พระเครื่อง

'ก้อย'VS'โค้ชเช'สะท้อนอะไรมุมมองพระธรรมทูต

'ก้อย'VS'โค้ชเช'สะท้อนอะไรมุมมองพระธรรมทูต

21 ก.ค. 2557

เรื่อง'ก้อย'รุ่งระวีนักกีฬาเทควันโด VS 'โค้ชเช'เกาหลี สะท้อนเรื่องอะไรบ้าง? : ท่านคมสรณ์ ข่าวสารงาน-พระธรรมทูตอินเดียรายงานผ่านเฟซบุ๊ก

                ๑. เรื่องสื่อ ยุคสื่อที่รวดเร็วและหลากหลาย ใครเข้าถึงก่อนสร้างกระแสก่อนย่อมอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ สื่อที่หวังจะเกาะกระแส ก็จะรีบฉาบฉวยตัวบุคคลผู้ที่เป็นที่ตั้งแห่งกระแส โดยไม่รับผิดชอบเมื่อกระแสถูกตีกลับและไม่ให้ความยุติธรรมคู่กรณีที่เท่าเทียม อันนี้จะเรียกว่าสื่อลำเอียงก็ว่าได้ ส่วนสื่อ Social Media ก็ถือว่าเป็นคู่แข่งตามจี้ก้นสื่อหลัก จนทำให้ผลสะท้อนตีกลับไปที่ตัวผู้ถูกกระแสสื่อโจมตีถาโถม จนแทบไม่มีที่ยืนอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้

                ๒. เรื่องการเลี้ยง ดูแลลูก ที่ผ่านมาสังคมไทย มีวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกที่เอาใจ กลัวลูกจะลำบาก โดยเฉพาะครอบครัวที่ฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า และชนชั้นกลางของเมืองไทย ภาษิตโบราณไทยที่ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี นั้น ณ เวลานี้ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะปัจจุบันวัวถูกเลี้ยงปล่อยไว้หากินในฟาร์ม ลูกต้องไปรับ - ส่ง โรงเรียนทั้ง ๆ ที่มีรถโรงเรียน ครูก็แตะอะไรเด็กนักเรียนไม่ได้ พอแม่ก็จะเอาร้องฟ้องร้อง ร้องเรียน จนคุณครูทั้งหลายหัวหด ไม่กล้าลงโทษเด็กเมื่อทำผิดระเบียบหรือไม่ทำหน้าที่ของนักเรียนที่ดี

                ๓. เรื่องวัฒธรรมที่แตกต่าง สังคมไทย โค้ช เช เป็นคนเกาหลี ย่อมมีวัฒนธรรมเกาหลี เขามีการสร้างชาติด้วยให้คนในชาติด้วยการมีวินัย ระเบียบกติกาสังคม ที่เคร่งครัด ถ้าจะเทียบกันไทย -เกาหลี ต้องพูดแบบไม่อายว่าไทยเราสู้เกาหลีไม่ได้ ตอนนี้เราใช้โทรศัพท์ซัมซุง รถฮุนได เกีย ทีวี เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ สาระพัดยี่ห้อเกาหลี มารยาทกฏวินัยการใช้รถใช้ถนน การทิ้งถังขยะ รักษาความสะอาด สำนึกสาธารณสมบัติ ไทยเรายังตามหลังเขาอยู่มาก

                ๔. เรื่องการไม่รู้หน้าที่และการไม่เข้าใจในบทบาทตนเอง

                กรณี ก้อย รุ่งระวี นักกีฬาเทควันโด ซึ่งเป็นนักกีฬาตัวแทนทีมชาติ เล่นกีฬาที่ถือว่า ต้องใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง ตามกฎกติการการแข่งขัน จริง ๆ แล้วนักกีฬาประเภทนี้ต้องรู้ตัวตั้งแต่แรกเริ่มแล้วว่า ตนจะต้องโดนอะไรบ้าง เพราะนี่คือกีฬาที่ต้องใช้กำลัง ผู้ปกครองที่จะส่งลูกหลานไปเล่นกีฬาประเภทนี้ต้องเข้าใจว่า ลูกหลานไปเล่นแล้วจะเจออะไร ถ้าผู้ฝึกไม่โหดไม่เฮียบ ไม่จริงจัง ทุ่มเทในการฝึก จะชนะคู่ต่อสู้ที่มีกำลังแข็งแรงที่หนือกว่าตนได้อย่างไร นักกีฬาแม้จะถูกลงโทษหนักปางตายต้องยอมรับให้ได้
เพราะฉะนั้นความอดทน อดกลั้นสำหรับนักกีฬาต้องเป็นเลิศ จึงจะถือว่าเป็นนักกีฬาที่ดีและประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตความเป็นนักกีฬาได้ ในกรณีนี้โค้ชเช อาจจะใช้ความรุนแรงจริงในขณะนั้นเพราะด้วยความโมโห อารมณ์ชั่ววูบหรืออาจจะด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ ย่อมออกมาในมุมที่รุนแรงแน่นอน แต่ความรุนแรงนั้นตัวนักกีฬาเองควรเข้าถึงใจเจตนาที่แท้จริงของครูผู้ฝึกสอน ผู้เต็มไปด้วยความหวังในชัยชนะในทุกเวที ไม่ใช่เอาความรู้สึกตนเองเป็นที่ตั้งว่าโดนทำร้าย ง่าย ๆ คือต้องผ่านตรงนี้ให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ควรถอนตัวไปทำอย่างอื่น เพราะนี่คือกีฬาที่ต้องใช้กำลังหรือความรุนแรงและต้องมีน้ำใจนักกีฬาคือมีการขอโทษก็ต้องให้อภัยเพราะเจตนาในกรณีนี้ไม่ใช่การตั้งใจทำร้ายร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บประการใดเลย

                สรุปก็คือว่า

                ๑. ถ้าผู้ปกครองจะเลี้ยงลูกให้สบายอย่าส่งเสริมให้เล่นกีฬาที่ต้องใช้กำลัง ความรุนแรง

                ๒. สังคมไทยต้องปรับเรื่องระเบียบวินัยของเด็กและเยาวชนไทยให้เคร่งครัดรู้ถูกผิด รู้หน้าที่ฐานะ ไม่ใช่ฐานะ การตรงต่อเวลา และการรู้จักขอโทษเมื่อรู้ว่าตนเองกระทำผิด และให้อภัยในเจตนาของผู้ที่หวังดี ฝ่ายผู้ปกครองเข้าใจว่า พยายามออกมาปกป้องลูกตน อาจจะแสดงออกต่อว่าด้วยความไม่พอใจ ด้วยการพูดความจริงและก็หยุดตรงนั้นไม่ต้องเรียกร้องอะไรต่ออีกเหตุการณ์ก็จะจบตั้งแต่ออกสื่อช่องสามรายการของคุณสุรยุทธแล้ว

                ๓. สื่ออะไรทีจุะถือว่าเป็นสื่อก็ต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เพื่อให้สังคมได้ข้อมูลตรงไปตรงมาทั้งสองฝ่าย สื่อใดที่เพียงแต่ฉวยโอกาสตามกระแสเพื่อการเรียกเรทติ้งคนดู ต่อไปผู้ชมต้องพิจารณาเลือกที่จะเลือกบริโภคสื่อ ถ้าสื่อเพื่อกระพือกระแส ก็ไม่ควรตามกระแสจนเกินไป จากเรื่องเล็กก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่เ ผู้ที่รับสื่อก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และความจริงเฉพาะหน้าก็มีไม่กี่คนที่รู้

                จุดความผิดพลาดเรื่องนี้จริง ๆ แล้วน่าจะอยู่ที่โค้ชไทยที่ประสานงานสื่อสารไม่ชัดเจน จนนักกีฬาสับสนและเร่งรีบจนกลายเป็นการขาดความพร้อมเมื่อถึงเวลาขึ้นเวที พอเรื่องนี้กลายเป็นกระแสสังคม คนที่อยุ่ในเหตุการณ์หรือต้องรับผิดชอบจริง ๆ ตรงนั้นจะหลบกระแสไม่กล้าสู้ความจริงเพราะกระแสสื่อปิดบังความจริงไปหมด ผลกระทบกลับเป็นตัวบุคคลคือ ก้อย รุ่งระวี และครอบครัวนั้นเองที่พยายามออกมาบอกสังคมให้ทราบความจริง ซึ่งเธอก็ไม่ใช่ใครก็คนไทยด้วยกันนั้นเอง การจะมาเรียกร้องใด ๆ ย่อมไร้ผลมีแต่จะเกิดผลด้านลบอย่างเดียวเพราะกระแสสังคมได้เหยียบจนจมธรณีแล้ว ฉะนั้นเหล่าบรรดาผู้ใช้โซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็อย่าต่อความยาวสาวความยืดตามกระแสจนเสียศูนย์ จงหยุดเป็นเย็นกันให้ได้

                ดีที่สุด ณ เวลานี้ คือหยุดกระแส จบเรื่อง เอวังกันแต่เพียงเท่านี้ ให้เป็นบทเรียนทุก ๆ ฝ่าย หันกลับมาปรับปรุงพัฒนาประเทศชาติ อบรมฝึกสอนเยาวชนลูกหลานไทยกันใหม่ ให้รู้รักสามัคคี รู้ระเบียบรู้หน้าที่ มีวินัยในตน อดทนขยันกันเพื่อประเทศชาติเจริญก้าวหน้าต่อไปกันเถิด

                ป.ล........ ถ้า ก้อย รุ่งระวี คิดได้ตอนนี้นะ มันคือวิกฤตที่ให้โอกาสเธอ จงออกแถลงข่าว เล่าความจริง ระบายความรู้สึกที่อยากบอกสังคมออกไปให้หมด และขอให้โค้ชเช จงลงโทษหนูหนักกว่าเดิมถ้าผิดจริงหรือทำต้วไม่มีระเบียบวินัยให้หนักกว่าเดิมขึ้นไปอีก และขอสัญญาว่าหนูจะอดทน อดกลั้น ฝึกฝนพัฒนาตนให้ถึงที่สุด จะคว้าเหรียญทองเทควันโด โอลิมปิก มาเป็นของขวัญคนไทยทั้งชาติให้ได้ หนูไม่ต้องขอโทษสังคมก็ได้ แต่ขอให้สำนึกว่านักกีฬาคือตัวอย่างของ ความอดทน อดกลั้น ความมีระเบียบวินัย ความเคารพอ่อนน้อม ถ่อมตน มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ การมีน้ำใจนักกีฬาการรู้จักให้อภัย รู้แพ้รูชนะเหล่านี้ต่างหากคือหัวใจของคนที่เป็นนักกีฬาอย่างแท้จริง...

.........................................

(หมายเหตุ : เรื่อง'ก้อย'รุ่งระวีนักกีฬาเทควันโด VS 'โค้ชเช'เกาหลี สะท้อนเรื่องอะไรบ้าง? :  ท่านคมสรณ์ ข่าวสารงาน-พระธรรมทูตอินเดียรายงาน ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗
 

"}])