
ร่วมพลัง สร้างเครือข่าย ต้านภัยคอร์รัปชั่น
ร่วมพลัง สร้างเครือข่าย ต้านภัยคอร์รัปชั่น : พระมหาดร.ขวัญชัย กิตฺติเมธี ป.ธ.๙ วัดบพิตรพิมุข กรุงเทพฯรายงาน
จากรายงานองค์กรความโปร่งใสสากล (Transparency International–TI) ได้ประกาศผลการจัดอันดับภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของนานาประเทศ ในปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมาว่าประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ที่ ๑๐๒ จากทั้งหมด ๑๗๗ ประเทศถือว่าอันดับตกลงไปกว่าปีก่อน (๒๕๕๕) เป็นมุมมองการคอร์รัปชั่นที่ต่างประเทศมองประเทศไทย และในสายตาของคนไทยเองละเห็นอย่างนั้นหรือเปล่า
เอแบคโพลล์ได้ทำการวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง “สถานการณ์ทัศนคติอันตรายของสาธารณชนคนไทย ว่าด้วยการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วย” เมื่อปี ๒๕๕๖ โดยผลวิจัยพบว่าประชาชนเกิน ๖๐% ยอมรับได้หากรัฐบาลทุจริตแต่ตนเองได้ผลประโยชน์ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มรับจ้างและเกษตรกรที่ยอมรับได้ถึง ๗๘.๙% รองลงมาคือนักเรียนนักศึกษา ๗๓.๓%
ทัศนคติของคนไทยในปัจจุบันที่เริ่มยอมรับว่ามีการทุจริต และการทุจริตนั้นสามารถยอมรับได้เมื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง จากทัศนคติแบบนี้ทำให้การทุจริตถูกมองเป็นเรื่องผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่คนส่วนใหญ่อยากมีส่วนร่วม
นี่เป็นภาพสะท้อนอีกมุมจากเรื่องทุจริตที่หลายคนมองว่าไม่เป็นปัญหา จึงทำให้ปัญหาการทุจริตรับมือได้ยากและซับซ้อนขึ้น อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของประเทศที่ทุกภาคส่วนควรร่วมมือกัน เป็นที่มาของการจัดงาน "สัมมนารวมพลังผู้นำศาสนาป้องกันการทุจริต" โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา โดยในงานนี้ได้มีการรวมกลุ่มผู้นำศาสนาทั้งพระพุทธศาสนา อิสลาม คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ เพื่อนำคำสอนในแต่ละศาสนามาใช้เพื่อปรับมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้
ทำไมศาสนาจึงควรมีส่วนร่วมแก้คอร์รัปชั่น
ปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นผลกระทบที่เกิดจากการละทิ้งประเด็นการพูดคุยกันเกี่ยวกับศีลธรรมกันในสังคมไทย คำสอนทางศาสนากลายเป็นเรื่องของคนแก่หรือคนที่ทุกข์หนักและหาทางออกไม่ได้เท่านั้น ในหนังสือเรื่อง "พระพุทธศาสนากับคึกฤทธิ์" หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชได้เล่าถึงการสอนเด็กสมัยก่อนกับสมัยนี้ว่า สมัยก่อนเวลาเด็กจับสัตว์จับกบหรือเขียดมา ผู้ใหญ่จะดุว่าไม่สงสารมันหรือไง สอนเรื่องเมตตาและกรุณา หรือดุว่า นรกจะกินหัว ไม่กลัวบาปหรือไง? ทำให้เด็กเกิดความกลัวบาป เป็นการสอนคำสอนทางศาสนาเรื่องโอตตัปปะ แต่สมัยนี้ถ้าเด็กจับกบหรือเขียดก็จะถูกผู้ใหญ่สอนว่าสกปรก กลายเป็นเรื่องสุขภาพหรืออนามัยเสียแทน, หรือบางทีก็พูดส่งเสริมเด็กๆ อีกว่า ดีแล้วละโตไปจะได้รู้จักหาอาหาร ไม่อดตาย ทำให้เด็กทำอะไรอย่างไม่กลัวบาป และรู้ว่าการเบียดเบียนคนอื่นแต่ให้ตนเองอยู่รอดไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร
แม้แต่ในต่างประเทศเองก็ดูจะเห็นความสำคัญของคำสอนทางศาสนาว่าจะช่วยระงับความไหลบ่าของกระแสทุนนิยมที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจนก่อเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นไปทุกย่อมหญ้าด้วยค่านิยมว่า "เงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง" Michael J. Sandel ได้เขียนหนังสือ เรื่อง"what money can't buy" ได้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ในแง่เหตุผลทางการตลาดจะไม่มีการถกเถียงทางศีลธรรมว่าอะไรดีหรือเลวอีกต่อไปแล้ว แต่จะถามอย่างเดียวว่าราคาเท่าไหร่ ทำให้ศีลธรรมเริ่มจางหายไปจากสังคม นั่นมาจากเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือ การไม่อยากให้เกิดการถกเถียงกันในเรื่องศาสนา อันนำไปสู่ความแตกแยกในระดับผู้นับถือที่แตกต่างกัน แม้ดูจะมีเจตนาดี แต่นั่นก็ทำให้สังคมถูกแนวคิดอื่นครอบงำ Michael J. Sandel จึงได้เสนอแนะให้เปิดเวทีสาธารณะพูดคุยประเด็นทางศีลธรรมให้มากขึ้น ในทุกวิชาการ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ว่าอะไรผิดหรือถูกก่อนเพื่อลดปัญหาดังกล่าว
