
ศาสนาพุทธกับวิกฤติการเมืองชี้ควรเจรจาหรือไม่
พระพุทธศาสนาจะช่วยแก้วิกฤติทางการเมืองขณะนี้ได้อย่างไร :เจรจาหรือไม่ควรเจรจา? : ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ มหาวิทยาลัยมหิดลรายงาน
มีพระและนักวิชาการฆราวาสชาวพุทธหลายท่านลงทุนทำวิจัยไปหลายเดือน แล้วสรุปว่า ‘พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เจรจาปรองดองกัน’ หมายความว่า ‘กปปส.และรัฐบาล คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรควรมาเจรจากันเพื่อหาทางออกร่วมกัน’ บางท่านก็ใช้สำนวนสวยๆ ว่า ‘ให้โอกาสประเทศไทยบ้าง’ เพื่อจะโน้มน้าวผู้คนให้เชื่อว่า การปรองดองของกปปส. และ ฝ่ายรัฐบาลจะเป็นทางออกที่ดีแก่วิกฤติ ในขณะนี้ผมอ่านข้อเขียนทางวิชาการของหลายท่าน แล้วต้องขออภัยที่บอกว่าท่านเหล่านี้อธิบายจุดยืนของพระพุทธศาสนาไม่ถูกต้อง
ผมจะอธิบายวิธีจัดการความขัดแย้งในทางพระพุทธศาสนาโดยภาพรวม สิ่งที่ผมอธิบายต่อไปนี้ เป็นข้อสรุปจากบันทึกที่ผมเคยนำไปบรรยายในวงอภิปราย ที่สถาบัน ราชภัฏพระนครแล้วหนหนึ่งเมื่อราวๆสี่ปีก่อน หวังว่าชาวพุทธทั่วไปจะอ่านแล้วนำไปขยายต่อให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ผมจะแบ่งออกเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้:-
ข้อที่ 1 พระพุทธเจ้ามิได้ทรงโปรดระบบการปกครองแบบใดแบบหนึ่ง ไม่ว่าราชาธิปไตย, สามัคคีธรรม, เผด็จการหรือประชาธิปไตย ข้อนี้ อาจบ่งชี้ว่า *ระบบการปกครอง* เป็นสิ่งที่ประชาชนในแต่ละประเทศจะ พึงพัฒนาไปตามเหตุการณ์และภูมิปัญญาของประชาชนในประเทศนั้นๆ เป็นเกณฑ์ สิ่งที่พระองค์ทรงเน้นโดยตลอดก็คือคุณธรรมสำหรับชนชั้นนักปกครองซึ่งจะขาดมิได้เลย อันได้แก่ทศพิธราชธรรม, จักรวัตติวัตร, ราชสังคหวัตถุและการงดเว้นจากอคติ 4 ประการ
สิ่งที่ควรทราบก็คือการก่อกำเนิดของสถาบันกษัตริย์ในพระพุทธศาสนานั้นเป็นเจตน์จำนงของมหาชนเอง (ดูรายละเอียดในอัคคัญญสูตร) ซึ่งต้องการคนมาดูแลทรัพย์สินและความปลอดภัยของประชาชนครั้งแรกก็มีการใช้ศัพท์เรียกผู้ที่เข้ามาดูแลทรัพย์สินและความปลอดภัยของมหาชนว่า ‘สมมต’ หรือ ‘มหาสมมต’ (ซึ่งแปลว่า ‘ผู้ที่ประชาชนยอมรับให้มาทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินและความปลอดภัย’) ต่อมา มีศัพท์พัฒนาขึ้นมาอีก 2 ศัพท์ กล่าวคือ ‘กษัตริย’์ และ ‘ราชา’
‘กษัตริย์’ เป็นคำสันสกฤต ตรงกับคำบาลีว่า ‘ขตฺติย’ ผู้เป็นกษัตริย์ (หรือ ‘ขัตติยะ’) คือ ‘ผู้รับผิดชอบในการปกครองดูแลเขตแดนใดเขตแดนหนึ่งเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินและรักษา ความปลอดภัย โดยประชาชนเห็นชอบให้ทรงมีกองทหารมาดูแลปราบปรามคนร้ายและอภิบาลคนดีไปด้วย’ ถ้าพื้นที่รับผิดชอบดูแลกว้างขวางมากก็จะทรงเรียกว่า ‘มหากษัตริย์’ (ในภาษาสันสกฤต) หรือ ‘มหาขัตติยะ’ (ในภาษาบาลี)
