
แจ้งจับ'ยันตระ'แต่งกายเลียนแบบสงฆ์อีก
แจ้งจับ 'ยันตระ' แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศเตือนพระสงฆ์ปรนนิบัติ กราบไหว้ 'สมี' ไม่เหมาะสม แต่ห้ามศรัทธาชาวบ้านไม่ได้
การปรากฏตัวของนายวินัย ละอองสุวรรณ หรือ อดีตพระยันตระ ที่กลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขอยู่ที่บ้านใน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช นานเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว หลังจากต้องอธิกรณ์ว่าละเมิดเมถุนธรรม ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ และถูกฟ้องร้องคดีอาญาหลายคดีจนต้องหลบหนีไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกานาน 20 ปี จนคดีหมดอายุความ ยังคงอยู่ในความสนใจของชาวพุทธที่คอยติดตามดูพฤติการณ์อยู่ไม่ห่าง เนื่องจากนายวินัยยังคงแต่งกายและประพฤติตนเลียนแบบสงฆ์อยู่เช่นเดิม
ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 เมษายน นายประจิณ ฐานังกรณ์ อายุ 59 ปี ประธานกลุ่มธรรมาธิปไตย อยู่บ้านเลขที่ 338/118 ซอยร่มเกล้า 16 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. เข้าพบ พ.ต.ท.คมกฤช สังข์ทอง พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ กก.5 บก.ป. (กองบังคับการปราบปราม) เพื่อแจ้งความดำเนินคดีนายวินัย ในความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบพระภิกษุ สามเณร หรือนักบวชในศาสนาโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208
นายประจิณ กล่าวว่า เหตุที่เข้าแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากทนไม่ได้กับพฤติการณ์ของนายวินัย ที่เดินทางกลับมาประเทศไทย หลังจากหลบหนีคดีความต่างๆ ไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว จนคดีขาดอายุความ แต่กลับยังแต่งกายด้วยผ้าที่คล้ายจีวรพระสงฆ์ โดยไว้ผมและหนวดเครายาว เข้าพักอาศัยที่ภูมิลำเนาเดิมใน ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การแต่งกายแบบนี้จะให้คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากอดีตพระยันตระต้องการให้ผู้อื่นเข้าใจว่ายังเป็นพระสงฆ์ ทั้งที่ความจริงอาบัติปาราชิกไปแล้ว
นายประจิณ กล่าวต่อว่า ไม่ได้รู้จักกับอดีตพระยันตระเป็นการส่วนตัว เพียงแต่เห็นการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และจะเป็นแบบอย่างไม่ดี ทำให้เกิดการลอกเลียนแบบขึ้นได้
"ไม่ได้รังเกียจอดีตพระยันตระ ในเมื่อคดีความที่เคยถูกกล่าวหาไว้ก่อนหน้านั้นขาดอายุความไปหมดแล้ว ก็สามารถเข้าประเทศได้ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง หากแต่งกายเป็นฆราวาสก็คงไม่เป็นไร แต่เมื่อทำแบบนี้ก็ต้องแจ้งความดำเนินคดี เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อผู้อื่น" นายประจิณ กล่าว
ด้าน พ.ต.ท.คมกฤช กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับเรื่องและสอบปากคำผู้ร้องไว้ ก่อนนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป
สำหรับนายประจิณ เคยเข้าแจ้งความดำเนินคดีอดีตพระยันตระมาแล้วเมื่อปี 2538 ในความผิดข้อหาเดียวกัน โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นสืบเนื่องจาก อดีตพระยันตระถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์กับหญิงสาว โดยการล่อลวงไปเสพเมถุนจนหญิงสาวรายดังกล่าวตั้งครรภ์ และมีบุตรสาว ต่อมาถูกดำเนินคดี แต่อดีตพระยันตระกลับแต่งกายด้วยจีวรสีเขียว ปรากฏภาพที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนหลายแขนง จนเป็นที่ฮือฮาและได้รับฉายาว่า “จิ้งเขียว” หรือ “สมียันตระ” ก่อนจะหลบหนีคดีไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา กระทั่งคดีขาดอายุความ
ด้าน พระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) กล่าวว่า การที่มีประชาชนไปกราบไหว้อดีตพระยันตระนั้น สามารถทำได้ เพราะเป็นศรัทธาของประชาชนและเป็นสิทธิส่วนบุคคล จะไปห้ามไม่ได้ ที่สำคัญขณะนี้อดีตพระยันตระไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์แล้ว หากอดีตพระยันตระจะประพฤติตนคล้ายฤาษี รักษาศีล ดำรงตนอยู่ในความดี รวมทั้งนำประชาชนทำความดี ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อสังคม
อย่างไรก็ตาม พระพรหมสุธี กล่าวถึงกรณีมีพระสงฆ์ไปกราบไหว้อดีตพระยันตระว่า แม้จะเป็นลูกศิษย์กันมาก่อน แต่ขณะนี้สถานะของอดีตพระยันตระคือฆราวาส การที่พระไปกราบหรือไหว้ฆราวาสนั้น ถือว่าไม่เหมาะสม ในขณะที่การบิณฑบาตนำพระสงฆ์ก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน เพราะการบิณฑบาตคือกิจของสงฆ์ ไม่ใช่ของฆราวาส
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า จากการที่ พศ.ได้ตรวจสอบคดีความต่างๆ ของอดีตพระยันตระ พบว่าทุกคดีความหมดอายุความลงแล้ว ดังนั้นอดีตพระยันตระก็ถือว่าไม่มีคดีติดตัว ส่วนกรณีมีภาพประชาชนไปกราบไหว้อดีตพระยันตระถือเป็นสิทธิของเขา เป็นความศรัทธาที่มีต่อตัวบุคคล ซึ่ง พศ.จะไปห้ามความศรัทธาของประชาชนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ขอฝากถึงประชาชนว่า การเคารพศรัทธาควรมีอย่างเหมาะสม



