พระเครื่อง

‘ร่วมพลัง สร้างเครือข่าย ต้านภัยคอร์รัปชั่น’

‘ร่วมพลัง สร้างเครือข่าย ต้านภัยคอร์รัปชั่น’

13 ต.ค. 2557

‘ร่วมพลัง สร้างเครือข่าย ต้านภัยคอร์รัปชั่น’ : พระมหาดร.ขวัญชัย กิตฺติเมธี ป.ธ.๙ วัดบพิตรพิมุข กรุงเทพฯรายงาน

                จากรายงานองค์กรความโปร่งใสสากล (Transparency International–TI)  ได้ประกาศผลการจัดอันดับภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของนานาประเทศ  ในปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมาว่าประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ที่ ๑๐๒ จากทั้งหมด ๑๗๗ ประเทศถือว่าอันดับตกลงไปกว่าปีก่อน (๒๕๕๕)  เป็นมุมมองการคอร์รัปชั่นที่ต่างประเทศมองประเทศไทย  และในสายตาของคนไทยเองละเห็นอย่างนั้นหรือเปล่า

                เอแบคโพลล์ได้ทำการวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง “สถานการณ์ทัศนคติอันตรายของสาธารณชนคนไทย ว่าด้วยการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ด้วย” เมื่อปี ๒๕๕๖ โดยผลวิจัยพบว่าประชาชนเกิน ๖๐% ยอมรับได้หากรัฐบาลทุจริตแต่ตนเองได้ผลประโยชน์ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มรับจ้างและเกษตรกรที่ยอมรับได้ถึง ๗๘.๙% รองลงมาคือนักเรียนนักศึกษา ๗๓.๓%

                ทัศนคติของคนไทยในปัจจุบันที่เริ่มยอมรับว่ามีการทุจริต  และการทุจริตนั้นสามารถยอมรับได้เมื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง  จากทัศนคติแบบนี้ทำให้การทุจริตถูกมองเป็นเรื่องผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่คนส่วนใหญ่อยากมีส่วนร่วม  

                นี่เป็นภาพสะท้อนอีกมุมจากเรื่องทุจริตที่หลายคนมองว่าไม่เป็นปัญหา  จึงทำให้ปัญหาการทุจริตรับมือได้ยากและซับซ้อนขึ้น   อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของประเทศที่ทุกภาคส่วนควรร่วมมือกัน  เป็นที่มาของการจัดงาน  "สัมมนารวมพลังผู้นำศาสนาป้องกันการทุจริต"  โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)   เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๙  กันยายน ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา  โดยในงานนี้ได้มีการรวมกลุ่มผู้นำศาสนาทั้งพระพุทธศาสนา  อิสลาม  คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก  และคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์  เพื่อนำคำสอนในแต่ละศาสนามาใช้เพื่อปรับมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้


ทำไมศาสนาจึงควรมีส่วนร่วมแก้คอร์รัปชั่น

                ปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นผลกระทบที่เกิดจากการละทิ้งประเด็นการพูดคุยกันเกี่ยวกับศีลธรรมกันในสังคมไทย  คำสอนทางศาสนากลายเป็นเรื่องของคนแก่หรือคนที่ทุกข์หนักและหาทางออกไม่ได้เท่านั้น  ในหนังสือเรื่อง "พระพุทธศาสนากับคึกฤทธิ์"  หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมชได้เล่าถึงการสอนเด็กสมัยก่อนกับสมัยนี้ว่า  สมัยก่อนเวลาเด็กจับสัตว์จับกบหรือเขียดมา  ผู้ใหญ่จะดุว่าไม่สงสารมันหรือไง สอนเรื่องเมตตาและกรุณา  หรือดุว่า  นรกจะกินหัว  ไม่กลัวบาปหรือไง?  ทำให้เด็กเกิดความกลัวบาป  เป็นการสอนคำสอนทางศาสนาเรื่องโอตตัปปะ  แต่สมัยนี้ถ้าเด็กจับกบหรือเขียดก็จะถูกผู้ใหญ่สอนว่าสกปรก กลายเป็นเรื่องสุขภาพหรืออนามัยเสียแทน,  หรือบางทีก็พูดส่งเสริมเด็กๆ อีกว่า  ดีแล้วละโตไปจะได้รู้จักหาอาหาร  ไม่อดตาย ทำให้เด็กทำอะไรอย่างไม่กลัวบาป  และรู้ว่าการเบียดเบียนคนอื่นแต่ให้ตนเองอยู่รอดไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร

                แม้แต่ในต่างประเทศเองก็ดูจะเห็นความสำคัญของคำสอนทางศาสนาว่าจะช่วยระงับความไหลบ่าของกระแสทุนนิยมที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจนก่อเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นไปทุกย่อมหญ้าด้วยค่านิยมว่า "เงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง"  Michael J. Sandel  ได้เขียนหนังสือ เรื่อง"what money can't buy" ได้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ในแง่เหตุผลทางการตลาดจะไม่มีการถกเถียงทางศีลธรรมว่าอะไรดีหรือเลวอีกต่อไปแล้ว  แต่จะถามอย่างเดียวว่าราคาเท่าไหร่  ทำให้ศีลธรรมเริ่มจางหายไปจากสังคม  นั่นมาจากเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือ  การไม่อยากให้เกิดการถกเถียงกันในเรื่องศาสนา  อันนำไปสู่ความแตกแยกในระดับผู้นับถือที่แตกต่างกัน  แม้ดูจะมีเจตนาดี  แต่นั่นก็ทำให้สังคมถูกแนวคิดอื่นครอบงำ Michael J. Sandel  จึงได้เสนอแนะให้เปิดเวทีสาธารณะพูดคุยประเด็นทางศีลธรรมให้มากขึ้น  ในทุกวิชาการ  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ว่าอะไรผิดหรือถูกก่อนเพื่อลดปัญหาดังกล่าว   

                ในสมัยพุทธกาลเองก็เสนอแนวทางในลักษณะเดียวกันนี้ คือ การพูดคุยกันด้วยเมตตา (เมตตาวจีกรรม) โดยไม่ใช้การโต้เถียงกันเพื่อให้ฝ่ายตนเท่านั้นได้รับชัยชนะ เหมือนกรณีภิกษุโกสัมพีที่ไม่มีใครคุยกันด้วยเมตตาต่างคนก็ใช้เหตุผลโต้เถียงกันด้วยเรื่องข้อปฏิบัติ  ไม่มีใครยอมกันต้องการเอาชนะกัน  ไม่ฟังแม้แต่พระพุทธเจ้าจนนำไปสู่ความแตกแยก  เป็นอุทาหรณ์ของการที่เราไม่คุยกันด้วยเมตตาแม้แต่คนที่มีค่านิยมเดียวกันก็แตกคอกันได้  ทุกฝ่ายจึงต้องอาศัยเมตตาเป็นปฐมเหตุเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาจริงๆ 

เมื่อศาสนาพูดคุยกันเรื่องการรวมพลัง สร้างเครือข่าย  อะไรจะเกิดขึ้น

                บรรยากาศของการสัมมนาจึงเต็มไปด้วยการพูดคุยกันด้วยเมตตา  และทุกศาสนาต่างเห็นพ้องต้องกันว่าทุจริตเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง  และควรมีการนำคำสอนทางศาสนาที่สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้าไปปลูกฝังในเยาวชนของแต่ละศาสนา  อีกทั้งเผยแผ่ในวงสังคมต่อไป  เป็นการสร้างพลังความสามัคคีทางศาสนาเพื่อเอาชนะความทุจริตตามเอกสารการบรรยายของศาสตราจารย์ (พิเศษ)วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.  ที่ใช้คำว่า "การรวมพลัง (Synergy)"  โดยสร้างเครือข่าย (Networking) เป็นเชื่อมโยงกันขององค์กร จนเกิดเครือข่ายภาคประชาชน  เพื่อนำไปสู่การล้างทุจริตให้สิ้นแผ่นดินไทยเทิดไท้องค์ราชัน

                คำว่า "เครือข่าย" กลายเป็นอีกคำที่ผู้นำศาสนาทั้งคริสต์และอิสลามมุ่งให้ความสนใจ  ถึงกับมีการให้ความหมายว่า   "เครือ" คือลักษณะการรวมกัน เช่น กล้วยที่รวมกันหลายๆ ลูกก็เป็นหวี รวมกันหลายหวีก็เป็นเครือ กล้วยจะเกิดขึ้นมาเดียวๆ ไม่ได้ต้องอาศัยอยู่กับเครือ เป็นต้น , "ข่าย"  คือการถักขึ้นมาทีละน้อย และทอขึ้นเป็นตาข่าย  ต้องยึดกันอย่างเหนียวแน่นจึงจะกลายเป็นข่ายได้  เมื่อเราเป็นเครือข่ายก็ควรจะทำในลักษณะเดียวกันนี้  ส่วนผู้นำพระพุทธศาสนาได้เสนอการสร้างเครือข่ายโดยป.ป.ช.ต้องเป็นผู้ประสาน  ส่งข้อมูลเพื่อให้รับรู้ความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา 

                และทุกเวทีการประชุม  เมื่อร่วมพูดคุยแก้ปัญหาใดก็ตามย่อมต้องมีผลผลิตตามมาเสมอ  โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเวทีสาธารณะพูดคุยกัน  นอกจากจะเป็นปรากฏการณ์ที่พัฒนาไปอีกระดับในวงการศาสนาที่มีความเชื่อและค่านิยมจะต่างกัน  แต่ทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการกำจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากสังคมไทย  และผลที่ตามมาหลังจากนี้คือแนวทางที่แต่ละศาสนาจะนำไปดำเนินการต่อผ่านขบวนการทางศาสนา


กลยุทธที่ผู้นำพระพุทธศาสนานำมาแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น

                ในส่วนของพระพุทธศาสนาเองได้มีการปรับกลยุทธเสียใหม่เพื่อปรับให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๕๖-๒๕๖๐) คือยุทธศาสตร์ที่ ๑ ว่า"ปลูกและปลุกจิตสำนึกการต่อต้านการทุจริตเน้นการปรับเปลี่ยนฐานความคิดของคนในทุกภาคส่วนในการรักษาประโยชน์สาธารณะ"  และ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ว่า "เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการต่อต้านการทุจริตให้กับบุคลากรทุกภาคส่วน"

                ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้นำเสนอแผนงานที่กำลังดำเนินการอยู่คือการจัดทำกัณฑ์เทศน์ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันทุจริตเพื่อนำไปส่งมอบให้วัด ๓๐,๐๐๐ วัดทั่วประเทศ  เพื่อให้พระนำไปเทศน์ให้กับอุบาสกอุบาสิกาได้ฟัง  เพราะความเคยชินที่ผ่านมาชาวพุทธจะคุ้นเคยกับการเดินทางไปวัดไปทำบุญและถือโอกาสฟังธรรมไปพร้อมกัน  และเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมบางส่วนที่มีการนิมนต์พระจากวัดไปบรรยายธรรมในสถานที่ต่างๆ ก็จะได้เพิ่มหัวข้อธรรมเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต

                ในส่วนของตัวแทนกลุ่มเพื่อชีวิตดีงามสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ วัดสระเกศได้เสนอการทำงานเชิงรุกให้มากยิ่งขึ้น  เนื่องจากปัญหาของการฟังธรรมเป็นเรื่องของยุคสมัย  พระจะมารอแค่ให้คนมานิมนต์นั้นอาจยังไม่เพียงพอ  เพราะคนจะรับรู้ข่าวสารได้จำกัดหากไม่มีการประชาสัมพันธ์  ทางกลุ่มจึงมีการจัด "โครงการ ๘๗ พรรษา มหาราชา ๘๒ พรรษามหาราชินี คนดี องค์กรสุจริต เพื่อชีวิตดีงาม"  และประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยงานต่างๆ   โดยมีรายละเอียดกิจกรรมและการบรรยายที่เหมาะสมกับองค์กรนั้น  เช่น  "การจัดการแนวพุทธเบื้องต้น"  โดยมีหัวข้อบรรยายคือ "บริหารโลก บริโภคธรรม","ทำดี วิถีพุทธ : ทำสิ่งมีประสิทธิผลอย่างคนมีประสิทธิภาพ" หรือ "การทำงานร่วมกัน" มีหัวข้อบรรยายคือ "ธรรมฟอร์ทีม", วาจาสุภาษิต : Buddhist Communication, บริการอย่างไร พัฒนาคนให้ ได้ใจคนรับ เป็นต้น  และ "โครงการ ๘๗ พรรษา มหาราชา ๘๗ สถาบันการศึกษาพัฒนาด้วยธรรม"  โดยได้ประชาสัมพันธ์ไปยังสถานบันการศึกษาต่างๆ  ก็จะมีทั้งค่ายธรรมะ หรือธรรมบรรยายตามหัวข้อที่สถาบันการศึกษาต้องการ  และอีกหลายโครงการดีๆ ที่จะมีตามมา  (ต่อตามโครงการต่างๆ ได้ใน www.facebook.com/forbeautifullife)


ปัญหาเครือข่ายเทียม

                ปัญหาเดียวที่ศาสนาเห็นร่วมกันคือการประสานงานและการรวมกลุ่มนั้นต้องทำอย่างต่อเนื่อง  และจริงจัง  เพื่อให้เกิดการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ  ไม่อย่างนั้นก็จะเข้าสู่แนวทางเดิมคือต่างคนต่างทำ  กลายเป็นกลุ่มเครือข่ายที่ ศาสตราจารย์ (พิเศษ)วิชา มหาคุณเรียกว่า "เครือข่ายเทียม" (Pseudo network)  คือไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน, ไม่มีการประสานต่อกันระหว่างสมาชิก, มีการพบปะกันแล้วแยกย้ายกันไป, ไม่ได้มีเป้าหมายร่วมกัน, ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน  ทำให้เครือข่ายไม่อาจขึ้นได้จริงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา 

                แต่เหมือนจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เมื่อเครือข่ายพุทธที่ร่วมตัวกันระหว่างผู้แทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, ยุวพุทธิกสมาคม,สมาคมเปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย  และกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม  สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ  พระศาสนา  พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศผสานความร่วมมือกันจนมีการนัดแนะประชุมพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องกันเดือนละครั้งโดยมี ป.ป.ช.เป็นเจ้าภาพ

                ส่วนตัวชี้วัดที่จะบอกได้ว่าการทำงานแก้ไขปัญหาทุจรติคอร์รัปชั่นได้เดินทางมาถูกทางแล้ว  คงต้องรอผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต  หรือรอดูจากผลการวัดจากองค์กรความโปร่งใสสากลว่าจะจัดอันดับภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของประเทศไทยไว้ในอันดับใด  ดีขึ้นหรือไม่  ถ้าดีขึ้นก็ถือว่าสอบผ่าน  แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงไปอีก  ก็คงต้องพัฒนาวิธีการที่จะแก้ไขกันต่อไป  เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ทุจริตหมดไปง่ายๆ  แต่อย่างน้อยก็ได้ทำให้คนดีมีกำลังใจทำงานมากขึ้น  และรู้ว่ายังมีคนดีอีกมากที่ต้องการให้ประเทศไทยของเราดีขึ้นอย่างที่เห็นกันในการประชุมกันครั้งนี้

"}])