
'ไม่กระจายอำนาจจึงถูกยึดบ่อย'เสียงจากห้องสันติศึกษา
'ไม่กระจายอำนาจจึงถูกยึดบ่อย'เสียงลอดจากห้องเรียนสันติศึกษา : สำราญ สมพงษ์รายงาน
ผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ กับการเริ่มต้นเรียนหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา โดยตั้งแต่เวลา 08.00-17.00น. ณ ห้องเรียนสันติภาพ อาคารเรียนรวม ชั้น 4 โซน ดี มจร ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนายการสถาบันภาษา เป็นหัวหน้าหลักสูตร เพราะเรียนเฉพาะวันเสาร์เท่านั้น
เริ่มแรกเป็นวิชา "ทฤษฎีสันติภาพ" สอนโดยพระมหาหรรษา ก่อนจะเข้าสู่บทเรียนตั้งแต่เวลา 08.00-09.00น. มีการไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิเจริญภาวนา และรับศีล 5 ทุกครั้ง พระมหาหรรษากล่าวถึงความสำคัญของกิจกรรมนี้ว่า ศีล 5 ถือว่าเป็นพื้นฐานในการทำงาน โดยเฉพาะศีลข้อที่ 2 ที่สอนให้รู้จักการแบ่งปัน หากพูดตามหลักการปกครองก็จะต้องมีการกระจายอำนาจ อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกือบทั้งหมดเหลืออยู่ในส่วนกลางไม่มากนัก จึงทำให้ไม่มีการยึดอำนาจเพราะไม่รู้ว่าจะยึดเอาอะไร
"การแบ่งปันนั้นเป็นการให้แบบไม่มีเงื่อนไข เป็นการให้เพื่อพัฒนาตัวเขาให้ดีขึ้น เป็นการให้อภัยเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์เพื่อจะได้เริ่มต้นกันใหม่คือเป็นการเปลี่ยนผ่านที่พร้อมจะเริ่มเดินไปด้วยกัน โดยเฉพาะการแบ่งปันลมหายใจในสถานที่ทำงานไม่มีลมหายใจแห่งการแย่งชิงกัน ดังนั้น ใครมาเรียนสันติศึกษาดีแน่นอน หากเรียนรัฐศาสตร์ก็มีแต่การแย่งชิงกัน เรียนวิชาทหารก็ฆ่ากัน ขณะเดียวกันการสานเสวนาไม่สำเร็จเพราะไม่เริ่มจากภาวนาเสวนา" หัวหน้าหลักสูตรสันติศึกษา มจร กล่าว
หลังจากนั้นพระมหาหรรษาได้พาเข้าสู่เนื้อหาของ "ทฤษฎีสันติภาพ" โดยระบุว่า การเรียนสันติศึกษาจะได้ความรู้ เปลี่ยนทัศนคติ ได้ทักษะ ได้เครือข่าย และได้สันติสุข โดยนักสันติภาพที่ดีต้องเริ่มจากการพัฒนาชีวิตของตัวเองให้มีสันติภายในเสียก่อนแล้วถึงค่อยออกไปรับใช้สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่นพระพุทธองค์ส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา
พร้อมกันนี้นักสันติภาพจะต้องทำตัวเหมือนโคเขาขาดเหมือนเด็กขอทานเพราะจะทำให้คนที่เราเข้าไปหานั้นไม่รู้สึกกลัว เหมือนผ้าเช็ดเท้าที่คอยซับความทุกข์ของคนอื่น นี้เป็นลักษณะของพระสารีบุตร และทำตัวเหมือนปลาหมึก(พอลล์) คืออ่อนน้อมถ่อมตนสามารถลอดรูเล็กๆได้
สันติภาพนั้นมี 2 อย่างคือ สันติภายในและสันติภาพภายนอก สันติภายในคือความไม่มีอคติ คือ รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร รู้ว่าอะไรเหมาะไม่เหมาะ รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดรู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว รู้ว่าอะไรสูง ต่ำ ดำ ขาว ขณะเดียวกันต้องมีความคิดบวกรักผู้อื่นทั่วถึง เท่าเทียมและเทียงธรรม เช่นพระพุทธเจ้าตรัวว่าพระองค์รักราหุลฉันใดก็รักพระเทวทัตฉันนั้น มีความขัดแยังกันได้แต่ไม่ทำร้ายกัน ไม่กล่าวร้ายกัน คือเห็นต่างกันได้แต่ไม่มีความรุนแรงจากคำพูดหรือการแสดงออก เมื่อมีสันติภายในก็จะทำให้ไม่เสียศูนย์สามารถโบยบินไปสู่ถนนแห่งความขัดแย้งได้อย่างสบาย ดังนั้น บทบาทของนักสันติภาพจึงเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์ นักบุญ โดยเห็นคนอื่นเป็นทุกข์แล้วทนไม่ได้ นี้คือนักสันติภาพเชิงพุทธ
ส่วนสันติภายนอกก็คือความสงบที่มีเงื่อนไขมีตัวแปรวันนี้สงบวันหนึ่งก็กลับมาตีกันอีกยึดอำนาจอีก คุยกันรู้เรื่องอีก 10 ปียึดอำนาจกันอีก
พระมหาหรรษากล่าวถึงทฤษฎีสันติภาพมีอยู่ 4 กลุ่มคือ 1.สันติภาพคือสภาพที่ปราศจากสงครามเป็นแนวทางความคิดของนักการทหารจึงมีจัดตั้งกองกำลังเพื่อรักษาสันติภาพ แต่สงบได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น 2.สันติภาพคือสภาพที่ปราศจากความขัดแย้งมีความหมายกว้างกว่ากลุ่มแรกรวมการด่ากันผ่านสื่อต่างถือเป็นความรุนแรงด้วย 3.สันติภาพคือสภาพที่ปราศจากสงครามและความขัดแย้ง และ4.สันติภาพคือสภาพที่ปราศจากสงครามและขัดแย้งได้
พร้อมกันนี้พระมหาหรรษาได้ระบุถึงความขัดแย้งนั้นเกิดจากมูลเหตุ 1.ข้อมูล 2.ความสัมพันธ์ 2.ผลประโยชน์ 3.โครงสร้าง 4.ค่านิยม ในจำนวนนี้ความขัดแย้งด้านค่านิยมแก้ยากที่สุด ส่วนความขัดแย้งด้านโครงสร้างนั้นดูตัวอย่างโครงสร้างการเมืองไทยจนถึงปัจจุบันก็ยังสร้างไม่เสร็จ รัฐธรรมนูญรื้อแล้วก็รื้ออีก ไม่เหมือนสหรัฐฯหรืออินเดียทำครั้งเดียวจบ
จากเนื้อหาข้างต้นพอจะมองออกว่าบทเรียนที่เรียนนั้นอยู่ ณ ที่ใดเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร บางครั้งนักสันติภาพทำงานแบบไร้ร่องรอย
...............................
(หมายเหตุ : ชมภาพบรรยากาศภายในห้องเรียนสันติศึกษา มจร ได้ที่ http://203.144.216.243/ps/index.php/?p=1190)



