
จุตินันท์ ภิรมย์ภักดีกับ...ความเชื่อเรื่อง'หมอดูและดูหมอ'
จุตินันท์ ภิรมย์ภักดีกับ...ความเชื่อเรื่อง'หมอดูและดูหมอ' : พระเครื่องคนดัง เรื่องและภาพ ไจรเทพ ไกรงู
"ผมไม่ชอบดูหมอ แต่ภรรยาจะชอบดูมากกว่า โดยดูปีละอย่างน้อย ๒ ครั้ง และก็จะเอาดวงของตัวเองไปดูด้วย ส่วนตัวแล้วมองว่า การดูหมอเป็นการเตือนสติให้เราตั้งอยู่บนความไม่ประมาท เช่น การทำนายเรื่องอุบัติเหตุ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อถึงช่วงเวลาที่หมอดูเตือนเราก็ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังมากกว่าปกติ ส่วนการทำนายเรื่องโชคลาภและสิ่งดีๆ ทั้งหลายนั้น สิ่งดีๆ เราไม่ต้องทำใจเตรียมรับมือ แต่ที่เราต้องทำใจรับมือ คือ สิ่งร้ายๆ ต่างหาก"
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นความเชื่อเรื่อง "หมอดูและดูหมอ" ของ นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บ.บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย อดีต ส.ว.ปี ๒๕๔๙ และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ.๒๕๕๐
สำหรับความเชื่อเรื่องการดูหมอกับ นายณรงค์ศักดิ์ คูกิติรัตน์ หรือเจ้าของฉายา “อ.แห้ว หมอดูเทวดา" แห่งศาลเจ้าพ่อนาคราชจันเสน ต.จันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ นั้น นายจุตินันท์ บอกว่า ไม่รู้จักกับท่านเป็นการส่วนตัวมาก่อน ครั้งแรกได้ยินชื่อว่า "อ.แห้ว" อดอมยิ้มและนึกอยู่ในใจว่า "ชื่อแบบนี้ดูหมอใครจะไปเชื่อ" แต่เมื่อมีโอกาสได้เจอกับ อ.แห้ว ที่ออฟฟิศเมื่อ ๔ เดือนก่อนนี้ "ความคิดก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ"
"ไม่น่าเชื่อว่า เพียง อ.แห้ว เอามือแตะที่ฝ่ามือโดยไม่ต้องพูดและถามอะไร อ.แห้ว ก็บอกในสิ่งที่เราอยากถามและอยากรู้ เรียกว่า คำทำนายนั้นโดนเลยทีเดียว เมื่อท่านขอให้มาเป็นประธานสร้างพระยูไลองค์ใหญ่ที่สุดในโลกก็ตอบรับด้วยความยินดี" นายจุตินันท์ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายจุตินันท์ ยังบอกด้วยว่า เมื่อได้มาเป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์พระยูไลองค์ใหญ่ที่สุดในโลก เห็นลูกศิษย์มาร่วมงานจำนวนมากเป็นเครื่องวัดความแม่นยำและความศรัทธาใน อ.แห้ว ได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรมากนัก
นอกจากคำทำนายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทราบมาคือ การให้ข้อคิดพร้อมๆ กับการทำนาย เช่น อ.แห้ว หมอดูเทวดา บอกว่า บุญต้องทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อชุมชน เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จะเกิดเป็นมรรคเป็นผล ทำแล้วอย่าไปคิดว่าคนที่รับไปจะโกงกิน เพราะเมื่อเขาโกงกินก็จะเป็นกรมติดตัวเขาไปจนตาย เรื่องการทำบุญอย่ารอ เมื่อมีโอกาสต้องรีบทำ เพราะเราไม่อาจรู้วันตายได้ สุดแล้วแต่ใครจะทำบุญในแบบใด ใครมีแรงช่วยแรง ใครมีปัญญาช่วยปัญญา ใครมีทรัพย์ช่วยทรัพย์
คนเรามีสมบัติร้อยล้านพันล้าน หากเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้ เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักเสียสละ อยู่ในสังคมได้ยาก คนจำนวนมากมุ่งหาทรัพย์โดยไม่รู้จักพอ หลงในทรัพย์ที่หามาได้ แต่หารู้ไม่ว่าทุกสรรพสิ่งที่หามาได้ในวาระสุดท้ายไม่ใช่ของเรา แม้แต่สังขาร ลมหายใจเข้าออก เนื้อหนังมังสาที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด สุดท้ายเราเอาไปไม่ได้เลยสักอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ในตระกูล ภิรมย์ภักดี จะมีคนเล่นพระอยู่ ๒ คน คือ "เต้" สันต์ และ "ต๊อด" ปิติ ซึ่งทั้ง ๒ คนนี้ขึ้นชื่อว่า เช่าพระแพงแห่งวงการพระเครื่อง แต่สำหรับนายจุตินันท์ แล้ว กลับไม่เช่าพระเครื่องใดๆ เลย ทั้งนี้เขาให้เหตุผลไว้อย่างน่าคิดว่า
"ไม่ว่าจะเป็นพระใหม่ พระเก่า ไม่ว่าจะเป็นพระแท้ พระปลอม ผมถือว่าท่านเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ให้คนแขวนระลึกถึง ซึ่งหมายถึงให้มีสตินั่นเอง ผมทำใจไม่ได้ที่ต้องจ่ายเงินในหลักล้าน เช่าพระมาองค์หนึ่ง แล้วเกิดวันใดวันหนึ่งเซียนพระบอกว่า พระที่เช่านั้นเป็นของปลอม ย่อมเกิดความไม่สบายใจเป็นเรื่องธรรมดา ด้วยเหตุนี้จึงไม่เช่าพระราคาแพงจากใครเลย พระที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นพระที่คนมอบให้เป็นที่ระลึก ขณะเดียวกัน หากจะเช่าก็เช่าพระสร้างใหม่ที่วัดสร้างขึ้น เพื่อหาปัจจัยสร้างศาสนสถานเท่านั้น"



