
พระพิมพ์สมเด็จย้อนยุควัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
พระพิมพ์สมเด็จย้อนยุควัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร : พระองค์ครู เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู
วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร เป็นวัดเก่ามาแต่โบราณ ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาตามหลักฐานในหน้าประวัติศาสตร์ ชื่อว่า “วัดบางหว้าใหญ่” และสาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดนั้น ตามหลักฐานในพระราชพงศาวดาร เล่าไว้ว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้มีการขุดดินเพื่อประสงค์จะทำสระแล้วสร้างหอไตรปิฎก ระหว่างที่ขุดดินอยู่นั้นได้พบระฆังลูกหนึ่ง เมื่อลองตีดูปรากฏว่ามีเสียงไพเราะยิ่งนัก
ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ จึงทรงขอไปไว้ที่หอระฆังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วในพระบรมมหาราชวัง ในปัจจุบันและได้สร้างระฆังขึ้นใหม่ถึง ๕ ลูก และทรงสร้างหอระฆังให้ด้วย ทรงพระราชทานนามวัดเสียใหม่ว่า “วัดระฆังโฆสิตาราม“ ต่อมาในรัชสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงให้เปลี่ยนนามวัดระฆังเป็น "วัดราชคัณฑิยาราม " (คัณฑิ แปลว่า ระฆัง) แต่ไม่มีคนนิยมเรียก คงเรียกสืบต่อกันมาว่า “วัดระฆัง” อย่างนี้เรื่อยมา และเป็นวัดที่สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้มาบวชเป็น สามเณร อยู่จนได้รับพระสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสในลำดับที่ ๖ ของวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหารโดยมี สมเด็จพระสังฆราช (สี) เป็นองค์ปฐมสังฆราชของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก
นอกจากนี้ก็ยังมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ.ทัต เสนีวงศ์) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้วัดนี้ในลำดับต่อต่อมา ภายในวัดยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมายเช่น พระอุโบสถที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ มีพระประธานประจำพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสัมฤทธิ์ ประทับนั่งสมาธิเพชร ประดิษฐานเหนือชุกชี หน้าตักกว้างประมาณ ๔ ศอกเศษ มีรูปพระสาวกอีก ๓ องค์ คือพระสารีบุตร พระอานนท์ และพระโมคคัลลานะ นั่งประนมมือดุจรับพระพุทธโอวาท พระประธานองค์นี้ได้รับการยกย่องว่ามีงดงามยิ่ง หากได้ไปกราบแล้ว นั่งชมพระพักตร์ท่าน จะมีความสุขเหมือนนั่งในพระอุโบสถวัดพระพุทธชินราช จ.พิษณุโลก จะมีความรู้สึกอย่างเดียวกัน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เคยมีพระราชดำรัสว่า "ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที" ด้วยเหตุนี้จึงถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคล "นพรัตน์ราชวราภรณ์และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก" แด่พระพุทธรูปองค์ประธานนี้เป็นพิเศษ นอกจากวัดนี้จะมีความสำคัญในสถานที่แล้ว ยังเป็นที่ก่อเกิดกำเนิดพระเครื่องที่ทรงคุณค่ามากที่สุดของสยามประเทศ นั่นก็คือ “พระพิมพ์สมเด็จ” โดยเป็นการจำลองแบบพระประธานในพระอุโบสถมาเป็นแบบ ในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่ยังคงด้วยความยิ่งใหญ่น่าเลื่อมใส ส่วนใหญ่ทำจากเนื้อหามวลสารที่ทรงคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะผงวิเศษต่างๆ ที่ได้รังสรรค์ขึ้น ก่อเกิดพุทธคุณอันลึกล้ำเกินจินตนาการ
พระพิมพ์สมเด็จย้อนยุค มีการสร้างขึ้นหลายครั้งหลายวาระ โดยลาสุดเพื่อเป็นสิ่งศรัทธาให้ได้ระลึกถึงบุญในการสร้างพุทธสถาน มูลนิธิพุทธคยาได้มีการจัดสร้าง พระพิมพ์สมเด็จย้อนยุคขึ้นเป็นครั้งแรกในรูปแบบดั้งเดิมเหมือนของเก่า ซึ่งการจัดสร้างได้รวบรวมมวลสาร ว่าน ยา ผงวิเศษต่างๆ อันศักดิ์สิทธิ์ ที่เกี่ยวข้องมาเป็นมวลสารหลักสำคัญ