อย่างไรก็ดี คนที่ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘กษัตริย์’ หรือ ‘พระมหากษัตริย์’ ไม่ได้แปลว่าจะอยู่ในตำแหน่งได้นาน เพราะตำแหน่งกษัตริย์เป็นตำแหน่งที่มหาชนคัดเลือกมาเป็น ดังนั้น เมื่อปรากฎว่ากษัตริย์หรือพระมหากษัตริย์มิได้ทรงปกครองดูแลแผ่นดินโดยธรรม ไม่ได้เป็นไปตามที่ประชาชนคาดหวัง ประชาชนก็จะรวมตัวขับไล่‘กษัตริย์’ หรือ ‘พระมหากษัตริย์’พระองค์นั้นออกจากตำแหน่งได้การขับไล่กษัตริย์หรือพระมหากษัตริย์ที่ไม่ทรง ธรรมให้ออกจากตำแหน่งจึงเป็นเรื่องปรกติที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว
เหตุนี้ จึงมีศัพท์อีกคำที่คนอินเดียโบราณคิดขึ้นมายกย่องกษัตริย์ที่ทรงบริหารราชการ แผ่นดินโดยธรรมว่าเป็นผู้ปกครองที่ดีมีคุณธรรมเป็นที่ถูกใจของมหาชน ศัพท์ดังกล่าวนั้น คือ ‘ราชา’ ซึ่งแปลว่า ‘ผู้ทรงทำให้ประชาชนยินดีหรือพอใจระหว่างปกครองประชาชนอยู่’ (ตรงกับภาษาบาลีในพระไตรปิฎกว่า ธมฺเมน ปเรสํ รญฺเชตีติ ราชา [ที.ปา.11/63/102] แปลว่า ‘ผู้ใด [ระหว่างปกครอง] ทำให้ประชาชนคนอื่นๆ พอใจโดยธรรม ผู้นั้นชื่อว่าราชา’)’
ถามว่ามีคุณธรรมข้อไหนที่จะทำให้ ‘กษัตริย์’ หรือ ‘พระมหากษัตริย์’ นั้นทรงเป็น ‘พระราชา’ ได้ อย่างบริบูรณ์? คำตอบก็คือคุณธรรม เช่น ทศพิธราชธรรม, จักรวัตติวัตร, ราชสังคหวัตถุและการงดเว้นจากอคติ ในระหว่างบริหารราชการแผ่นดินนั่นเอง
เพราะฉะนั้นแม้ประเทศชาติจะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบุรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่นักปกครอง (นายกรัฐมนตรีและครม.) จะต้องยึดมั่นในหลักคุณธรรมข้างต้น มิฉะนั้น ประชาชนก็ต้องออกมาไล่เหมือนอย่างที่มหาชนเคยไล่ กษัตริย์หรือพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณกาลนั่นแล้ว
สิ่งที่เราต้องเข้าใจก็คือพระพุทธเจ้าไม่เคยทรงบังคับให้นักปกครองรัฐไหนต้องมีคุณธรรมดังที่กล่าวนี้เลย พระองค์เพียงแต่อธิบายหลักการในทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักกฎแห่งกรรมว่านักปกครองคนใดกอประด้วยคุณธรรมเหล่านี้ นักปกครองคนนั้น ไม่ว่าจะอยู่ ในระบอบการปกครองประเภทไหนก็ตาม จะได้รับความศรัทธาเลื่อมใสจากประชาชน ตรงกันข้ามนักปกครองคนไหนก็ตามที่ปฏิเสธคุณธรรมเหล่านี้ นักปกครองคนนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบไหนก็ตาม ก็จะอยู่ในตำแหน่งนั้นไม่ได้นาน จึงเป็นเรื่องศรัทธาของปัจเจกว่า จะเห็นด้วย และยอมปฏิบัติตามหลักคำสอนเหล่านี้หรือไม่?
ข้อที่ 2 พระพุทธเจ้ามิได้ทรงแต่งตั้งใครเป็นศาสดาหรือตัวแทนพระองค์ ก่อนพระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน แต่ทรงยกให้หลักพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทน (ตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตร (ที.มหา.10/141/178) ที่ว่า ‘โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส เว มมจฺจเยน สตฺถา’ แปลว่า ‘ดูกรอานนท์ ธรรมใดที่เราแสดงไว้แล้ว วินัยใดที่เราบัญญัติไว้แล้วธรรมและวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของเธอเมื่อ เราล่วงลับไป’)
แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงแนะให้ยึดตัวหลักการหรือพระวินัยบัญญัติและพระธรรม ที่ทรงแสดงว่าเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ไม่ต้องเห็นแก่หน้าใคร ถ้าเปรียบกับทางบ้านเมือง ก็คือทรงแนะนำให้ยึด ‘ตัวบทกฎหมาย’ ถือคำ พิพากษาของศาลเป็นที่สิ้นสุดโดยเคร่งครัด นั่นเอง
