พระเครื่อง

ที่พึ่งอันประเสริฐของพระสุเทพ ปภากโร

ที่พึ่งอันประเสริฐของพระสุเทพ ปภากโร

03 ส.ค. 2557

ที่พึ่งอันประเสริฐของพระสุเทพ ปภากโร : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยมนสิกุล โอวาทเภสัชช์ เรื่อง สุภาวิณี วิบูลย์เขตร์/ ศิริวรรณ พงศ์ฉบับนภา ภาพ

               เข้าพรรษานี้ที่สวนโมกขพลาราม (วัดธารน้ำไหล) จ. สุราษฎร์ธานี มีผู้ไปใส่บาตร ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมมากเป็นพิเศษ เมื่อ ปภากโร ภิกขุ หรือพระสุเทพ เลือกไปจำพรรษาที่นั่น หลังการบวชแบบสายฟ้าแลบ

               เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗ พระทวี จนฺทสโร พาพระสุเทพไปเยี่ยมชม 'ธรรมาศรมธรรมมาตา' สถานปฏิบัติธรรมของลูกผู้หญิงที่ตั้งขึ้นจากดำริของท่านอาจารย์พุทธทาส และได้พบกับอุบาสิกา สุภาวิณี วิบูลย์เขตร์ จึงได้สนทนากันชั่วโมงกว่าๆ

               อุบาสิกาสุภาวิณีเล่าว่า ได้ถามท่านถึงการบวชเรียนเป็นเป็นอย่างไรบ้าง ที่ท่านบวชเข้ามาแล้ว เบาลงไหม ท่านก็บอกว่า เบาลง เพราะทางโลกมีหลายเรื่อง เมื่อบวชแล้วก็ปล่อยวางไป 

               "ที่ท่านตัดสินใจบวช ไม่ถึงขนาดกะทันหัน แต่ขณะนั้น ท่านบอกว่า จิตพร้อม ก็เลยไปที่วัดท่าไทร จ.สุราษฎร์ธานี โดยไม่บอกใคร พาหลานชายไปคนเดียว ไปถึงค่ำแล้ว ก็ปลงผม ตอนเช้าวันที่ ๑๕ กรกฎาคมก็บวช มีกันสามคน คือ พระเทพพิพัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดท่าไทร กับหลานเท่านั้น และยามบ่ายของวันรุ่งขึ้น ท่านก็มาจำพรรษาที่สวนโมกข์ รุ่งเช้าวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ภาพการบิณฑบาตของพระสุเทพก็แพร่ออกไปในทุกสื่อ ทำให้ทุกคนทราบว่า ท่านบวชและมาจำพรรษาที่นี่จริงๆ"

               ย้อนกลับไปในวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันโกน  พระครูภาวนาชัยคุณ (พระอาจารย์โพธิ์ จันทสโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล พาพระสุเทพเดินมาในธรรมาศรมธรรมมาตา พอดีเป็นวันโกน ท่านอาจารย์พุทธทาสเรียกวันนี้ว่าเป็น 'วันกรรมกร' คือทั้งพระและฆราวาส ที่มาปฏิบัติธรรมในวัด ช่วยกันทำงานอาสาให้เหงื่อออก และเหงื่อนั้นท่านว่าคือ 'น้ำมนต์'
 
               อาจารย์สมจิตรา สุริเย ซึ่งสอนลูกผู้หญิงอยู่ในธรรมมาตา ได้มีโอกาสต้อนรับท่านอาจารย์โพธิ์และพระสุเทพในเย็นวันนั้น ท่านสุเทพถามอาจารย์สมจิตราว่า อบรมกันอย่างไร ทำมากี่ปีแล้ว เปิดรับสมัครตอนไหน อาจารย์ตอบไปว่า ก็ทำกันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว เปิดรับสมัครก่อนประมาณเดือนครึ่ง ช่วงนี้เป็นช่วงอบรมอยู่พอดี ใช้เวลา ๓ เดือน

               "ท่านอาจารย์โพธิ์ก็แนะนำเพิ่มเติมว่านี่เป็นที่อยู่ ที่อบรมปฏิบัติธรรมของลูกผู้หญิงที่ก่อตั้งขึ้นจากดำริของท่านอาจารย์พุทธทาส ที่ต้องการให้โลกมีธรรมเป็นมารดา"

               โดยส่วนตัวของอาจารย์สมจิตรา เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่ได้พบกับพระสุเทพ อาจารย์เล่าว่า เราไม่รู้จุดประสงค์ของการบวชของท่าน แต่มองในแง่ที่ว่าใครบวชก็อนุโมทนา ถือว่าได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต

               "ส่วนเรื่องเจตนาเป็นเรื่องของมโนกรรมของแต่ละคน ถ้าเจตนาถูกต้องก็ไปได้ดี เราไปตีความคนอื่นเขาเองไม่ได้ คือท่านบวชมาแล้ว สวนโมกข์ก็ให้ที่พำนัก ท่านสุเทพก็เคยไปมาหาสู่กับสวนโมกข์สมัยก่อน ท่านพุทธทาสก็รับหมด ใครการเมืองไม่การเมืองท่านไม่รับรู้หรอก เราไปวิเคราะห์ความคิดในจิตของคนอื่นไม่ได้เลย เราไปคิดเอาเองก็ไม่ได้ ที่สำคัญคือ อดีตก็คืออดีต ปัจจุบันมันก็อีกอย่างหนึ่ง เราไม่ต้องไปคิดหรอกว่า นักการเมืองมาบวช เขาคิดอย่างไร ไม่ต้องคิดแทนเขา แต่ให้เราเร่งความเพียรปฏิบัติขัดเกลากิเลสในตนเองจะดีกว่า"

