
พระกริ่งเฉลิมพลทองคำลายเซ็นพระองค์เจ้าเฉลิมพล ฑิฆัมพร
พระกริ่งเฉลิมพลทองคำลายเซ็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพล ฑิฆัมพร : เรื่อง/ภาพ ไตรเทพ ไกรงู
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพล ฑิฆัมพร หรือ พระองค์ชายกลาง เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล (พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งเป็นพระอนุชาร่วมพระครรภ์ โภทรกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มีพระเชษฐาและพระอนุชา คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ
พระองค์ชายกลางทรงมีความเกี่ยวพันกับตำนานการสร้างพระหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านทรงคบหาสนิทสนมเป็นมิตรกับคหบดีใหญ่ปักษ์ใต้ คือ คุณอนันต์ คณานุรักษ์ และได้รับมอบพระเครื่องหลวงปู่ทวดเนื้อว่าน พ.ศ.๒๔๙๗ จากคุณอนันต์มาหนึ่งองค์โดยทรงบูชาติดตัวประจำ
ครั้งหนึ่งรถยนต์ที่พระองค์ชายกลางประทับเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ แต่พระองค์ไม่มีอันตรายแม้แต่รอยขีดข่วน ทำให้ท่านเกิดความศรัทธาในองค์หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ อย่างสูง และเมื่อทางวัดโดยพระอาจารย์ทิม และคุณอนันต์ จะจัดสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวด พ.ศ.๒๕๐๕ ท่านจึงปวารณาตัวขอเป็นผู้อุปถัมภ์ในการจัดสร้าง และได้นำชนวนโลหะอันศักดิ์สิทธิ์มาเทหล่อเป็นเนื้อโลหะต่างๆ ที่กรุงเทพมหานคร กลายเป็นพระรุ่น พ.ศ.๒๕๐๕ ที่ลือลั่นมาจนถึงปัจจุบัน
ในการจัดสร้างพระครั้งนั้น เนื่องด้วยเสด็จพระองค์ชายกลางเป็นผู้อุปถัมภ์ จึงสำเร็จลุล่วงด้วยดี และท่านได้จัดสร้าง "พระกริ่ง" อันงดงามด้วยพุทธลักษณะขึ้นในครั้งนั้นด้วย เมื่อทำการหล่อพระกริ่งได้โปรดให้ช่างแกะแม่พิมพ์ขึ้นและเททองปลุกเสกโดยพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้พร้อมกันกับพระเครื่องหลวงปู่ทวด พ.ศ.๒๕๐๕
ครั้นเสร็จจากพิธีเสด็จ ท่านได้ถวายพระกริ่งซึ่งสำเร็จขึ้นมีพุทธลักษณะงดงามให้วัดช้างให้จำนวน ๓๐๐ องค์ ซึ่งเรียกกันต่อมาว่า "พระกริ่งใหญ่หลวงปู่ทวด" หรือ "พระกริ่งวัดช้างให้" ส่วนที่เหลือทรงนำมาถวายให้วัดตาก้อง ด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพรนั้นท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง และปลุกเสกอีกวาระโดยเกจิอาจารย์สายนครปฐม ผู้คนเรียกกันว่า "พระกริ่งเฉลิมพล" ซึ่งทั้งสองประเภทได้รับความนิยมแสวงหาจากนักสะสมอย่างยิ่ง และต่อมาผู้คนก็พลอยเรียกพระกริ่งของวัดช้างให้ว่าพระกริ่งเฉลิมพลไปด้วย
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร ทรงเป็นเจ้านายที่ทรงพระปรีชารอบรู้และฝักใฝ่พระทัยในศิลปะและวรรณคดี ได้ทรงเกื้อกูลและอุปถัมภ์ทั้งศิลปะและศิลปินตลอดมา ได้ทรงชักชวนให้คุณธนิต อยู่โพธิ์ เขียนเรื่องงานศิลปะเกี่ยวกับโขนต่อไปหลังจากที่ได้เขียนเรื่องโขนเมื่อหลายปีมาแล้วสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ พระชันษา ๗๘ พรรษา
นายอนันต์ คณานุรักษ์
"ขุ้นขิ้ม" เป็นชื่อจีนของ "นายอนันต์ คณานุรักษ์" เป็นบุตรขุนจำเริญภักดี (บั่นฮก) กับนางอิ่ม ปู่คือคุณพระจีนคณานุรักษ์ ปู่ทวดคือหลวงสำเร็จกิจกรจางวาง เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๙ ณ บ้านเลขที่ ๒๙ ถนนอาเนาะรู ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี
ประสบการณ์การทำงานเพื่อสังคมและส่วนรวมของนายอนันต์ที่มีต่อจังหวัดปัตตานี มีมากมาย อาทิ เป็นเสือป่า, เป็นกรรมการสโมสรข้าราชการ, เป็นนายกสมาคม และกรรมการสมาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ปัตตานี, เป็นกรรมการในการเรี่ยไรเงินสงเคราะห์ประชาชนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒, เคยร่วมมือกับหลวงสุนาวินวิวัฒน์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งข้าหลวง จ.ปัตตานี ช่วยกันต่อต้านการยกพลขึ้นบกของทหารญี่ปุ่นเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔, เป็นหัวหน้าหาเงินช่วยราชการทหารในการเรียกร้องเอาดินแดนคืนจากประเทศฝรั่งเศส, เป็นรองผู้อำนวยการป้องกันภัยทางอากาศ ฯลฯ
นายอนันต์ ได้สร้างกุฏิไว้ที่วัดปากฬ่อ ๑ หลัง สร้างศาลาพักร้อนที่วนอุทยานน้ำตกทรายขาว ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ ๑ หลัง และได้ยกที่ดินที่ติดถนนนาเกลือจำนวน ๑๐ ไร่ ให้ทางราชการสร้างโรงเรียน โดยให้ชื่อว่า "โรงเรียนเมืองปัตตานี"
นายอนันต์ เข้าสู่วงการเมืองท้องถิ่นของปัตตานี เมื่อครั้งรัฐบาลได้จัดตั้งให้มีเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทศมนตรีสมัยแรกของปัตตานี และอีกหนึ่งสมัยต่อมาที่ขุนเจริญวรเวช (เจริญ สืบแสง) เป็นนายกเทศมนตรี และนายอนันต์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองปัตตานี เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๔๘๙
ในสมัยที่เป็นเทศมนตรีเมืองปัตตานีนี้เองที่นายอนันต์ ได้ขอจดทะเบียนตั้งนามสกุลใหม่ว่า "คณานุรักษ์" เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๘๓ ซึ่งเดิมตระกูลนี้ใช้นามสกุลพระราชทานว่า "ตันธนวัฒน์" แต่เพื่อให้ถูกต้องตามสมัยรัฐนิยม ตามคำแนะนำของหลวงสุนาวินวิวัฒน์ ข้าหลวงจังหวัดปัตตานีในสมัยนั้น จึงได้ใช้ราชทินนามของคุณพระจีนคณานุรักษ์ มาตั้งเป็นนามสกุลใหม่
นายอนันต์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศจากการเป็นผู้รับนิมิตฝันจากหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ให้สร้างพระเครื่องหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด รุ่นแรก ร่วมกับพระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม) เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๗ เพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างพระอุโบสถและบูรณะวัดช้างให้
นอกจากนี้แล้วนายอนันต์ยังเป็นที่กล่าวขวัญถึงในแวดวงผู้นิยมเลี้ยงนกเขาชวาเสียง ด้วยการเป็นเจ้าของนกเขาชวาเสียงใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ชื่อว่า "ลูกแดง" ซึ่งได้มาจากคลอง ๑๙ จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘
ด้วยจากคุณงามความดีทั้งหลายที่ได้นายอนันต์ได้ประกอบให้บ้านเมือง ทำให้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๘ นายอนันต์ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ สิริรวมอายุได้ ๗๓ ปี
ภาพแห่งประวัติศาสตร์
นายสุขธรรม ปานศรี ประธานบริษัท แม็กกา อาร์.ดี. (กรุ๊ป) จำกัด เจ้าของธุรกิจจำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระ หรือที่คนในวงการรถยนต์รู้จักในชื่อ “เฮียกุ่ย” ซึ่งที่สนิทชิดเชื้อคบค้ากับนายอุดม กวัสราภรณ์ ที่คนในวงการนิยมเรียกว่า "เสี่ยดม" ปูชนียบุคคลของวงการพระเครื่อง ก่อนจะปิดฉากตำนานเซียนใหญ่ ทั้งนี้ เฮียกุ่ย ได้รับช่วงพระเครื่องจำนวนหนึ่งมาจากเสี่ยดม ซึ่งขึ้นชื่อว่า “เป็นพระองค์ครู”
เฮียกุ่ยบอกว่า "เสี่ยดม" ปูชนียบุคคลของวงการพระเครื่อง เมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการพิจารณาพระเครื่องชุดเบญจภาคี โดยเฉพาะพระสมเด็จ ระดับครูบาอาจารย์ของคนในวงการเลยทีเดียว เมื่อครั้งที่เสี่ยดมมีชีวิตอยู่ทั้งเซียนเล็กเซียนใหญ่ นักการเมือง รวมทั้งข้าราชการผู้ใหญ่มักจะไปมาหาสู่กับเสี่ยดมเป็นประจำ เพื่อขอแบ่งพระจากเสี่ยดมมาใช้ ส่วนใครที่พูดว่า "เสี่ยดมขอเช่าพระหน่อย" จะถูกไล่กลับออกมาไม่เป็นท่าทุกราย
นอกจากพระเครื่องและวัตถุโบราณที่มีอยู่เต็มบ้านแล้ว ยังมีภาพบุคคลสำคัญ ทั้งรัฐมนตรี นักการเมือง นายทหาร ข้าราชการผู้ใหญ่ รวมทั้งนักธุรกิจแวะเวียนไปเยี่ยมด้วย ทั้งนี้ เสี่ยดมได้ให้ภาพถ่ายมา ๒ ใบ โดยใบหนึ่งเป็นภาพของกรรมการวัดช้างให้ประมาณ พ.ศ.๒๕๐๐ (บวก-ลบไม่เกิน ๕ ปี) บริเวณประตูใหญ่ของวัด เมื่อครั้งที่อาจารย์ทิมยังมีชีวิตยู่ ในภาพ คุณอนันต์ คณานุรักษ์ นั่งอยู่ด้านขวาของอาจารย์ทิม ถ่ายภาพโดยคุณจำเริญ วัฒนายากร