ดังนั้น เมื่อมีพระภิกษุสามเณรปฏิบัติผิดหลักพระวินัยหรืออธิบายหลักธรรมผิดไปจากที่ทรงแสดงและพระองค์มิได้ทรงอยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วยก็จะให้สงฆ์สรรหาและตั้งตั้ง ‘พระธรรมธร’ (ผู้ชำนาญในพระคัมภีร์หรือพระธรรม) และ ‘พระวินัยธร’ (พระผู้ชำนาญในพระวินัย) ขึ้นมาพิจารณาตรวจสอบว่าข้อปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรเหล่านั้นถูกต้องชอบธรรมด้วยหลักพระธรรมวินัยหรือไม่ทันที
ถ้าแสดงธรรมผิด พระธรรมธรก็จะต้องชี้แจงว่าอธิบายผิดไปอยางไรและที่ถูกควร เป็น อย่างไร ถ้าละเมิดพระวินัยก็ต้องดำเนินการลงโทษ หนักเบาขึ้นกับว่าละเมิดอาบัติอะไร ในกรณีผิดพระวินัยก็ต้องตรวจสอบว่ามีวิธีการลงโทษที่ทรงระบุไว้อย่างไร เพราะอาบัติมีทั้งอาบัติสถานหนัก อันได้แก่ปาราชิกอาบัติขนาดกลางได้แก่สังฆาทิเสส และขนาดเบาได้แก่อนิยต, นิสสัคคียปาจิตตีย์, ปาจิตตีย์, ถุลลัจจัย, ทุกกฎ, ทุพภาษิต
บทลงโทษของอาบัติแต่ละอย่างมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน เมื่อละเมิดพระวินัยแล้ว ไม่มีการประนีประนอมหรือเจรจาใดๆ ภิกษุที่ละเมิดอาบัติต้องได้รับการลงโทษตามควรแล้วแต่กรณีถ้าภิกษุที่ต้องอาบัติแล้วไม่ยอมรับโทษตามที่พระวินัยระบุ พระภิกษุรูปอื่นๆ ในสังฆมณฑลก็จะหามาตรการอื่นๆ มาวิธีคว่ำบาตร เป็นต้นว่าไม่ยอมทำสังฆกรรมใดๆ ด้วย จนในที่สุดภิกษุที่ละเมิดพระวินัยก็อยู่ในสังฆมณฑลไม่ได้
ภิกษุที่ละเมิดพระวินัยแล้วไม่ยอมรับโทษมาตีรวน ขอประนีประนอมหรือปรองดอง โดยอ้างว่าเพื่อความสามัคคีสมานฉันท์ไม่ได้ เพราะสังฆกรรมสงฆ์ จะต้องทำโดยภิกษุปกตัตตะ (ภิกษุที่มีศีลบริสุทธ์ ไม่ละเมิดอาบัติใดๆ) เท่านั้นจึงจะชอบด้วยพระวินัย ถ้ามีภิกษุที่ไม่บริสุทธิ์ กล่าวคือต้องอาบัติปาราชิกปะปนอยู่ในการประกอบกิจกรรมเช่น อุปสมบทกรรม ถ้าจำนวนภิกษุที่ต้องปาราชิกมีมากจนภิกษุที่บริสุทธิ์ไม่ครบองค์สงฆ์ พิธีอุปสมบทกรรมนั้นก็ไม่สำเร็จ ผู้ที่สงฆ์บวชให้แล้วก็ยังไม่เป็นพระ อยู่ดีเพราะ ผู้บวชให้ไม่ใช่พระ (พระที่ต้องอาบัติปาราชิกจะขาดความเป็นพระไปทันที) ดังนั้น พระภิกษุที่จะประกอบพิธีกรรม ร่วมกันจะต้องรักษาศีลหรือปฏิบัติตามหลักพระวินัย อย่างเคร่งครัดเสมอเหมือนกันหมด
*การสมานฉันท์*และ *การปรองดอง* เป็นเรื่องที่พระภิกษุสงฆ์ที่มี ‘สีลสามัญญตา’ (ยอมรับในหลักของศีลหรือพระวินัยและปฏิบัติตามหลักพระวินัยเหมือนๆ กัน) และ ‘ทิฏฐิสามัญญตา’ (ยอมรับในหลักธรรมทั่วไปเหมือนกัน) เท่านั้นที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน ไม่ใช่ว่าจะพยายามเอาพระที่ละเมิดพระวินัยมาให้ปรองดองกับพระที่รักษาพระวินัยอย่างเคร่งครัดซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถ้ามีภิกษุประเภททุมมังกุ (หัวดื้อ ไม่ยอมปฏิบัติตาม หลักพระวินัย) ในสังฆมณฑล พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ดำเนินการกับภิกษุเช่นนี้ด้วยหลาย มาตรการ เช่น อุกเขปนียกรรม (ไม่ให้ใครคบด้วย), ปัพพาชนียกรรม (ไล่ออกจาก สังฆมณฑล), นิยสกรรม (ถอดยศหรือตัดสิทธิ์) ฯลฯ เพราะฉะนั้น จะให้ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ไปปรองดองกับภิกษุที่ละเมิดพระวินัยจึงเป็นไปไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ พระสงฆ์จึงต้องลงฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือนเพื่อเตือนสติกันว่าทุกๆรูปยังเคารพในหลักพระธรรมวินัยเช่นเดียวกันอยู่ พระสงฆ์ที่ลงฟังพระปาติโมกข์ก็คือพระสงฆ์ที่ยอมรับให้ ‘หลักพระธรรมวินัย’ เป็นศาสดานั่นเอง
ถ้าพิจารณาตามข้อมูลนี้ในเชิงปกครอง อาจจะพรรณาด้วยภาษาสมัยใหม่ได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็น *นักนิติรัฐนิติธรรม* ทรงใช้ *หลักธรรมาธิปไตย* (ยึด ‘หลักธรรมวินัย’ หรือหลักการหรือ ‘กฎระเบียบ’ หรือ ‘ธรรมนูญ’) เป็นบรรทัดฐานในการบริหาร จัดการความขัดแย้งโดยไม่มีอคติ เพราะพระองค์ทรงแนะให้พระสงฆ์ ใช้หลัก ‘พระธรรมวินัย’ เป็นศาสดานี่เองพระพุทธศาสนาถึงเจริญมาได้ถึง 2557 จนบัดนี้
ข้อที่3ประเภทของความขัดแย้งและวิธีจัดการ ความขัดแย้งของสงฆ์ในสังฆมณฑล หลักๆ เกิดมาจากความไม่ลงรอยกันในเรื่องศีลหรือพระวินัยและการตีความพระธรรมแตกต่างกันจนเกิดความขัดแย้ง พูดง่ายๆ ว่าความขัดแย้งหลักๆ เกิดมาจากการขาดศีล สามัญญตาและทิฏฐิสามัญญตา (ตีความหลักพระธรรมวินัยต่างกันและปฏิบัติแตกต่าง กันไปด้วย)
พระสงฆ์จึงมี*การกิจที่สำคัญที่ต้องทำและจะขาดเสียมิได้* (ซึ่งภาษาพระเรียกว่า *อธิกรณ์*) อยู่ 4 ประการ (รายละเอียดดู วิ.จุลฺล. 6/632/335-694) เพื่อระงับความขัดแย้ง ทั้งปวงบรรดามี ให้หมู่คณะของสงฆ์ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น กล่าวคือ:-
1.วิวาทาธิกรณ์การขัดแย้งกันด้วยเภททกวัตถุ (เรื่องที่มักทำให้สงฆ์แตกแยกกัน) 18 อย่างเป็นต้นว่าอะไรเป็นธรรม? อะไรเป็นวินัย? เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะต้องมีการชี้ขาดโดยพระธรรมธรและพระวินัยธรว่าฝ่ายใดผิดฝ่ายใดถูกโดยไม่ชักช้าเพื่อมิให้ความเข้าใจผิดพัฒนาไปไกลจนเกิดความสับสนในหมู่สงฆ์
2.อนุวาทาธิกรณ์ หมายถึง ‘การโจทย์กันด้วยอาบัติต่างๆ ว่าภิกษุรูปนั้นรูปนี้ต้องอาบัติประเภทนั้นประเภทนี้’หรือ ‘มีการโจทย์กันพระรูปใดรูปหนึ่งมีศีลวิบัติ (ละเมิดพระวินัย) ทิฏฐิวิบัติ (ถือความ เห็นนอกพระพุทธศาสนา) อาจารวิบัติ (มีกิริยามารยาทไม่เหมาะสมแก่ความเป็นสมณะ) หรืออาชีววิบัติ (เลี้ยงชีพผิดไปจากครรลองของพระภิกษุที่ดี) อย่างใดอย่างหนึ่ง’เมื่อมีการโจทย์กันขึ้น สงฆ์ต้องวินิจฉัยให้เด็ดขาดว่าจริงหรือไม่จริงเพื่อให้หมู่คณะคลายความสงสัยลงและมีความไว้วางใจกันและกันต่อไปเหมือนเดิม
3.อาปัตตาธิกรณ์ หมายถึงเมื่อมีการถูกชี้มูลกันว่าภิกษุรูปใดรูปหนึ่งต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในอาบัติ 7 อย่าง กล่าวคือปาราชิก, สังฆาทิเสส, ถุลลัจจัย, ปาจิตตีย์, ปาฏิเทสนียะ, ทุกกฎ, ทุพภาษิต
ภิกษุรูปใดถูกชี้มูลว่าต้องอาบัติใดอาบัติหนึ่ง ท่านจะต้องถูกลงโทษอย่างตรงไปตรงมาตามที่ระบุไว้ในพระวินัย เช่น ถ้าต้องอาบัติปาราชิกก็ต้องถูกไล่ออกจากหมู่คณะต้องสังฆาทิเสสต้องถูกกักบริเวณหรืออยู่กรรมเป็นต้น โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น
