
'พระปัญญานันทมุนี'แนะแนวทาง'การดับทุกข์แบบชาวพุทธ'
'พระปัญญานันทมุนี'วัดปัญญานันทารามแนะแนวทาง'การดับทุกข์แบบชาวพุทธ'
“โกรธเขาคือโง่ โมโหคือบ้า อิจฉาริษยาเขา คือการจุดไฟเผาตัวเอง” คือสิ่งที่ "พระปัญญานันทมุนี" เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม และเจ้าคณะตำบลคลองหก จ.ปทุมธานี ให้ท่องเป็นคติประจำใจสู่แนวการดำรงชีวิตที่ดี...จากการบรรยายธรรมะพิเศษ หัวข้อ “แนวทางการดับทุกข์แบบชาวพุทธ” ที่อาคารซีพีทาวเวอร์ ถนนสีลม
พระปัญญานันทมุนี กล่าวถึงการเริ่มต้นชีวิตเมื่อมองชีวิตตามความเป็นจริง จะพบว่าชีวิตน่าสนใจมาก สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความรู้สึกของเรา “หากเรียนศาสนานั้นจะต้องเรียนผ่านความรู้สึก” แต่อย่าให้ความเชื่อมาเป็นตัวกำหนดชีวิตเรา เพราะความรู้สึกบางครั้ง บางเวลา บางโอกาส เรามักละเลยที่จะควบคุม และพบแต่ความไม่สบายใจ
ศาสนาจะมองความจริงว่า มีสภาวะที่เกิดขึ้นเพียง ๔ ประการ...ประการที่ ๑ คือ "จิตใจที่เร่าร้อน" เกิดจากความไม่สบายกายไม่สบายใจ ความไม่พึงพอใจ และจิตไม่ปกติ
ประการที่ ๒ คือ "ความรู้สึกไม่อิ่มใจกับสภาพที่เป็นจริง" เกิดจากเราไปเกี่ยวข้องกับความรู้สึกที่ไม่พบความอุ่นใจที่แท้จริง แม้กระทั่งใบหน้าของเรา
ประการที่ ๓ คือ "จิตใจที่เต็มไปด้วยความไม่รู้" คือ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร และก็มองใส่ร้ายตัวเอง จมอยู่กับความมืดบอด
และประการที่ ๔ คือ "ความขาดสติ, หลง, ยึดติด" คือ สภาพจิตใจที่หลงไม่มีสติ จิตใจไม่อยู่กับตนเอง
เราต้องหาทางการดับทุกข์ของเรา ด้วยดวงตาแห่งธรรม ไม่ใช่ความเชื่อ แต่หากถ้าเรายังใช้ความเชื่อเป็นตัวกำกับชีวิตอยู่นั้นเราจะหนีทุกข์ไม่ได้ ซึ่งความทุกข์ของชาวพุทธมาจากจุดเดียวเท่านั้น คือ จุดที่เรามองทุกอย่างตาเห็นแต่เห็นผิด หูได้ยินแต่ฟังผิด กลิ่นมากระทบจมูกแต่ดมผิด
ดังนั้นตรงที่เราเข้าไปสัมผัสนั้น และเราผิดเห็นๆ ผิดได้ยินผิด ได้กลิ่นผิด ได้สัมผัสผิด ได้คิดผิด ตกลงตัวที่ใหญ่ที่สุด คือ เรียกง่ายๆ ว่าเห็นผิดเป็นชอบ
ด้วยเหตุนี้เราทุกคนจึงต้องมี "มิจฉาทิฐิ" การเห็นผิดเป็นความทุกข์ การมองเห็นถูกต้องคือการดับทุกข์ ด้วยหลักธรรมทางพุทธศาสนา หรือ "หลักสัมมาทิฐิ" คือ การมองเห็นตามสภาพความเป็นจริง ไม่มองให้เกิดความพอใจ ไม่มองให้เกิดความไม่พอใจ
เครื่องมือที่ทำให้เราอยู่ได้อย่างมีสติปัญญาในการดับทุกข์ ตามแนวพุทธศาสนาคือ สติปัญญาเกิดที่ไหนตรงนั้นดับทุกข์ การดับทุกข์ในทางศาสนาให้เราอยู่ในคนที่ขาด
ความรอบคอบและดูแลตัวเอง เพราะฉะนั้น ทุกครั้งเราจะต้องใช้เครื่องนี้ในการดับทุกข์ของตัวเอง
พระปัญญานันทมุนี กล่าวทิ้งท้ายถึงการนำศาสนาไปใช้ การที่เราเป็นคนมีทุกข์และดับทุกข์ได้ การดับทุกข์ คือ มีการระมัดระวังตั้งใจใคร่ครวญที่ครั้งที่ตาเห็นรูปหูฟังเสียงจมูกดมกลิ่นลิ้นลิ้มรสกายสัมผัสใจนึกคิดสั้นที่สุด คือ ระมัดระวังสติสัมปชัญญะ หรือสติปัญญา ความทุกข์จะไม่เกิดหากทุกคนใช้หลักพุทธศาสนา ตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ
ทุกครั้งที่ชีวิตเรายังคงต้องเดินไปบนโลกใบนี้ เราจะต้องเอาแบบของชาวพุทธมาดับความทุกข์ที่เกิดขึ้นด้วยความพอใจ และความไม่พอใจ และที่สำคัญคือ การเดินทางสายกลาง ระมัดระวัง ตั้งใจ ใคร่ครวญ ถ้าทุกคนนำหลักนี้มาใช้ความทุกข์ก็จะไม่เกิด
ท่านผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังธรรมในโครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ติดต่อได้ที่ ชั้น ๑๑ อาคารซีพี ทาวเวอร์ ถนนสีลม ทุกวันศุกร์ เวลา ๑๒.๐๐-๑๓.๓๐ น. สอบถาม โทร.๐-๒๖๗๗-๑๙๐๑ หรือ www.cpall.co.th <http://www.cpall.co.th/>
สำหรับการบรรยายธรรมในเดือนเมษายนนี้ มีดังนี้...วันศุกร์ที่ ๔ เมษายน เรื่อง “กฎแห่งกรรม” โดยพระครูภาวนาวีรคุณ เจ้าอาวาสวัดวีระโชติธรรมาราม จ.ฉะเชิงเทรา...วันศุกร์ที่ ๑๑ เมษายน เรื่อง “ธรรมะรับปีใหม่พร้อมใจรับความสุข” โดยพระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา กทม.....วันศุกร์ที่ ๑๘ เมษายน เรื่อง “เจาะลึกชาวพุทธ” โดยพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส กทม. และอธิการบดี ม.มหาจุฬาฯ, ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์.... (นัดพิเศษ เวลา ๑๒.๐๐-๑๔.๓๐ น. มีการแสดงและการออกบูธจำหน่ายสินค้า)...วันศุกร์ที่ ๒๕ เมษายน เรื่อง “ฉลาดทำใจ” โดยพระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ



