'หลวงปู่สิงห์'วัดโบสถ์'พระสงฆ์แท้'แห่งจ.สุรินทร์(๒)
'หลวงปู่สิงห์'วัดโบสถ์'พระสงฆ์แท้'แห่งจ.สุรินทร์(๒) : ปกิณกะพระเครื่องโดย.......สุวัฒน์ เหมอังกูร
ต่อจาก...คอลัมน์ "ปกิณกะพระเครื่อง" ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๗
ประวัติโดยสังเขป (ต่อ)
ในขณะนั้น หลวงปู่สิงห์ ทราบว่า หลวงปู่สาม อกิญจโน วัดป่าไตรวิเวก ซึ่งเป็นศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และเป็นศิษย์ของ หลวงปู่ดุลย์ ด้วย เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในด้านวิปัสสนากรรมฐาน จึงได้ไปสมัครเป็นลูกศิษย์ขอเรียนกรรมฐานด้วย
แต่หลวงปู่สาม บอกว่า ท่านสอนไม่เก่ง สอนได้แค่คำเดียวว่า "จิตหนึ่ง" ซึ่งหลวงปู่สิงห์ก็ยังไม่เข้าใจ
หลวงปู่สาม จึงพาหลวงปู่สิงห์ ไปฝากเป็นศิษย์ หลวงปู่ดุลย์ ที่วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ หลวงปู่ดุลย์เห็นว่า พระรูปนี้มีวาสนา จึงรับไว้
หลวงปู่สิงห์ต้องขึ้นรถไฟจากวัดโพธิศรีธาตุ เข้าไปเรียนกับ หลวงปู่ดุลย์ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ นอกจากไปเรียนที่ วัดบูรพาราม แล้ว หลวงปู่สิงห์ยังไปๆ มาๆ ที่วัดป่าไตรวิเวก จนได้รู้จักกับ หลวงปู่คืน ซึ่งมาอยู่กับหลวงปู่สาม
หลวงปู่คืน เดิมเป็นศิษย์ฆราวาสของ หลวงปู่เทศก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ฝึกปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานจนได้ธรรมขั้นสูง พิจารณาเห็นว่า เมื่อมาถึงระดับนี้จะต้องบวชเป็นพระแล้ว จึงเดินทางกลับมาบวชที่บ้านเกิด คือ จ.สุรินทร์ โดยจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่สาม
ช่วงนั้น หลวงปู่คืน ได้ออกไปสร้างวัดขึ้นใหม่ คือ วัดบวรสังฆาราม หลวงปู่สิงห์ได้เดินทางไปช่วยท่านอยู่เสมอ วัดที่สร้างอยู่ติดกับสะพานทางรถไฟ
วันหนึ่ง หลวงปู่คืน นึกอยากทดลองอำนาจพลังจิตของ หลวงปู่สิงห์ ว่ามีพลังแรงตามคำร่ำลือหรือไม่ จึงพูดขอทำนองท้าทาย หลวงปู่สิงห์ ว่า...ไหนลองหยุดรถไฟให้ดูหน่อย
ช่วงเวลานั้น หลวงปู่สิงห์ ยังอยู่ในช่วงที่จิตใจห้าวหาญ จึงตอบสนอง ด้วยการออกมายืนมองรถไฟที่วิ่งผ่านมา ท่านเพ่งมองไม่ถึงอึดใจ รถไฟก็หยุดนิ่ง ท่ามกลางสายตาของ หลวงพ่อคืน และลูกศิษย์ รวมทั้งชาวบ้านที่มาช่วยงานก่อสร้างวัด
ต่อมากลุ่มลูกศิษย์จึงพูดกันต่อๆ กันไป เมื่อหลวงปู่ดุลย์ ทราบเรื่อง จึงเรียกหลวงปู่สิงห์ไปตำหนิ ไม่ให้ทำเช่นนี้อีก
หลวงปู่สิงห์รับทราบ และปฏิบัติตามคำสั่งของ หลวงปู่ดุลย์ มาจนถึงทุกวันนี้
ช่วงหลังๆ ท่านค่อยผ่อนคลายลง เนื่องจากลูกศิษย์ขอให้ท่านมองลูกศิษย์บ้าง เวลาสนทนากับท่าน เพราะทุกคนเชื่อมั่น ว่า ท่านละกิเลสหมดแล้ว
เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี ๒๕๒๖ หลวงปู่สิงห์บวชมาจนครบพรรษาที่ ๑๓ แล้ว หลวงปู่ดุลย์ จึงถามท่านว่า จะญัตติไหม (หมายถึงเปลี่ยนเป็นพระธรรมยุตินิกาย หรือไม่) หลวงปู่สิงห์ ตอบรับ
แต่ขณะนั้น หลวงปู่ดุลย์ อาพาธ ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ท่านก็ยังเป็นห่วงเรื่องการย้ายนิกายของหลวงปู่สิงห์ มาก เวลาพระผู้ใหญ่ในจังหวัดไปเยี่ยม หลวงปู่ดุลย์ ที่โรงพยาบาล ท่านจะถามถึง หลวงปู่สิงห์ ทุกครั้ง จนพระผู้ใหญ่พากันถามว่า ทำไมหลวงปู่ถึงเป็นห่วงพระรูปนี้จัง หลวงปู่ดุลย์ จึงตอบว่า ก็ท่าน "พระแท้"
หลวงปู่ดุลย์ ได้มอบผ้าไตรและบริขารให้กับหลวงปู่สิงห์ พร้อมกับเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผ่านไปทางพระผู้ใหญ่ ให้ใช้ในการทำพิธีญัตติของหลวงปู่สิงห์ นั่นคือ หลวงปู่ดุลย์ เป็นเจ้าภาพในพิธีครั้งนี้
ท่านเจ้าคุณ พระรัตนากรวิสุทธิ์ (หลวงพ่อสถิตย์) เจ้าคณะอำเภอเมือง จึงดำเนินการให้จนเสร็จเรียบร้อย
หลังจากเปลี่ยนนิกายแล้ว หลวงปู่สิงห์ ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วิเชียร" แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ยังนิยมเรียกชื่อเดิมของท่านอยู่ ทำให้ท่านมี ๒ ชื่อ คือชื่อที่เป็นทางการคือ "วิเชียร" และชื่อที่ชาวบ้านทั่วไป นิยมเรียกท่าน คือ "สิงห์"
การญัตติ หรือเปลี่ยนนิกายในครั้งนี้ ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นกับ หลวงปู่สิงห์ โดยไม่ได้คิดล่วงหน้าไว้ก่อน คือ วัดโพธิ์ศรีธาตุ ที่ท่านจำพรรษาอยู่ เป็นวัดที่อยู่ในความปกครองของมหานิกาย ทางกลุ่มคณะผู้ปกครองมหานิกายจึงไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ได้ส่งเจ้าคณะตำบล และเจ้าคณะอำเภอ พร้อมชาวบ้านจำนวนหนึ่งมาขับไล่ท่านถึงวัด
หลวงปู่สิงห์จึงได้เดินไปจำวัดที่วัดไผ่ล้อม รุ่งขึ้นได้เดินทางต่อไปอยู่ที่ วัดบวรสังฆาราม กับหลวงพ่อคืน
สมัยที่หลวงปู่สิงห์ อยู่ที่ วัดป่าไตรวิเวก ผู้ใหญ่คง โต้เศรษฐี ผู้ซึ่งมีความเคารพนับถือหลวงปู่สิงห์มาก อยากให้ท่านกลับมาอยู่ใกล้ๆ ที่เดิมคือ ที่ ต.กุดหวาย อ.ศีขรภูมิ
ผู้ใหญ่คงจึงไปซื้อที่จากน้องสาวของ หลวงปู่สิงห์ ที่ได้รับมรดกตกทอดมา เป็นที่ที่อยู่ห่างจาก วัดโพธิ์ศรีธาตุ ประมาณ ๒ กม. จึงไปนิมนต์ หลวงปู่สิงห์ ให้กลับมาสร้างวัดที่นี่
หลวงปู่สิงห์รับนิมนต์ และเริ่มสร้างวัดในปี ๒๕๒๗-๒๕๒๘ ท่านจึงออกจากวัดป่าไตรวิเวก กลับมาดำเนินการสร้างวัดต่อ จนเสร็จในปี ๒๕๓๐ จนได้รับวิสุงคามสีมา และอยู่ในทำเนียบกรมการศาสนา ในปีเดียวกันนั้น
ตอนสร้างวัดขึ้นใหม่ ได้ตั้งชื่อวัดว่า "วัดป่าหนองคูโบสถ์" ( แสนสบาย) แต่ทางกรมการศาสนาเห็นว่า ยาวเกินไป จึงให้ใช้ชื่อ " วัดโบสถ์"
จากนั้นท่านได้นิมนต์หลวงปู่สาม ให้มาดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดนี้อีกวัดหนึ่ง เพราะหลวงปู่สิงห์ อายุพรรษายังไม่ถึง เนื่องจากการเปลี่ยนนิกายธรรมยุติ จะเริ่มนับอายุพรรษาใหม่ ถัดมาอีก ๑ ปี คือ พ.ศ.๒๕๓๑ อายุพรรษาของ หลวงปู่สิงห์ สามารถเป็นเจ้าอาวาสได้แล้ว หลวงปู่สามจึงลาออกและมอบตำแหน่งให้หลวงปู่สิงห์ เป็นเจ้าอาวาส จนถึง พ.ศ.๒๕๕๓ หลวงปู่สิงห์ได้ลาออก และมอบตำแหน่งเจ้าอาวาสให้พระครูปิยะธรรมากร (ยังมีต่อ)
วัตถุมงคลหลวงปู่สิงห์
เหรียญหล่อ รุ่นแรก รุ่นเศรษฐี...เมื่อปลายปี ๒๕๕๖ คุณณัทณเอก ภู่นพคุณ ซึ่งไม่เคยรู้จักหลวงปู่มาก่อน ได้ไปกราบพระตามวัดต่างๆ ใน จ.สุรินทร์ มีคนแนะนำว่า ให้ไปกราบหลวงปู่สิงห์ คุณณัทณเอกจึงเดินทางไปกราบท่านที่วัด ได้พบอภินิหารต่างๆ จนเกิดความศรัทธาเลื่อมใสหลวงปู่มาก
เมื่อไปครั้งที่ ๒ จึงขออนุญาตท่านสร้างวัตถุมงคล ทั้งๆ ที่คุณณัทณเอก ไม่เคยสร้างวัตถุมงคลมาก่อนเลย หลวงปู่ก็อนุญาต และบอกกับคุณณัทณเอก ว่าท่านจะสร้างเจดีย์
เหรียญหล่อรุ่นนี้มีชื่อว่า เหรียญรุ่นเศรษฐี เป็นเหรียญหล่อโบราณ รูปเสมา หลวงปู่นั่งเต็มองค์ ด้านล่างเขียนว่า "หลวงปู่สิงห์"
ด้านหลังเขียนว่า "เศรษฐี" มีอักขระขอม ๒ แถว ได้แก่หัวใจเศรษฐี อุ อา กะ สะ และคาถาพระสีวลี นะ ชา ลี ติ ประกอบด้วยอัฐบริขาร ด้านล่าง เขียนว่า "วัดโบสถ์ ศีขรภูมิ สุรินทร์" สี่มุมเหรียญมีอักขระ นะ มะ พะ ธะ สำหรับเหรียญเนื้อทองคำ และเนื้อเงิน ด้านหลังเรียบ มีรอยจารอักขระขอม
ขนาดเหรียญ กว้าง ๒.๓ ซม. สูง ๓.๑ ซม. จำนวนสร้าง เนื้อทองคำ หลังเรียบ ๖ เหรียญ, เนื้อเงิน หลังหนังสือ ๙ เหรียญ, เนื้อเงิน หลังเรียบ ๑๗ เหรียญ, เนื้อนวโลหะ ๓๑ เหรียญ, เนื้อวัตถุมงคลผสมชนวน ๑๒๓ เหรียญ, เนื้อโลหะผสม ตอกเบอร์ ๒,๕๔๗ เหรียญ, เนื้อโลหะผสม ตอกกรรมการ ไม่ตอกเบอร์ ๑๗ เหรียญ,
เนื้อโลหะผสม แบบช่อ จำนวน ๙ ช่อ ช่อละ ๙ เหรียญ
(ยังมีต่อ)