4.กิจจาธิกรณ์ หมายความว่าเมื่อมีสังฆกรรมที่สงฆ์ต้องทำเพื่อการชี้แจงหรือลงโทษภิกษุ อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นนิสสารณา (ประกาศคว่ำบาตรหรืองดติดต่อ) และโอสารณา (ประกาศหงายบาตร หรือประกาศให้ติดต่อกันได้อีก) ซึ่งรวมๆ แล้วแบ่งเป็น 4 อย่าง กล่าวคืออปโลกนกรรม, ญัตติกรรม, ญัตติทุติยกรรมและญัตติจตุตถกรรมสงฆ์ต้อง สามัคคีกันดำเนินการทำต่อหน้ากันและกันในที่ชุมนุม เพื่อความโปร่งใสที่เรียกว่าสัมมุขาวินัย จะบ่ายเบี่ยงไม่เข้าร่วมไม่ได้ เพราะฉะนั้น การระงับอธิกรณ์หรือข้อขัดแย้งจึงเป็น ความสามัคคีของสงฆ์ทั้งหมด
ข้อที่ 4วิธีระงับความขัดแย้งในหมู่สงฆ์ ความขัดแย้งของคณะสงฆ์เกิดขึ้นกันอยู่ประจำ หลักๆ ก็ด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัยดังที่กล่าวข้างต้น โดยปรกติ คณะสงฆ์จะมี ‘พระธรรมธร’ (ผู้ทรงไว้ซึ่งพระธรรมหมายถึงแตกฉานในพระธรรม) และ ‘พระวินัยธร’ (ผู้ทรงไว้ซึ่งพระวินัยหมายความว่าแตกฉานในพระวินัย) คอยตรวจสอบเมื่อมีความขัดแย้งกันเกิดขึ้น
เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น คณะสงฆ์มีวิธีระงับความขัดแย้งอยู่ 7 วิธี เรียกกันว่า‘อธิกรณสมถะ’ 7 ประการ (ผู้สนใจรายละเอียด โปรดดูสมถขันธกะ พระไตรปิฎกเล่ม 6 [วิ.จุลฺล. 6/585/299-374]) กล่าวคือ:-
1.สัมมุขาวินัยแปลว่า ‘การระงับ (อธิกรณ์หรือปัญหาความขัดแย้ง)ต่อหน้า’ หมายถึงการจะวินิจฉัยคดีความจะต้องดำเนินการพร้อมหน้าสงฆ์, พร้อมหน้าธรรม, พร้อมหน้าพระวินัยและพร้อมหน้าบุคคล
พร้อมหน้าสงฆ์หมายความว่าสงฆ์หมู่ใหญ่จะต้องมีสังฆสามัคคี กล่าวคือมาชุมนุมพร้อมกันครบองค์ประชุมเพื่อตัดสินคดีความร่วมกัน (เรียกว่าพร้อมหน้าสงฆ์), มีการนำหลักฐานพยานที่เกี่ยวข้องซึ่งยืนยันแล้วว่าเป็นของจริงมาแสดงอ้าง และวินิจฉัยไปตามธรรมวินัย (เรียกว่าพร้อมหน้าธรรมวินัย), คู่วิวาทมาอยู่ต่อหน้าสงฆ์หมู่ใหญ่กันพร้อมหน้าด้วย (เรียกว่าพร้อมหน้าบุคคล)
ข้อสำคัญก็คือว่าพระสงฆ์หมู่ใหญ่ที่จะวินิจฉัยคดีหรือแก้ปัญหาความขัดแย้งจะต้องมีพระภิกษุที่ทรงธรรม (พระธรรมวาที) ทรงวินัย (พระวินัยวาที) มากกว่าพระฝ่ายอธรรมวาทีและ อวินัยวาที มิฉะนั้นแล้ว การวินิจฉัยต่อหน้าดังกล่าวจะกลายเป็น ‘สัมมุขาวินัยเทียม’ (พระไตรปิฎก วิ.จุลฺล.6/587/300 ระบุว่า ‘อธมฺเมน วูปสมฺมติ สมฺมุขาวินยปฏิรูปเกน’ ) หมายความว่าถ้าสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่รู้แจ้งจริงในหลักธรรมวินัยและวินิจฉัยไปอย่างอคติ มิได้อิงหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ข้อวินิจฉัยของสงฆ์หมู่ใหญ่ เช่นนี้ก็เชื่อถือไม่ได้เพราะมิได้เป็นตามพุทธบัญญัติ
2.สติวินัยแปลว่า ‘การระงับโดยวิธีให้สติ’ หมายความว่ามีบางครั้งบางคราวที่ความ ขัดแย้งเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดของพระปุถุชนที่มีต่อพระอรหันต์ กล่าวคือเข้าใจผิดไป เองว่าพระอรหันต์ท่านทำผิด ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว ผู้เป็นพระอรหันต์จะหมดสิ้นกิเลสแล้ว
