
แนะใช้'เสวนาศาสนา'แก้ขัดแย้งกรณีลดศีลพระ
แนะใช้'เสวนาศาสนา'ระงับอธิกรณ์ทางเลือก แก้ขัดแย้งกรณีลดศีลพระเหลือ150ข้อ : สำราญ สมพงษ์รายงาน
จากกรณีมีผู้ร้องเรียนถึงศูนย์ฮอตไลน์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เกี่ยวกับกรณีพระอธิการคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จังหวัดปทุมธานี ตัดศีลปาฏิโมกข์ของพระสงฆ์เหลือเพียง 150 ข้อ จากเดิม 227 ข้อ และผอ.พศ.เสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.)ให้พิจารณาวันที่ 20 ส.ค.2557นี้ หลังจากพระสังฆาธิการผู้ปกครองดำเนินการตามสายงานปกครองแล้ว
นับได้ว่าเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับคณะสงฆ์และสังคมชาวไทย มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเกิดความขัดแย้งในวงการคณะสงฆ์อย่างเช่นกรณีวัดธรรมกายและสันติอโศกหรือไม่ หากพระอธิการคึกฤทธิ์จะยังคงยึดตามแนวทางเดิมแม้นว่ามส.จะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไรก็ตาม
ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า แล้ววิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งตามแนวทางของคณะสงฆ์ดำเนินการอยู่นี้จะเพียงพอต่อการแก้ปัญหาหรือไม่ จำเป็นหรือไม่ที่จะมีวิธีการอื่นเสริมอาจจะเรียกว่า "วิธีการระงับอธิกรณ์ทางเลือก" อย่างเช่นทางโลกก็จะมีกระบวนการยุติธรรมทางเลือกและสมานฉันท์เป็นต้น จะเหมาะสมหรือไม่ในยุคที่คสช.ต้องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับคนในชาติทั้งวงการสงฆ์และฆราวาส
ชั้นนี้ขอนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งในวงการศาสนาแนวทางหนึ่งคือการเสวนาทางศาสนาหรือ "Regional Interfaith Dialogue" ซึ่งดูเหมือนอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยมากนักในวงการพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่หรือทราบก็ยังอยู่ในวงจำกัดทั้งๆที่แนวความคิดนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว
"การเสวนาทางศาสนา"นี้ ดร.ปาริชาด สุวรรณบุบผา อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เคยให้ความกระจ่างในบทความเรื่อง "การเสวนาทางศาสนา : เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย" (ตำแหน่งช่วงเขียนบทความ) เมื่อหลายปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความขัดแย้งกรณีวัดธรรมกาย
ดร.ปาริชาดได้เสนอโดยสรุปว่า การเสวนาทางศาสนาจะสำเร็จต้องตั้งอยู่บนหลักของพหุนิยมทางศาสนายอมรับ "ความหลากหลาย" ของศาสนาที่มีมากกว่าหนึ่ง ไม่ตัดสินว่าเชื่อของตนนั้นถูกต้องที่สุด และสมบูรณ์ที่สุด (absolutism) โดยมีวิธีการอยู่ 3 แบบคือ
1. การเสวนาในระดับความเชื่อตามคัมภีร์ (Dialogue of Study)
2. การเสวนาโดยเน้นประสบการณ์ทางศาสนาและการปฏิบัติ (Dialogue of Prayer)
3. การเสวนาเพื่อชีวิตโดยเน้นการแก้ปัญหา (Dialogue of Life)
แต่การเสวนาแบบสุดท้ายน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเป็นการเสวนาโดยเน้นการแก้ปัญหาที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นศาสนิกชนของศาสนาใดก็ตามกำลังเผชิญอยู่ อาจจะมีการจัดกิจกรรมร่วมกันทั้งพระสงฆ์ ชาวพุทธ คริสเตียน มุสลิม และผู้ไม่นับถือศาสนา ในการเดินพระสงฆ์จะหยุดรับอาหารบิณฑบาต ฉัน สวดมนต์ ทำสามธิ สมาชิกในกิจกรรมนี้ก็จะมีส่วนร่วมตั้งแต่สังเกต ร่วมอยู่ในกิจกรรม ร่วมพูดคุย ฟัง ซักถาม ซึ่งอาจมีข้อธรรมรวมอยู่ด้วย
