
วันแม่แห่งใจ
วันแม่แห่งใจ : ธรรมะยู-เทิร์น โดยอิทธิโชโต
"ภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวการกระทำตอบแทน ที่ทำได้ไม่ง่ายแก่ท่านทั้งสอง ท่านทั้งสอง นั้นคือใคร ? คือ มารดา ๑ บิดา ๑" พุทธวจน
วันแม่แห่งชาติผ่านไปแล้ว แต่วันแม่แห่งใจควรมีอยู่ทุกวัน ทุกขณะ ใช่หรือไม่ !
เพราะการที่แม่คลอดลูกออกมา ไม่มีวันไหน ไม่มีเวลาไหนเลยที่แม่ไม่ดูเรา ท่านดูแลเราตลอด เพื่อให้เราเติบโต อะไรที่แม่ให้ลูกได้ก็จะให้ทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตแม่ก็ให้ได้ เราจะหาคนที่เสียสละได้อย่างเดียวกับแม่บนโลกนี้ ไม่มี เพราะฉะนั้น แม่จึงเป็นบุคคลสำคัญของลูกๆ ทุกคน ก็แล้วแต่ว่าบุตรคนนั้นจะสำนึก จะขวนขวายในการตอบแทนพระคุณ หรือดูแลบิดามารดาได้ดีแค่ไหน
แม่ทุกคนอยากให้ลูกเจริญก้าวหน้าในการงาน ที่สำคัญคือ เป็นคนดี แต่บุตรก็มีอยู่ สองสามประเภท แม่ทั้งหลายก็อยากได้บุตรที่ดีคือ อภิชาตบุตร ที่เกิดมาเพื่อเชิดชูบิดามารดา คือเป็นบุตรที่สูงกว่า เลิศกว่าพ่อแม่ คือ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ นี่คือบุตรที่เลิศ แม่ทุกคน พ่อทุกคนก็อยากได้ แต่ลูกจะเป็นอย่างนี้ทุกคนหรือไม่ก็ขอให้เราตรองดู
วันแม่ที่ผ่านมา ลูกบางคนก็พาแม่ไปใส่บาตร ปฏิบัติธรรมเจริญศีลภาวนา พาแม่ไปกินอาหาร ที่สำคัญคือ เรื่องจิตใจ ที่เราควรทำให้วันแม่เกิดขึ้นทุกวัน บางคนเจอแม่เดือนละครั้งก็คิดว่าน้อยไป แต่ขอให้เราระลึกถึงบุญคุณพ่อแม่อยู่เสมอ และควรทำทุกวัน แม้ว่างานจะมีมาก แต่ทำได้ คือ ประพฤติตัวดี ในอาชีพการงาน พ่อแม่ก็ดีใจแล้ว คือทำตัวให้เป็นคนดี
สมัยที่เราเป็นฆราวาส มีอยู่หลายครั้ง ที่ทำให้โยมแม่ร้องไห้อยู่หลายครั้ง ตามประสาวัยรุ่น ตอนอายุ ๑๕-๑๖ ปี ด้วยความเป็นเด็กผู้ชาย โยมแม่ก็บ่นหน่อย มีการทะเลาะกันบ้าง แล้วโยมแม่ก็ไปร้องไห้ ไม่ใช่ครั้งเดียวนะ หลายครั้ง เพราะเราไปเถียงโยมแม่ ส่วนเราลูกผู้ชายก็ต้องเข้มแข็งเป็นธรรมดา เวลาผ่านไป ไม่ได้คิดอะไรมาก พอเราได้มาบวช อยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ เวลามาปฏิบัติธรรม นั่งภาวนา สิ่งที่เราเคยทำไว้ แล้วระลึกคิดกลับไป ก็เห็นว่า เราทำไม่ถูกนะ เรานี่ช่างทำได้นะ ทำให้แม่ร้องไห้ได้ ความรู้สึกอันนั้น มันกลับมาอยู่กับเรา นั่งภาวนาไปก็ร้องไห้ไป บอกกับตัวเองว่า มีสติเมื่อไหร่จะไม่ทำอีก จะทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ที่ดีกว่านี้ ให้สมกับที่ท่านเลี้ยงเรามา ให้สมกับที่ท่านให้กำเนิดเรามา ขัดใจเล็กๆ น้อยๆ สำหรับลูกไม่เป็นไรหรอก
นี่คือ หลังจากที่คิดได้แล้ว แค่ทำให้โยมแม่ร้องไห้เท่านั้นเอง ยังเสียใจขนาดนี้
ฉะนั้น บุคคลที่ทำอย่างนี้ จะพอใจหรือไม่พอใจก็ตามที่พ่อแม่ดุด่าว่ากล่าว ให้ระลึกไว้เสมอว่า เพราะท่านรัก ท่านจึงดุด่าว่ากล่าว ทางศาสนาพุทธคือ ถ้าไม่ดุด่าว่ากล่าวคือ ปล่อยทิ้ง นั่นคือการลงทัณฑ์ ไม่ยุ่งเกี่ยว เพราะฉะนั้น ที่พ่อแม่ว่ากล่าวตักเตือนนั้นถือว่าโชคดีแล้ว ขอให้เราใคร่ครวญกันให้ลึกซึ้ง