               หลังจากนั้นวันที่ ๒๑-๒๗ กรกฎาคม พระสุเทพก็ไปเข้าคอร์สอบรมอานาปานสติสำหรับชาวต่างชาติ กับท่านอาจารย์โพธิ์ ที่ทีปภาวันธรรมสถาน บนเกาะสมุย ซึ่งท่านอาจารย์โพธิ์เป็นผู้ก่อตั้ง ในช่วงเวลาดังกล่าว ศิริวรรณ พงศ์ฉบับนภา เจ้าของรีสอร์ท ยูโทเปีย เกาะสมุย หลานท่านอาจารย์โพธิ์ และเป็นผู้บริจาคที่ดิน ๓๐ ไร่ในการสร้างทีปภาวันธรรมสถาน เล่าว่าท่านสุเทพ กล่าวให้ญาติโยมฟังว่า จิตท่านไม่ค่อยสงบในการบวชตอนแรกๆ นอนไม่หลับ ที่เคยบวชที่สวนโมกข์เมื่อตอนอายุ ๒๔ ปีประมาณเดือนกว่าๆ จิตสงบกว่านี้มาก แต่หลังจากปฏิบัติแล้วก็สงบมากขึ้น นอนหลับ

               "ช่วงที่ท่านสุเทพมาเข้าคอร์สกับท่าน อาจารย์โพธิ์ก็เลยให้ท่านสุเทพพบกับญาติโยมช่วงกลางวัน แล้วให้ปฏิบัติช่วงเช้ามืดกับช่วงเย็น ท่านฉันมื้อเดียว แล้วอาจารย์โพธิ์รวบรวมหนังสือธรรมะให้ท่านอ่าน พยายามให้ท่านได้ปฏิบัติให้มากขึ้น ท่านนั่งสมาธิกับฝรั่งได้เป็นชั่วโมง-สองชั่วโมง ตอนนี้ดูท่านสดใสมากขึ้น ญาติโยมมาเยอะมากเป็นพันคนเห็นจะได้ ทีปภาวันอยู่บนเขา ขึ้นลงลำบากพอสมควร ไม่งั้นคนมาเยอะกว่านี้อีก อานิสงส์ของการที่ท่านสุเทพมา ทำให้คนรับรู้มากขึ้นว่า ท่านอาจารย์โพธิ์กลับมาสมุย มาทำอะไรไว้บ้าง ตอนนี้ท่านกำลังทำโครงการ 'ธรรมะนำ ทำสมุย ให้ทันสมัย' คำว่าทันสมัยของอาจารย์โพธิ์ก็นำมาจากคำว่า 'อกาลิโก' ที่หมายถึง เหนือกาลเวลา คือธรรมะนั้นเหนือกาลเวลาจริงๆ นำใช้ในชีวิตประจำวัน แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง

               "ก็มีคนถวายที่ดินให้ท่านอาจารย์โพธิ์ที่สมุย ทำเป็นสถานปฏิบัติธรรมสำหรับนักเรียนตลอดชั่วอายุของท่าน ตรงนั้นท่านเลยตั้งชื่อว่า 'เวียงธรรม' เดิมเป็นบ่อนไก่มาก่อน มีอาคารเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไปเขียนที่อาคารไว้ว่า จะเปลี่ยนบ่อนไก่ให้เป็นบ่อนธรรม และวาดภาพ ไก่ดำเปลี่ยนเป็นไก่ขาว ท่านต้องการนำธรรมะให้เด็กๆ เติบโตไปจะได้มีภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ท่านก็ยังใช้เวลาทุกวันที่ ๒๕ ของทุกเดือนไปฉันเพลในสวนของผู้ที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ ท่านอยากให้คนอนุรักษ์ต้นไม้ รักป่า เพราะป่าคือชีวิตของทุกคน"

               ศิริวรรณ เล่าต่อมาอีกว่า โดยส่วนตัวดีใจมาก ไม่คาดฝันที่ท่านสุเทพจะบวช และมาจำพรรษาที่สวนโมกข์ ทำให้นึกถึงที่พึ่งที่ดีก็อย่างที่ในบทสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสแปลไว้ว่า ที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งอันสูงสุดคือ ธรรมะของพระพุทธเจ้า

               "ท่านสุเทพก็เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนที่ได้เห็น ให้เราหันกลับมามองว่า ในประเทศไทยเรามีศาสนาคือที่พึ่งอันประเสริฐ ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติก็จะมีที่พึ่งเช่นกัน เพราะพระธรรมช่วยแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ไม่เพียงพระสุเทพเท่านั้น สำหรับคนไทย มนุษยชาติ หากมีธรรมะก็จะเมตตาต่อกันไม่ทำร้ายใคร ไม่ทำร้ายสัตว์ และต้นไม้ด้วย โดยส่วนตัวก็ได้อานิสงส์จากการที่ท่านอาจารย์โพธิ์เปิดโอกาสให้เราได้ทำกุศล และได้ภาวนาไปด้วย"

               การกลับมาสวนโมกข์ของพระสุเทพ กับการบวชครั้งที่สองที่ไม่มีกำหนดลาสิกขา จะเป็นไปได้เพียงใดก็ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ และการปฏิบัติธรรมของท่าน หากปฏิบัติธรรมจริง พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

"}])