกรุงเทพฯ จะเรียก "หลวงลุงกำนันสุเทพ"