กิจกรรมในลักษณะนี้จัดว่าเป็นการเสวนาทางศาสนาที่รวมการนำคำสอน การปฏิบัติศาสนพิธี และการร่วมกันลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาที่คนส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่ การเสวนานี้จะบรรลุจุดประสงค์ อย่างน้อยก็ได้แก่ ความเข้าใจ และความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่างศาสนา สามารถนำความแตกต่างทางคำสอนมาร่วมทำประโยชน์ให้มนุษย์โลกได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการเสวนาแบบที่หนึ่งก็ยังเป็นรูปแบบของการเสวนาสำคัญ เพราะในการเสวนาแบบที่สอง และสามนั้น ลงมือปฏิบัติแต่ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจของการเสวนาแบบแรกมาเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"การเสวนาทางศาสนา"นี้ เป็นเนื้อหาประกอบในหลักสูตรสันติศึกษาในสถานศึกษาทั่วๆรวมถึงมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ล่าสุด "มจร"และ"พศ."ได้รับนโยบายจากคสช.ให้มาหาแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติในมติทางศาสนา ได้มีการประชุมคณะกรรมการเตรียมการประชุมผู้นำศาสนาอาเซียนในช่วงเดือนกันยายน เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา มีผลสรุปที่จะนำแนงทางนี้มาใช้เพื่อสร้างเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของพลเมืองประชาคมอาเซียน
พระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี หัวหน้าหลักสูตรปริญญาโท สันติศึกษา "มจร" ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการเตรียมการจัดงานได้สรุปผลการประชุมเตรียมการดังกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานนี้ประกอบด้วย (1) เพื่อสร้างเวทีให้ผู้นำศาสนาต่างๆ ในประชาคมอาเซียน ได้นำเสนอองค์ความรู้ และหลักการสำคัญเกี่ยวกับขันติธรรมทางศาสนาตามที่ปรากฏในคัมภีร์ และความเชื่อของแต่ละศาสนา (2) เพื่อให้ผู้นำศาสนาในประชาคมอาเซียนได้ร่วมกันถอดบทเรียนเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันอย่างมีขันติธรรมในประชาคมอาเซียนของแต่ละศาสนิกชนในประชาคมอาเซียน
3) เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างผู้นำศาสนาในประชาคมอาเซียน ซึ่งจะเอื้อต่อการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลาย ทางด้านศาสนาสังคมและวัฒนธรรมอย่างมีขันติธรรม และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข (4) เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาระดับโลกในอนาคต โดยผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรทางพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ ทั่วภูมิภาค
สำหรับการประชุมโต๊ะกลมผู้นำศาสนาเพื่อสันติภาพในประชาอาเซียนครั้งนี้ จะประกอบด้วยผู้นำศาสนาจากทุกศาสนาในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ จำนวน 70 รูป/คน และจะมีนิสิตพร้อมทั้งบุคคลทั่วไปจำนวนทั้งสิ้น 300 รูป/คน กิจกรรมต่างๆ จะประกอบด้วยการศึกษาดูงานพื้นที่กุฎีจีนในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งกลุ่มคนที่มีความเชื่อที่แตกต่างระหว่างศาสนาและวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ขันติธรรมทางศาสนา” โดยพระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร และเลขาธิการอาเซียน การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “บทบาทของผู้นำศาสนากับการสร้างขันติธรรมในประชาคมอาเซียน” ระหว่างผู้นำจาก 5 ศาสนาหลัก การประชุมโต๊ะกลมเพื่อถอดบทเรียนของแต่ละประเทศเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันอย่างมีขันติธรรมของศาสนิกต่างๆ วันสุดท้ายจะเป็นการลงนามความร่วมมือระหว่างผู้นำศาสนาต่อประเด็นการกำหนดกิจกรรม และสร้างเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขต่อไป ซึ่งผู้สนใจในสามารถติดต่อสอบถาม หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 035 248098 หรือ โครงการปริญญาโทสาขาสันติศึกษา www.li.mcu..ac.th
พระมหาหรรษาระบุด้วยว่า การเสวนาทางศาสนาหรือ "Regional Interfaith Dialogue" นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แม้นในวงการพระพุทธศาสนาก็เคยใช้วิธีการนี้มาก่อนแล้วในอดีตอย่างเช่นเรื่องมิลินทปัญหาที่พระนาคเสนสนทนากับพระยามิลินท์ที่เป็นคนต่างศาสนาด้วยการเคารพและให้เกียรติกัน
เมื่อเกิดความขัดแย้งในสังคมคณะสงฆ์แม้นว่าจะผ่านกระบวนการตัดสินแล้วก็ตามสิ่งที่ต้องพิจารณาตามมาก็คือว่าจะลดความขัดแย้งอยู่ร่วมกันอย่าง"สันติสุข"อย่างไร เพราะการตัดสินบางกรณีก็เป็นสาเหตุสร้างความขัดแย้งทีวีความรุนแรงตามมา



