
เจ้าอาวาสวัดสระเกศแจงไม่มีเงินเป็นพันล้าน
เจ้าอาวาสวัดสระเกศแจงไม่มีเงินเป็นพันล้าน รถยนต์โยมมาถวาย สวนกล้วยไม้ของญาติ หลังถูกกล่าวหาผ่านทางสื่อออนไลน์ พศ.รายงานพระเถระผู้ใหญ่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
27ส.ค.2557 พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ กรรมการมหาเถสมาคม(มส.) กล่าวว่า จากกรณีที่มีผู้เผยแพร่ข้อมูลกล่าวหาผ่านทางสื่อออนไลน์นั้น สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง เริ่มตั้งแต่รถยนต์ที่มีจำนวนหลายคัน ยืนยันว่าไม่ได้ซื้อมาเอง แต่เป็นรถที่มีพุทธศาสนิกชนนำมาถวายตั้งแต่ปี 2542 ส่วนเรื่องทำธุรกิจปลูกสวนกล้วยไม้ และทำหมู่บ้านจัดสรร ก็เป็นธุรกิจของญาติ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด โดยเฉพาะเรื่องสวนกล้วยไม้ญาติทำกิจการนี้มานานนับ 10 ปี แล้ว ขณะที่เรื่องไก่ชนนั้น ก็เป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธานำมาถวายเช่นกัน แต่ที่มีการกล่าวอ้างถึงว่าเพาะพันธุ์ปลากัดขายนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
เมื่อถามถึงที่มีการระบุว่าพระพรหมสุธีมีทรัพย์สินเป็นพันล้านบาทนั้น พระพรหมสุธี กล่าวว่า ถ้ามีเงินเป็นพันล้านบาทจริงคงไม่อยู่แล้ว ทั้งนี้การที่เกิดการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวออกมานั้น เชื่อว่าเป็นขบวนการต้องการล้มเจ้าอาวาส จึงมีการนำข้อมูลต่างๆมาโยงเข้ากับตน เนื่องจากหลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯนั้น ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานภายในวัดจำนวนมาก อย่างไรก็ตามได้เข้าชี้แจงเรื่องทั้งหมดต่อพระเถระชั้นผู้ใหญ่แล้ว
ด้านนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และแม้เรื่องนี้จะไม่มีการร้องเรียน รวมทั้งในใบสนเท่ห์ก็ไม่มีชื่อเจ้าทุกข์ แต่ พศ.ก็ไม่ได้นิ่งเฉย ซึ่งขณะนี้ได้รายงานพระเถระผู้ใหญ่ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว เพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เชื่อว่าเร็วๆ นี้คงได้ความชัดเจนว่าแนวทางในการดำเนินเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ส่วนกรณีการนำข้อมูลเรื่องดังกล่าวไปเผยแพร่ผ่านทางสังคมออนไลน์นั้น ทางเจ้าคณะผู้ปกครองต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีมูลก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของพระสงฆ์ต่อไป
“การตรวจสอบสถานะทางการเงินของวัดนั้น คงต้องให้เจ้าคณะผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการ แต่ทั้งนี้มีการกำหนดเป็นระเบียบออกมาชัดเจนอยู่แล้วว่า ทุกวัดต้องมีบัญชีลงทะเบียนทรัพย์สิน รวมทั้งรายรับรายจ่าย เพื่อให้ตรวจสอบได้ ดังนั้นสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย จะไม่มีการยกเว้น หรืออภิสิทธิ์ใดๆ ให้แก่พระสงฆ์ ส่วนเรื่องการทำธุรกิจของพระสงฆ์นั้น เป็นเรื่องที่ผิดชัดเจนอยู่แล้ว เพราะพระสงฆ์ไม่มีหน้าที่จะประกอบอาชีพหรือ ทำธุรกิจอย่างอื่น สำหรับบทลงโทษคงต้องดูลักษณะของการกระทำผิดก่อนว่ามีส่วนร่วม หรือกระทำเอง ซึ่งโทษมีทั้งหนักและเบา” ผอ.พศ. กล่าว
คสช.-พศ.จับตาพระนอกรีต
นายนพรัตน์ ได้เปิดแถลงข่าวแนวทางการปฎิบัติงานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางพระพุทธศาสนาว่า จากการที่มีภิกษุ สามเณรบางรูปมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ส่งผลกระทบต่อศรัทธาและความเหลื่อมใสต่อพุทธศาสนิกชน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้มอบหมายให้ พศ. เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน
พศ. ได้กำหนดแนวทางดำเนินการไว้ 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การตั้งศูนย์ฮอตไลน์แจ้งภัยทางพุทธศาสนาทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาพเพื่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและสามารถดำเนินการได้ทันหรือใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินการเชิงลึกเพื่อสร้างความศรัทธาให้พุทธศาสนิกชนมีความเหลื่อมใสต่อพระภิกษุสามเณรมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้พบว่ามีการร้องเรียนมาทั้งหมด 119 เรื่อง โดยปัญหาที่พระสงฆ์ถูกร้องเรียนมากที่สุดได้แก่ 1. การบิณฑบาตไม่สำรวม 2.การเรี่ยไรเงิน 3.การบริหารจัดการภายในวัด ซึ่งทาง พศ. จะเร่งแก้ไขปัญหาต่อไป
2.การแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางพระพุทธศาสนา โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ เป็นประธาน เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการหารือถึงกรณีเพื่อพิจารณาประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้ดำเนินการแก้ไขปัญหา หรือนำประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณา เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขต่อไป อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะช่วยดูแลปัญหาพระเสพยาเสพติด ยาบ้า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ช่วยตรวจสอบเนื้อหามีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับศาสนา คณะสงฆ์ ที่ทำให้เสื่อมเสีย หรือเป็นเท็จ จะต้องปิดเว็บและมีการลงโทษตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 เป็นต้น ซึ่งยอมรับว่าในช่วง 3 ปีมานี้มีการเผยแพร่ข้อมูลทางโซเซียลมีเดีย เว็บไซต์ เกี่ยวกับศาสนา พระสงฆ์ สามเณร ในทางที่เสื่อมเสียเพิ่มมากขึ้น
3. การออกเป็นร่างพ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เนื่องจากมีการกระทำความผิดทางพระธรรมวินัย การลงโทษเป็นการลงโทษเฉพาะภิกษุสามเณรที่กระทำความผิดทางพระธรรมวินัยนั้นไม่ครอบคลุมฆราวาสที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ประกอบกับกระแสสังคมมีความประสงค์ให้มีการลงโทษทางอาญาเพื่อป้องกันผลกระทบและผลเสียที่เกิดขึ้นเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา อาทิ การเสพเมถุน ต่อไปจะไม่ผิดแค่พระธรรมวินัยหรือให้สึกจากความเป็นพระ แต่จะมีโทษตามกฎหมายอาญาด้วย รวมไปถึงผู้ใดกระทำให้หลักศาสนธรรมผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฏกต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น
รวมทั้งหามาตรการที่สามารถกำหนดให้เจ้าคณะปกครองจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานทางกฎหมายโดยเคร่งครัด ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะพิจารณาเพื่อกำหนดออกเป็นแนวทางการเสนอแนวทางข้อกฎหมายระเบียบหรือคำสั่งที่จะเป็นประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยทางพระพุทธศาสนาเพิ่มเติมจากปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ได้ผ่านความเห็นชอบของ คสช.แล้ว
“จากการพูดคุยกับทาง คสช. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีกระบวนการตรวจสอบเป็นระยะ หลังพบข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมพระสงฆ์ในทางมิชอบหลายเรื่อง อาทิ พระสงฆ์บางรูปแอบทำธุรกิจอู่รถ ธุรกิจโรงเลื่อย ซึ่งอยู่ระหว่างที่ทาง คสช. ตรวจสอบข้อมูลอยู่ ส่วนจะเป็นพระสงฆ์รูปใด วัดใดนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเป็นการดำเนินในทางลับ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้มีกรณีตัวอย่างที่มีพระสงฆ์รูปหนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจหุ้น แม้ไม่ถึงกับต้องออกจากความเป็นพระ แต่ท่านก็ได้รับโทษหนักพอสมควร ซึ่งตามพระธรรมวินัยแล้วระบุชัดเจน วัด พระสงฆ์ ห้ามทำธุรกิจ ยกเว้น การบริหารจัดการที่ดินของวัดเพื่อนำรายได้มาบำรุงพัฒนาวัดเท่านั้น”ผอ.พศ. กล่าว



