พระเครื่อง

'พุทธพลิกใจ  ไทยพลิกโลก'

'พุทธพลิกใจ ไทยพลิกโลก'

27 ก.ค. 2557

'พุทธพลิกใจ ไทยพลิกโลก' : พระมหา ดร. ขวัญชัย กิตฺติเมธีรายงาน

              โครงการส่งเสริมพระสงฆ์ไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึก ณ แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล  รุ่น ๖ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๗ ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  ประเทศอินเดีย  โครงการนี้มีสโลแกนน่าฟังว่า “ย้อนยุค ปลูกอุดมการณ์  ดูงานพระอริยสงฆ์ สานตรงต่อพระพุทธปณิธาน” เป็นอีกหนึ่งโครงการที่เริ่มต้นโดยเจ้าคุณอาจารย์พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์  วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และอีกหลายวัดในแดนพุทธภูมิ  โดยได้รับการสนับสนุนจากดร.สุภชัย วีระภุชงค์  เลขาธิการ  สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ ๖  โดยแต่ละรุ่นนั้นจะมีการคัดเลือกพระสังฆาธิการจากทั่วประเทศไทยจำนวน ๒๓ รูป, กัมพูชา ๒ รูป, ลาว ๒ รูป และเวียดนาม ๑ รูป รวม ๒๘ รูป  เพื่ออบรมวิชาการด้านต่างๆ เช่น  การสื่อสารมวลชน  เป็นต้นในดินแดนพุทธภูมิ  เพื่อให้ท่านได้นำความรู้เหล่านั้นไปดำเนินการเผยแผ่และพัฒนาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย  อีกทั้งประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในเขตสุวรรณภูมิต่อไป 

               หนึ่งในวิชาการที่ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ก็คือ “การเขียนบทความทางพระพุทธศาสนา”  โดยได้นิมนต์พระวิทยาการจากสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ วัดสระเกศ นำโดยพระมหาขวัญชัย  กิตฺติเมธี,พระมหาวีระพันธุ์  ชุติปัญโญ และพระมหาประสิทธิ์ ญาณัปปทีโป  โดยในการนี้พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เจ้าคุณเทรด) ได้กล่าวว่า “พระธรรมทูตแต่ละท่านที่เข้าอบรมในครั้งนี้ล้วนแต่มีความรู้  ความสามารถ เป็นเจ้าคณะปกครอง  เพียงแต่ยังไม่รู้วิธีการนำความรู้เหล่านี้ออกมา  การเขียนจะช่วยเหลือท่านได้  เพราะแค่ท่านเดินทางในอินเดียแล้วได้เรียนรู้วิธีการจดบันทึก  นั่นก็เท่ากับเป็นการเริ่มต้นงานเขียนแล้ว”

               พระอาจารย์เฉลิมชาติ ชาติวโรผู้ดูแลฝ่ายวิชาการได้เล่าถึงความเป็นมาเป็นไปว่า  “การเขียนหนังสือ “พุทธพลิกโลก” มาจากประสบการณ์ตลอด ๓ เดือนในดินแดนพุทธภูมิของพระสังฆาธิการผู้เข้าร่วมอบรมเขียนขึ้นหลังจากเดินทาง เพื่อเปิดเผยประสบการณ์ตรงและความรู้สึกจากการได้ใช้ชีวิตสัมผัสกับละอองบารมีในดินแดนต้นกำเนิดที่เต็มไปด้วยรอยพระพุทธบาทและรอยเท้าของเหล่าพระอริยสงฆ์ ว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้อย่างไร โดยได้รับการอุปถัมภ์จากดร.สุภชัย วีระภุชงค์และคณะชมรมโพธิคยา ๙๘๐”

               พระครูสังฆรักษ์ไพบูลย์ ปัญญานันโทหนึ่งในพระบัณฑิตเผยแผ่จากวัดพระธาตุผาเงา  จังหวัดเชียงรายถามด้วยความสนใจ  “ทำไมจะเกิดอารมณ์อยากเขียน”  พระมหาขวัญชัย  กิตฺติเมธี เจ้าของนามปากกา “กิตติเมธี”  ตอบประเด็นนี้ว่า  “การเขียนบางทีไม่ต้องสร้างอารมณ์ก่อนแล้วจึงค่อยลงมือเขียน  เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เขียน  แต่เรามาลองฝึกเขียนจนกว่าจะเกิดอารมณ์ดีกว่า  เพราะตอนนี้เรามาอยู่ที่แดนพุทธภูมิแล้ว  เชื่อว่าเราจะเขียนด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในพุทธคุณได้ไม่ยาก”

               พระอาจารย์ใส  สุรปัญโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโพธิพฤกษาราม จ.สุรินทร์ถามต่อ “เคยทดลองเขียนแล้วแต่โดนหาว่าภาษาลูกทุ่ง  ไม่มีความเป็นวิชาการ  ไม่กล้าเขียน”  ประเด็นนี้พระมหาวีระพันธุ์ ชุติปัญโญ เจ้าของนามปากกา “ชุติปัญโญ” ได้กล่าวว่า “การใช้ภาษาเราอาจไม่ได้ดีมาแต่เดิม  แต่เมื่อเราฝึกฝนอย่างจริงจังผ่านการเรียนรู้จากนักเขียนอื่น เช่น หลวงพ่อพุทธทาส, พระพรหมคุณาภรณ์ ,พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เป็นต้นแล้วสร้างงานเขียนที่เป็นของเราเองในแบบของเราได้ในที่สุด” 

               และสรุปท้ายด้วยพระมหาประสิทธิ์  ญาณัปปทีโป  เจ้าของนามปากกา “ธรรมรตา” ได้สรุปต่อว่า “การถูกต่อว่าถือว่าเป็นเครื่องพัฒนางานของเรา  ต้องถามตัวเองว่าเรามีจุดมุ่งหมายอย่างไรในการเขียน  แล้วไม่ว่าจะโดนตำหนิกี่ครั้งเราจะไม่ล้มเลิกง่าย  เพราะเรามีจุดหมายที่การเขียนให้สำเร็จ”

               จากความสนใจ ใส่ใจและเข้าใจความสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ถือเป็นเหตุผลหลักในการจัดการอบรมครั้งนี้  คาดว่าในเร็วๆ นี้เราจะพบกับผลงานคุณภาพที่ผสมทั้งงานเขียนทางวิชาการด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายเกิดขึ้นในสังคมไทย   ซึ่งทางผู้จัดและทีมงานทุกท่านเชื่อว่าจะเป็นผลงานที่สามารถถ่ายทอดความรู้จากแดนพุทธภูมิที่จะช่วยพัฒนาจิตใจคนไทยให้ก้าวหน้าไกลในโลกได้อย่างแน่นอน

"}])