และมีสติสมบูรณ์ ไม่อยู่ในฐานะที่จะละเมิดพระวินัยข้อใดได้ สงฆ์จึงสวดประกาศยกฟ้อง จำเลย ดังกรณีที่สงฆ์สวดยกฟ้องพระทัพพมัลลบุตร เป็นต้น
3.อมูฬหวินัย แปลว่า ‘การระงับไปเพราะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้บ้าแล้ว’ กรณีนี้สงฆ์ใช้กับพระภิกษุที่ละเมิดพระวินัยขณะที่เป็นบ้า เพราะเหตุที่ระหว่างละเมิดพระวินัยมิได้มีเจตนาทำ สงฆ์จึงต้องสวดยกฟ้องว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจึงมิได้ผิดพระวินัย
4.ปฏิญญาตกรณะ แปลว่า ‘ลงโทษหรือปรับอาบัติตามที่รับสารภาพ’ ในกรณีพระภิกษุ ต้องอาบัติในที่ลับแล้วแสดงความบริสุทธิ์ใจโดยการสารภาพความผิดต่อพระภิกษุด้วยกัน หนักหรือเบาขึ้นกับว่าอาบัติที่สารภาพเป็นอาบัติระดับไหน
5.เยภุยยสิกา แปลว่า ‘การใช้เสียงข้างมาก’ การใช้เสียงของสงฆ์ข้างมากโดยปรกติแล้ว ไม่ใช่ว่าจะเอาภิกษุรูปไหนมารวมกลุ่มเป็นสงฆ์ก็ได้ พระพุทธเจ้าทรงเน้นว่าสงฆ์ที่จะมาตัดสินปัญหาว่าด้วยหลักพระธรรมวินัยนั้นจะต้องเป็นพระภิกษุธรรมวาทีและวินัยวาที (หมายความว่าชำนาญในหลักพระธรรมวินัยและตนเองก็ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยนั้นเคร่งครัดด้วย) เท่านั้น หรือมิฉะนั้น พระสงฆ์ที่เป็นธรรมวาทีและวินัยวาทีจะต้องเป็นส่วนใหญ่ในที่ประชุมก่อนจะลงความเห็นเพื่อเอามติเสียงส่วนใหญ่ไปปฏิบัติ
เช่นที่ปรากฎในพระไตรปิฎก (วิ.จุลฺล.6/586/300) ว่ามีกลุ่มคน 2 ประเภทที่มีผลต่อคำวินิจฉัยในแต่ละความขัดแย้งในคณะสงฆ์กล่าวคือ: อธมฺมวาที ปุคฺคโล อธมฺมวาที สมฺพหุลา อธมฺมวาที สงฺโฆ ธมฺมวาที ปุคฺคโล ธมฺมวาที สมฺพหุลา ธมฺมวาที สงฺโฆ แปลว่า ‘บุคคลที่เป็นอธัมมวาทีคนหนึ่ง, พวกภิกษุอธรรมวาทีหลายคน,หมู่สงฆ์ทั้งหมดเป็นอธรรมวาที,บุคคลที่เป็นธรรมวาทีเพียงคนเดียว ภิกษุธรรมวาทีมีหลายรูปและหมู่สงฆ์ทั้งหมดเป็นธรรมวาที’
บางตอนในพระไตรปิฎกพระองค์ทรงชี้ว่าเป็นหน้าที่ของพระภิกษุฝ่ายธรรมวาทีที่จะต้องอธิบายให้กระจ่างจนกระทั่งทำให้ฝ่ายอธรรมวาทียอมจำนนว่าอะไรเป็นธรรมวินัยแท้ (เช่น พระบาลีในวิ.จุลฺล. 6/588/302: ธมฺมวาที ปุคฺคโล อธมฺมวาทึ ปุคฺคลํ สญฺญาเปติ นิชฺฌาเปติ เปกฺเขติ ทสฺเสติ อนุทสฺเสติ ‘อยํ ธมฺโม อยํ วินโย อิทํ สตฺถุสาสนํ อิมํ คณฺหาหิ อิมํ โรเจหิ’)
6.ตัสสปาปิยสิกา แปลโดยความว่า ‘การระงับด้วยการลงโทษตามที่สงฆ์เห็นสมควร’ วิธีนี้ ใช้เมื่อพระภิกษุรับสารภาพโดยดีแล้วกลับมาปฏิเสธ หรือแรกๆ ปฏิเสธแต่กลับมาสารภาพเข้าลักษณะบุคคลที่กลับกลอก สงฆ์สามารถพิจารณาลงโทษตามที่เห็นสมควร ดังกรณี พระอุปวาฬะในพระไตรปิฎก เป็นต้น
7.ติณวิตถารกะ แปลตามตัวอักษรว่า ‘กลบไว้ด้วยหญ้า’ หมายถึงการระงับด้วยวิธีให้เลิกแล้วกันไป ไม่ติดใจเอาความซึ่งกันและกัน เพราะเป็นโทษเล็กน้อย ไม่ได้หนักหนา สาหัสอะไรและต่างฝ่ายต่างก็ทำผิดเช่นเดียวกัน
ข้อที่ 5คำถามสำคัญก็คือเมื่อพระภิกษุรูปเดียวหรือหลายรูปละเมิดพระวินัยแล้ว สร้างความปั่นป่วนในสังคมสงฆ์ สงฆ์จะยอมให้มีการเจรจากันเพื่อการประนีประนอมหรือปรองดองกันโดยอ้างหลักรัฐศาสตร์ได้หรือไม่?
