
พศ.สนอง'ประยุทธ์'เปิดฮอตไลน์แจ้งพระนอกรีต
พศ.สนอง'ประยุทธ์'เปิดฮอตไลน์24ชม.แจ้งปัญหาพระนอกรีต ศน.เล็งร่วมม.สงฆ์คัดเลือกพระปฎิบัติดีมอบศึกษา 400 ทุน สมเด็จพระพุทธชินวงศ์หนุนใช้มติศาสนาสร้างปรองดอง
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมายให้ พศ. แก้ไขปัญหาสังคมที่อ่อนแอ โดยเฉพาะเรื่องพระภิกษุที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมทั้งให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง ทั้งนี้ในส่วนของ พศ.ได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนในวันที่ 20 มิถุนายนนี้ พศ.จะเปิดศูนย์ฮอตไลน์แจ้งภัยทางพระพุทธศาสนาหมายเลข 0-2441-6400 กด 2 ซึ่งศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนและภาพที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับพระสงฆ์ปรากฏตามโซเซียลมีเดียจำนวนมาก แต่ปัญหาที่ผ่านมา พศ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าคณะปกครอง รับทราบปัญหาและเบาะแสช้า ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ก่อนจึงแจ้ง พศ.
นายนพรัตน์ กล่าวต่อว่า การเปิดศูนย์ฮอตไลน์ จึงเป็นการเปิดช่องทางให้ประชาชนหรือผู้ที่พบเห็นพฤติกรรมของพระสงฆ์สามารถแจ้งมายังศูนย์ เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที อยากจะฝากไปยังประชาชนทุกคนว่าถ้าพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ ขอให้แจ้งมายังศูนย์ฯทันที อย่ามองข้ามเพราะอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต หลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมาแล้วจะประสานเจ้าคณะปกครอง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงที โดยศูนย์ฯ จะเปิดรับเรื่องร้องเรียนตลอด 24 ชั่วโมง มีศูนย์กลางอยู่ที่ พศ.และจะเชื่อมโยงข้อมูลไปยัง พศจ.ทั่วประเทศ
“พศ.จะประสานกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) โดยจัดตั้งเป็นคณะทำงาน อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้รวบรวมข้อมูลที่ได้รับร้องเรียนมายังศูนย์ฮอตไลน์เป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้ พศ.รับทราบปัญหาและส่งเรื่องไปให้เจ้าคณะปกครองในพื้นที่รับผิดชอบให้เร่งแก้ปัญหาและลงโทษหากพบว่าทำผิดจริงที่สำคัญหากเจ้าคณะปกครองพื้นที่ใดละเลยหรือไม่แก้ไขปัญหา ก็จะสามารถตรวจสอบได้จากจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนในแต่ละเดือน” นายนพรัตน์ กล่าว
ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า นอกจากนี้ตนยังได้เสนอต่อที่ประชุม คสช.เร่งผลักดันพ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวล่าช้ามานานและยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับบทลงโทษพระภิกษุที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ถึงแม้ว่าพ.ร.บ.คณะสงฆ์จะกำหนดให้เจ้าคณะปกครองเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามที่ประชุม คสช.ก็ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของ พศ. แต่คาดว่าภายในเร็วๆนี้ตนจะจัดทำรายละเอียดเสนอให้ คสช.เห็นชอบ ผ่านพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช. ในฐานะเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ ที่กำกับดูแล พศ.
ด้านนายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ มส.และพศ.ในการดูแลควบคุมพฤติกรรมของพระสงฆ์ แต่ในส่วนของ ศน.จะทำหน้าที่สนับสนุนภารกิจงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์มากกว่า เช่น กิจกรรมลานธรรม ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ กิจกรรมวันสำคัญต่างๆ เป็นต้น พร้อมส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์ที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ เพื่อให้เป็นแบบอย่างต่อพระสงฆ์บวชใหม่ ซึ่งจะทำให้ชาวพุทธได้เห็นเรื่องราวดีๆของพระสงฆ์มากขึ้น นอกจากนี้ ศน.จะร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) คัดเลือกพระสงฆ์ที่ปฎิบัติดีเพื่อให้ทุนการศึกษาจำนวน 400 ทุนด้วย
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์หนุนใช้มติศาสนาสร้างปรองดอง
นายกฤษศญพงษ์ เปิดเผยด้วยว่า เมื่อเร็วๆนี้ตนพร้อมด้วยพล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รองหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นถึงความสำคัญในบทบาทของคณะสงฆ์ในการช่วยสร้างความปรองดอง จึงได้เดินทางเข้ากราบนมัสการและถวายรายงานการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของชนในชาติ โดยใช้แนวทางพระพุทธศาสนา ภายใต้แนวทางการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่วัดพิชยญาติการาม
ทั้งนี้ที่ประชุมคณะสงฆ์หนกลาง ซึ่งมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เป็นประธานได้รับทราบสถานการณ์และความจำเป็นการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ของ คสช. และแผนงานการดำเนินงานในระยะต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการให้สังคมมีความสงบสุขมีความปรองดองสมานฉันท์ของคนในสังคม
นายกฤษศญพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้อนุโมทนาและเห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศและมีนโยบายส่งเสริมเกี่ยวกับการใช้ศาสนามาช่วยสร้างความปรองดอง ที่สำคัญที่ประชุมเห็นว่าแนวนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับภาระหน้าที่ของศาสนา ที่มุ่งเน้นสอนให้คนเป็นคนดีมีศีลธรรม มีความรักความเมตตาและพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมทางจิตใจที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทั้งนี้คณะสงฆ์ พร้อมให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนแผนงานโครงการและกิจกรรมในมิติทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้ประชาชนเกิดความรักความสามัคคีให้เป็นรูปธรรม
สมศ.ประเมินรอบสี่20ตัวบ่งชี้เน้นคุณธรรมจริยธรรม
ที่อาคารพญาไท พลาซ่า สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)(องค์การมหาชน) ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสมศ. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสมศ.โดยมีศ.ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี เป็นประธานบอร์ดสมศ. ว่า สมศ.ได้จัดทำตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ (พ.ศ.2559-2563) ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านการอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะเริ่มประเมินในเดือนตุลาคม 2558 ซึ่งในการพัฒนาตัวบ่งชี้ดังกล่าวได้เชื่อมโยงนโยบายมาตรฐานการศึกษาของชาติ มุ่งพัฒนาให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา มีคุณธรรมจริยธรรม ทักษะชีวิต การมีงานทำ น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งสอดคล้องกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวม
ผอ.สมศ.กล่าวต่อว่า การประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ยังคงยึดตามคอนเซ็ปท์เดิม ตัวบ่งชี้ 3 มิติ ได้แก่ ตัวบ่งชี้พื้นฐาน ตัวบ่งชี้อัตลักษณ์ผู้เรียน เอกลักษณ์ของสถานศึกษา และตัวบ่งชี้มาตรฐานการส่งเสริม เพื่อประเมิน 7 ด้าน มี 20 ตัวบ่งชี้ คือ 1. ด้านคุณภาพศิษย์ มี 4 ตัวบ่งชี้ โดยได้เพิ่มตัวบ่งชี้เรื่องความเป็นคนดี ซึ่งจะวัดจากการส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษาทำจิตอาสาอย่างน้อย 50 ชั่วโมง หรือการทำงาน กิจกรรมต่างๆ 2.ด้านคุณภาพครู/อาจารย์ 4 ตัวบ่งชี้ เป็นการประเมินคุณภาพเด็กเชื่อมโยงกับคุณภาพของครู โดยระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานดูผลสัมฤทธิ์การเรียน และคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต)ของเด็กที่จะมีผลต่อการให้คะแนนครู ,อาชีวศึกษา ดูความสำเร็จผู้เรียน การได้รับรางวัลระดับนานาชาติ และดูคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา(วีเน็ต) และอุดมศึกษาดูการมีงานทำของบัณฑิต 3.ด้านการบริหารและธรรมาภิบาลของสถานศึกษา 4 ตัวบ่งชี้ เป็นการประเมินตั้งแต่ระดับสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย กรรมการโรงเรียน และผู้อำนวยการโรงเรียน 4.ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน 2 ตัวบ่งชี้ 5.ด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม 2 ตัวบ่งชี้ 6.ด้านอัตลักษณ์เอกลักษณ์ 2 ตัวบ่งชี้ และ 7. ด้านมาตรการส่งเสริม 2 ตัวบ่งชี้ โดยมีการเพิ่มตัวบ่งชี้ประเมินศักยภาพด้านภาษาอังกฤษ
“สำหรับตัวบ่งชี้ที่จะมาใช้แทนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติอุดมศึกษา(ยูเน็ต) คณะกรรมการพัฒนาตัวบ่งชี้ในการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ ได้ปรับเปลี่ยนมาพิจารณา 5 ประเด็น ได้แก่ 1.ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน ICI หรือเทียบเท่า 2.มีรางวัล/ได้รับการยอมรับ/ยกย่องที่สะท้อนความรู้ ความสามารถในระดับนานาชาติ 3. การสำเร็จการศึกษาของนิสิต นักศึกษาในแต่ละรุ่น 4. การมีงานทำหรือสอบได้ทุนศึกษาต่อจากองค์กรทั้งในและต่างประเทศของบัณฑิตระดับปริญญาตรี และ4. ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต” ศ.ดร.ชาญณรงค์กล่าว
ทั้งนี้ในการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่นี้ สมศ.ได้มีการกำหนดเงื่อนไขเกณฑ์ในด้านลบของตัวบ่งชี้ โดยจะมีการตัดแต้มเนื่องจากที่ผ่านมาได้รับข้อร้องเรียนเรื่องคุณภาพของการจัดการศึกษา และเพื่อให้นิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพก็จะเปิดโอกาสให้ร้องเรียนข้อบกพร่องในด้านคุณภาพการเรียนการสอนได้ก่อนและระหว่างการประเมิน แต่หลังจากการประเมินเสร็จสิ้นแล้วไม่สามารถมาเสนอได้ นอกจากนั้น ตัวบ่งชี้แต่ละตัวจะมี 5 คะแนน สถานศึกษาต้องได้ 3.5 คะแนนขึ้นไปในแต่ละตัวบ่งชี้ แต่อนุโลมให้ได้ต่ำกว่า 3.5 คะแนน เพียง 2 ตัวบ่งชี้เท่านั้น โดยจะถือว่าสถานศึกษานั้นผ่านการรับรองแบบมีเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม สมศ.จะประกาศตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ได้ภายในสัปดาห์หน้าผ่านเว็บไซต์ สมศ. www.onesqa.or.th เพื่อให้ภาคประชาชนได้รับทราบ ตรวจสอบ และจะทำคู่มือให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2557



