
'พุทธพลิกใจ ไทยพลิกโลก'
'พุทธพลิกใจ ไทยพลิกโลก' : พระมหา ดร. ขวัญชัย กิตฺติเมธีรายงาน
โครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึก ณ แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล รุ่น ๖ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๗ ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย โครงการนี้มีสโลแกนน่าฟังว่า “ย้อนยุค ปลูกอุดมการณ์ ดูงานพระอริยสงฆ์ สานตรงต่อพระพุทธปณิธาน” เป็นอีกหนึ่งโครงการที่เริ่มต้นโดยเจ้าคุณอาจารย์พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และอีกหลายวัดในแดนพุทธภูมิ โดยได้รับการสนับสนุนจากดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ ๖ โดยแต่ละรุ่นนั้นจะมีการคัดเลือกพระสังฆาธิการจากทั่วประเทศไทยจำนวน ๒๓ รูป, กัมพูชา ๒ รูป, ลาว ๒ รูป และเวียดนาม ๑ รูป รวม ๒๘ รูป เพื่ออบรมวิชาการด้านต่างๆ เช่น การสื่อสารมวลชน เป็นต้นในดินแดนพุทธภูมิ เพื่อให้ท่านได้นำความรู้เหล่านั้นไปดำเนินการเผยแผ่และพัฒนาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย อีกทั้งประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในเขตสุวรรณภูมิต่อไป
หนึ่งในวิชาการที่ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ก็คือ “การเขียนบทความทางพระพุทธศาสนา” โดยได้นิมนต์พระวิทยาการจากสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ วัดสระเกศ นำโดยพระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี,พระมหาวีระพันธุ์ ชุติปัญโญ และพระมหาประสิทธิ์ ญาณัปปทีโป โดยในการนี้พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เจ้าคุณเทรด) ได้กล่าวว่า “พระธรรมทูตแต่ละท่านที่เข้าอบรมในครั้งนี้ล้วนแต่มีความรู้ ความสามารถ เป็นเจ้าคณะปกครอง เพียงแต่ยังไม่รู้วิธีการนำความรู้เหล่านี้ออกมา การเขียนจะช่วยเหลือท่านได้ เพราะแค่ท่านเดินทางในอินเดียแล้วได้เรียนรู้วิธีการจดบันทึก นั่นก็เท่ากับเป็นการเริ่มต้นงานเขียนแล้ว”
พระอาจารย์เฉลิมชาติ ชาติวโรผู้ดูแลฝ่ายวิชาการได้เล่าถึงความเป็นมาเป็นไปว่า “การเขียนหนังสือ “พุทธพลิกโลก” มาจากประสบการณ์ตลอด ๓ เดือนในดินแดนพุทธภูมิของพระสังฆาธิการผู้เข้าร่วมอบรมเขียนขึ้นหลังจากเดินทาง เพื่อเปิดเผยประสบการณ์ตรงและความรู้สึกจากการได้ใช้ชีวิตสัมผัสกับละอองบารมีในดินแดนต้นกำเนิดที่เต็มไปด้วยรอยพระพุทธบาทและรอยเท้าของเหล่าพระอริยสงฆ์ ว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้อย่างไร โดยได้รับการอุปถัมภ์จากดร.สุภชัย วีระภุชงค์และคณะชมรมโพธิคยา ๙๘๐”
พระครูสังฆรักษ์ไพบูลย์ ปัญญานันโทหนึ่งในพระบัณฑิตเผยแผ่จากวัดพระธาตุผาเงา จังหวัดเชียงรายถามด้วยความสนใจ “ทำไมจะเกิดอารมณ์อยากเขียน” พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี เจ้าของนามปากกา “กิตติเมธี” ตอบประเด็นนี้ว่า “การเขียนบางทีไม่ต้องสร้างอารมณ์ก่อนแล้วจึงค่อยลงมือเขียน เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เขียน แต่เรามาลองฝึกเขียนจนกว่าจะเกิดอารมณ์ดีกว่า เพราะตอนนี้เรามาอยู่ที่แดนพุทธภูมิแล้ว เชื่อว่าเราจะเขียนด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในพุทธคุณได้ไม่ยาก”
พระอาจารย์ใส สุรปัญโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิพฤกษาราม จ.สุรินทร์ถามต่อ “เคยทดลองเขียนแล้วแต่โดนหาว่าภาษาลูกทุ่ง ไม่มีความเป็นวิชาการ ไม่กล้าเขียน” ประเด็นนี้พระมหาวีระพันธุ์ ชุติปัญโญ เจ้าของนามปากกา “ชุติปัญโญ” ได้กล่าวว่า “การใช้ภาษาเราอาจไม่ได้ดีมาแต่เดิม แต่เมื่อเราฝึกฝนอย่างจริงจังผ่านการเรียนรู้จากนักเขียนอื่น เช่น หลวงพ่อพุทธทาส, พระพรหมคุณาภรณ์ ,พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เป็นต้นแล้วสร้างงานเขียนที่เป็นของเราเองในแบบของเราได้ในที่สุด”
และสรุปท้ายด้วยพระมหาประสิทธิ์ ญาณัปปทีโป เจ้าของนามปากกา “ธรรมรตา” ได้สรุปต่อว่า “การถูกต่อว่าถือว่าเป็นเครื่องพัฒนางานของเรา ต้องถามตัวเองว่าเรามีจุดมุ่งหมายอย่างไรในการเขียน แล้วไม่ว่าจะโดนตำหนิกี่ครั้งเราจะไม่ล้มเลิกง่าย เพราะเรามีจุดหมายที่การเขียนให้สำเร็จ”
จากความสนใจ ใส่ใจและเข้าใจความสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ถือเป็นเหตุผลหลักในการจัดการอบรมครั้งนี้ คาดว่าในเร็วๆ นี้เราจะพบกับผลงานคุณภาพที่ผสมทั้งงานเขียนทางวิชาการด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งทางผู้จัดและทีมงานทุกท่านเชื่อว่าจะเป็นผลงานที่สามารถถ่ายทอดความรู้จากแดนพุทธภูมิที่จะช่วยพัฒนาจิตใจคนไทยให้ก้าวหน้าไกลในโลกได้อย่างแน่นอน