พระพุทธศาสนาแบ่งคำสอนออกเป็น 2 อย่าง กล่าวคือ ‘วินัย’ กับ ‘ธรรม’ (อภิธรรมก็รวมอยู่ใน ‘ธรรม’ นี้ด้วย)‘วินัย’ เทียบได้กับ ‘กฎหมาย’ หรือ ‘หลักนิติศาสตร์’ ส่วน ‘ธรรม’ อาจเทียบได้กับหลักรัฐศาสตร์ คำถามข้างต้นสามารถตอบได้ว่าในการวินิจฉัยอธิกรณ์ (ในที่นี้ คือ ‘คดีความ’) พระสงฆ์ท่านใช้ทั้งหลักพระวินัย (นิติศาสตร์) และหลักธรรม (รัฐ ศาสตร์) ดังนี้:-
1.ในกรณีหลักพระวินัยหรือหลักนิติศาสตร์ ผู้ละเมิดอาบัติทั้ง 7 อย่างทุกชนิดคณะสงฆ์จะให้บทลงโทษตามหลักพระวินัย ไม่มีการเจรจาเพื่อลดโทษใดๆ ทั้งสิ้นพระพุทธเจ้าทรงยกพระธรรมวินัยเป็นศาสดา เมื่อมี พระวินัยที่ทรงห้ามไว้มิให้ทำ, มีบทลงโทษชัดเจนกำกับไว้ และมีพระภิกษุล่วงละเมิดกฎหมายโดยเจตนา พระภิกษุที่ล่วงละเมิดจะต้องรับโทษแล้วแต่ประเภทของอาบัติที่ต้องโดย ไม่มีข้อยกเว้น
2.ในกรณี ‘หลักธรรม’ หรือ ‘หลักรัฐศาสตร์’ แยกได้ 2 กรณี:-
2.1 มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในหมู่พระภิกษุสงฆ์ โดยที่ความขัดแย้งนั้นแบ่งพระสงฆ์ออก ออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน โดยแต่ละกลุ่มก็อาจจะละเมิดพระวินัยสถานเบาหรือแสดงอากัปปกิริยาไม่เหมาะ สมแก่สมณเพศ คณะสงฆ์อาจใช้วิธี ‘ติณวิตถารกะ’ (กลบไว้ด้วยหญ้า) กล่าวคือไม่ถือสาหาความ เลิกแล้วต่อกันไปโดยไม่ปรับอาบัติอะไรเลยก็ได้ เข้าลักษณะเป็นการประนีประนอมทั้ง 2 ฝ่ายแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องเป็นอาบัติสถานเบาหรือแสดงอาจาระไม่เหมาะสมแก่สมณภาวะซึ่งละเมิดกันทั้ง 2 ฝ่าย ดังเช่นกรณีภิกษุชาวเมือง โกสัมพี เป็นต้น
เงื่อนไขสำคัญก็คือ อาบัติที่จะประนีประนอมกันทั้ง 2 ฝ่ายได้นั้น 1.ต้องไม่ใช่อาบัติหนัก กล่าวคือปาราชิกหรือสังฆาทิเสส 2.จะต้องไม่ใช่อาบัติที่ภิกษุทำผิดต่อคฤหัสถ์ 3.เมื่อจะดำ เนินการประนีประนอมกันทั้ง 2 ฝ่ายต้องไม่มีสมาชิกสงฆ์ผู้ใดกล่าวค้านแม้แต่เสียงเดียว 4.ผู้ไม่ได้เข้าร่วมประชุมสงฆ์ (ผู้ขาดประชุม) ไม่ได้รับการประนีประนอมด้วย
2.2 การสมานฉันท์หรือการปรองดองกันปรกติจะทำในหมู่พระสงฆ์ที่มีสีลสามัญญตาและทิฏฐิสามัญญตาหมายความว่าพระภิกษุที่จะมีสมานฉันท์กันหรืออยู่อย่างปรองดองในสังฆมณฑลด้วยกันจะต้องเคารพพระวินัย, ปฏิบัติตามพระวินัยและไม่พยายามอธิบายธรรมนอกรีต ต่างฝ่ายต่างพยายามปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าแสดงและบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด แม้หากจะละเมิดในบางสิกขาบทบ้าง ก็ยอมรับบทลงโทษ หรือสารภาพต่อสงฆ์เพื่อปลงคืนอาบัติ
ในกรณีที่สังฆมณฑลเต็มไปด้วยพระภิกษุเช่นนี้พระพุทธเจ้าตรัสแนะให้พระภิกษุในสังฆมณฑลทั้งหมดเจริญ พรหมวิหารธรรม, หลักสาราณิยธรรมและอปริหานิยธรรมต่อกันและกันเพื่อเจริญไมตรีและความสมานสามัคคีกลมเกลียวกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เมื่อสรุปนำมาใช้แก้ความขัดแย้งในสังคมไทยขณะนี้