ในสมัยพุทธกาลเองก็เสนอแนวทางในลักษณะเดียวกันนี้ คือ การพูดคุยกันด้วยเมตตา (เมตตาวจีกรรม) โดยไม่ใช้การโต้เถียงกันเพื่อให้ฝ่ายตนเท่านั้นได้รับชัยชนะ เหมือนกรณีภิกษุโกสัมพีที่ไม่มีใครคุยกันด้วยเมตตาต่างคนก็ใช้เหตุผลโต้เถียงกันด้วยเรื่องข้อปฏิบัติ ไม่มีใครยอมกันต้องการเอาชนะกัน ไม่ฟังแม้แต่พระพุทธเจ้าจนนำไปสู่ความแตกแยก เป็นอุทาหรณ์ของการที่เราไม่คุยกันด้วยเมตตาแม้แต่คนที่มีค่านิยมเดียวกันก็แตกคอกันได้ ทุกฝ่ายจึงต้องอาศัยเมตตาเป็นปฐมเหตุเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาจริงๆ
เมื่อศาสนาพูดคุยกันเรื่องการรวมพลัง สร้างเครือข่าย อะไรจะเกิดขึ้น
บรรยากาศของการสัมมนาจึงเต็มไปด้วยการพูดคุยกันด้วยเมตตา และทุกศาสนาต่างเห็นพ้องต้องกันว่าทุจริตเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และควรมีการนำคำสอนทางศาสนาที่สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้าไปปลูกฝังในเยาวชนของแต่ละศาสนา อีกทั้งเผยแผ่ในวงสังคมต่อไป เป็นการสร้างพลังความสามัคคีทางศาสนาเพื่อเอาชนะความทุจริตตามเอกสารการบรรยายของศาสตราจารย์ (พิเศษ)วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ใช้คำว่า "การรวมพลัง (Synergy)" โดยสร้างเครือข่าย (Networking) เป็นเชื่อมโยงกันขององค์กร จนเกิดเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่การล้างทุจริตให้สิ้นแผ่นดินไทยเทิดไท้องค์ราชัน
คำว่า "เครือข่าย" กลายเป็นอีกคำที่ผู้นำศาสนาทั้งคริสต์และอิสลามมุ่งให้ความสนใจ ถึงกับมีการให้ความหมายว่า "เครือ" คือลักษณะการรวมกัน เช่น กล้วยที่รวมกันหลายๆ ลูกก็เป็นหวี รวมกันหลายหวีก็เป็นเครือ กล้วยจะเกิดขึ้นมาเดียวๆ ไม่ได้ต้องอาศัยอยู่กับเครือ เป็นต้น , "ข่าย" คือการถักขึ้นมาทีละน้อย และทอขึ้นเป็นตาข่าย ต้องยึดกันอย่างเหนียวแน่นจึงจะกลายเป็นข่ายได้ เมื่อเราเป็นเครือข่ายก็ควรจะทำในลักษณะเดียวกันนี้ ส่วนผู้นำพระพุทธศาสนาได้เสนอการสร้างเครือข่ายโดยป.ป.ช.ต้องเป็นผู้ประสาน ส่งข้อมูลเพื่อให้รับรู้ความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
และทุกเวทีการประชุม เมื่อร่วมพูดคุยแก้ปัญหาใดก็ตามย่อมต้องมีผลผลิตตามมาเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเวทีสาธารณะพูดคุยกัน นอกจากจะเป็นปรากฏการณ์ที่พัฒนาไปอีกระดับในวงการศาสนาที่มีความเชื่อและค่านิยมจะต่างกัน แต่ทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการกำจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากสังคมไทย และผลที่ตามมาหลังจากนี้คือแนวทางที่แต่ละศาสนาจะนำไปดำเนินการต่อผ่านขบวนการทางศาสนา
กลยุทธที่ผู้นำพระพุทธศาสนานำมาแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น
ในส่วนของพระพุทธศาสนาเองได้มีการปรับกลยุทธเสียใหม่เพื่อปรับให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๕๖-๒๕๖๐) คือยุทธศาสตร์ที่ ๑ ว่า"ปลูกและปลุกจิตสำนึกการต่อต้านการทุจริตเน้นการปรับเปลี่ยนฐานความคิดของคนในทุกภาคส่วนในการรักษาประโยชน์สาธารณะ" และ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ว่า "เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการต่อต้านการทุจริตให้กับบุคลากรทุกภาคส่วน"
ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้นำเสนอแผนงานที่กำลังดำเนินการอยู่คือการจัดทำกัณฑ์เทศน์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันทุจริตเพื่อนำไปส่งมอบให้วัด ๓๐,๐๐๐ วัดทั่วประเทศ เพื่อให้พระนำไปเทศน์ให้กับอุบาสกอุบาสิกาได้ฟัง เพราะความเคยชินที่ผ่านมาชาวพุทธจะคุ้นเคยกับการเดินทางไปวัดไปทำบุญและถือโอกาสฟังธรรมไปพร้อมกัน และเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมบางส่วนที่มีการนิมนต์พระจากวัดไปบรรยายธรรมในสถานที่ต่างๆ ก็จะได้เพิ่มหัวข้อธรรมเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต
ในส่วนของตัวแทนกลุ่มเพื่อชีวิตดีงามสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ วัดสระเกศได้เสนอการทำงานเชิงรุกให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัญหาของการฟังธรรมเป็นเรื่องของยุคสมัย พระจะมารอแค่ให้คนมานิมนต์นั้นอาจยังไม่เพียงพอ เพราะคนจะรับรู้ข่าวสารได้จำกัดหากไม่มีการประชาสัมพันธ์ ทางกลุ่มจึงมีการจัด "โครงการ ๘๗ พรรษา มหาราชา ๘๒ พรรษามหาราชินี คนดี องค์กรสุจริต เพื่อชีวิตดีงาม" และประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยงานต่างๆ โดยมีรายละเอียดกิจกรรมและการบรรยายที่เหมาะสมกับองค์กรนั้น เช่น "การจัดการแนวพุทธเบื้องต้น" โดยมีหัวข้อบรรยายคือ "บริหารโลก บริโภคธรรม","ทำดี วิถีพุทธ : ทำสิ่งมีประสิทธิผลอย่างคนมีประสิทธิภาพ" หรือ "การทำงานร่วมกัน" มีหัวข้อบรรยายคือ "ธรรมฟอร์ทีม", วาจาสุภาษิต : Buddhist Communication, บริการอย่างไร พัฒนาคนให้ ได้ใจคนรับ เป็นต้น และ "โครงการ ๘๗ พรรษา มหาราชา ๘๗ สถาบันการศึกษาพัฒนาด้วยธรรม" โดยได้ประชาสัมพันธ์ไปยังสถานบันการศึกษาต่างๆ ก็จะมีทั้งค่ายธรรมะ หรือธรรมบรรยายตามหัวข้อที่สถาบันการศึกษาต้องการ และอีกหลายโครงการดีๆ ที่จะมีตามมา (ต่อตามโครงการต่างๆ ได้ใน www.facebook.com/forbeautifullife)
ปัญหาเครือข่ายเทียม
ปัญหาเดียวที่ศาสนาเห็นร่วมกันคือการประสานงานและการรวมกลุ่มนั้นต้องทำอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง เพื่อให้เกิดการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นก็จะเข้าสู่แนวทางเดิมคือต่างคนต่างทำ กลายเป็นกลุ่มเครือข่ายที่ ศาสตราจารย์ (พิเศษ)วิชา มหาคุณเรียกว่า "เครือข่ายเทียม" (Pseudo network) คือไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน, ไม่มีการประสานต่อกันระหว่างสมาชิก, มีการพบปะกันแล้วแยกย้ายกันไป, ไม่ได้มีเป้าหมายร่วมกัน, ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เครือข่ายไม่อาจขึ้นได้จริงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
แต่เหมือนจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เมื่อเครือข่ายพุทธที่ร่วมตัวกันระหว่างผู้แทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ยุวพุทธิกสมาคม,สมาคมเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย และกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศผสานความร่วมมือกันจนมีการนัดแนะประชุมพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องกันเดือนละครั้งโดยมี ป.ป.ช.เป็นเจ้าภาพ
ส่วนตัวชี้วัดที่จะบอกได้ว่าการทำงานแก้ไขปัญหาทุจรติคอร์รัปชั่นได้เดินทางมาถูกทางแล้ว คงต้องรอผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต หรือรอดูจากผลการวัดจากองค์กรความโปร่งใสสากลว่าจะจัดอันดับภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของประเทศไทยไว้ในอันดับใด ดีขึ้นหรือไม่ ถ้าดีขึ้นก็ถือว่าสอบผ่าน แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงไปอีก ก็คงต้องพัฒนาวิธีการที่จะแก้ไขกันต่อไป เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ทุจริตหมดไปง่ายๆ แต่อย่างน้อยก็ได้ทำให้คนดีมีกำลังใจทำงานมากขึ้น และรู้ว่ายังมีคนดีอีกมากที่ต้องการให้ประเทศไทยของเราดีขึ้นอย่างที่เห็นกันในการประชุมกันครั้งนี้