1.เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อชนชั้นปกครองไม่ตั้งอยู่ในหลักทศพิธราชธรรม, จักรวัตติวัตร, ราชสังคหวัตถุและหลีกเว้นจากอคติ 4 ประการ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมาก จะมีประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วยแล้วออกมาขับไล่ตามท้องถนน เรื่องเข่นนี้เคยเกิดมาแล้วแม้แต่ในสมัยโบราณกาล ถ้าไม่ต้องการให้เกิดการประท้วงไล่ จึงจำเป็นอยู่เองที่ผู้นำหรือชนชั้นปกครองจะต้องมีคุณธรรมดังกล่าว
2.การโกงชาวนาในคดีจำนำข้าว, การโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรมเช่น คุณถวิล เปลี่ยนสี, การใช้กำลังฆ่า ตัดตอนคดียาเสพติดไม่น้อยกว่า 2 พันคนโดยไม่ผ่านกระบวน การยุติธรรม ฯลฯ เป็นความผิดขั้นอุกฉกรรจ์ไม่ต่างอะไรกับปาราชิก ถ้ายึดตามหลักพระ พุทธศาสนา ฝ่ายกฎหมายไม่อยู่ในฐานะที่จะไปเจรจาปรองดองอะไรกับคนที่ทำผิดเหล่านี้ ได้นักการเมืองที่ทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวงหรือแกนนำที่มีส่วนเผาบ้านเผาเมือง จะต้องให้กฎหมายลงโทษ อย่างสมควรแก่กรรมที่ได้ทำ
การพยายามประนีประนอมกับคนทำผิดกฎหมายในคดีอุกฉกรรจ์แล้วข่มขู่ศาลเช่นนี้ขัดแย้งกับหลักการทางพระพุทธศาสนา และไม่ได้ชื่อว่าบริหารประเทศด้วยหลักนิติธรรมนิติรัฐ ทั้งไม่ได้ชื่อว่าใช้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนามาเป็นแนวในการบริหารประเทศ ฉะนั้น ทุกฝ่ายจึงควรจะกระตุ้นหรือควบคุมให้การ ดำเนิน คดีจนสิ้นสุด เพื่อให้คน ทำผิด ได้รับโทษตามกฎหมาย และต้องไม่อนุญาตให้มีการข่มขู่ศาล
3.การเจรจาปรองดองควรกระทำในหมู่มหาชนทั้งสองฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมายเล็กน้อย ซึ่งสามารถประนีประนอมโดยไม่ถือสาหาความกันได้ ดังนั้น หากเป็นไปได้ ฝ่ายที่ยึดกฎ หมายหรือกปปส.ควรพยายาม‘แยกน้ำออกจากน้ำมัน’ กล่าวให้ชัดเจนว่าจะดำเนินคดี ความเฉพาะแก่แกนนำที่สร้างความเสียหายหรือความปั่นป่วนแก่ประเทศชาติเท่านั้น
4.พระพุทธเจ้าได้ตรัสแนะให้พระภิกษุฝ่ายธรรมวาทีและวินัยวาทีพยายามโน้มน้าวให้พระภิกษุในสังคมสงฆ์ได้เข้าใจ (เช่น พระบาลีในวิ.จุลฺล. 6/588/302: ธมฺมวาที ปุคฺคโล อธมฺมวาทึ ปุคฺคลํ สญฺญาเปติ นิชฺฌาเปติ เปกฺเขติ ทสฺเสติ อนุทสฺเสติ ‘อยํ ธมฺโม อยํ วินโย อิทํ สตฺถุสาสนํ อิมํ คณฺหาหิ อิมํ โรเจหิ’ ดังกล่าวอ้างข้างต้น) ว่าข้อไรคือหลักพระวินัยแท้ ข้อไรคือหลักธรรมแท้ ข้อไรคือสัทธรรมปฏิรูป (คำสอนแปลกปลอม) เพื่อให้ สมาชิกใน สังคมสงฆ์ได้เข้าใจตรงกันเมื่อมีอธิกรณ์ (คดีความหรือข้อขัดแย้ง) เกิดขึ้นฉันใด กปปส. ก็ควรจัดหาบุคคลกรไปพยายามชี้แจงให้ประชาชนในทุกภาคส่วนทั่วประเทศได้เข้าใจว่าครม.ชุดที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาการอยู่ได้ทำผิดกฎหมายข้อไรบ้าง ฉันนั้น
ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งก็คือยังมีประชาชนในชนบทอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจโดยละเอียดว่ารัฐบาลรักษาการในปัจจุบันกระทำผิดอะไรไปบ้าง
5.หลังจาก ‘แยกน้ำออกจากน้ำมัน’ แล้ว ฝ่ายที่ยึดหลักนิติรัฐนิติธรรมก็พยายามใช้หลัก พรหมวิหารธรรม สาราณิยธรรมและอปริหานิยธรรมมาใช้ ไปทั่วประเทศ เพื่อให้ความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ประชาชนทุกสีทุกเหล่าผู้นิยมนิติรัฐนิติธรรมด้วยกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นฯ



