
'พฤกษาธิปไตย'ที่สุดแห่งการพึ่งพิงของชุมชน
'พฤกษาธิปไตย'ที่สุดแห่งการพึ่งพิงของชุมชน : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยนภาพร แจ่มทับทิม เรื่องและภาพ
พื้นที่ลานกว้าง เปิดโล่ง ไร้ผนังกำแพงกั้นของ สำนักสงฆ์สวนป่าบ้านดอนยานาง อ.ดอนสมบูรณ์ จ.กาฬสินธุ์ หากมองจากโครงสร้างภายนอก คงเป็นไปตามแบบฉบับของวัดป่าที่ไม่มีวิหารวิจิตรงดงาม แต่เน้นประโยชน์การใช้สอย อันประกอบไปด้วยโครงเหล็กวางเรียงซ้อนกัน ใต้ถุนด้านล่างไว้รองรับญาติโยมผู้ปฏิบัติธรรมรับประทานอาหาร แต่ที่น่าสนใจคือ การติดตั้งระบบโซล่าเซลล์เพื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ภายในวัด ซึ่งทำให้สถานที่การปฏิบัติธรรมแห่งนี้เป็นที่พึ่งพิงอาศัยกับผู้คนและชุมชนโดยรอบ
รับฟังแนวความคิดดังกล่าวจาก พระปลัดเดชา อาสโภ เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์สวนป่าบ้านดอนยานาง และศูนย์เครือข่ายวิทยุพระพุทธศาสนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า แนวความคิดที่ต้องการให้วัดวาสามารถพึ่งพิงตนเองและให้ญาติโยมมาพึ่งพาได้ เริ่มตั้งแต่การวางโครงสร้างศาลาปฏิบัติและองค์ประกอบต่างๆ ของวัดที่ออกแบบให้ทุกส่วนทั้งหลังคา พื้นด้านบน ใต้ถุน สามารถใช้ประโยชน์ได้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนศาลาปฏิบัติธรรม
“จากพื้นที่ป่ารกร้างได้รับการพัฒนาให้เป็นสวนป่าแห่งการปฏิบัติ จากการสนับสนุนของญาติโยม เดิมทีคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท แต่อาตมาคิดว่าขณะที่ญาติโยมก้าวเข้ามาในวัด คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้อะไรเลยจากวัด แต่จะเห็นตู้บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟ ทำให้กลับไปมองว่า ปัจจุบันนี้โลกพัฒนาไปอย่างไร มีทางออก ทางเลือกอย่างไรบ้างที่จะทำให้วัดพึ่งพาตนเอง โดยไม่เป็นภาระแก่ญาติโยม จนกระทั่งเกิดเป็นศาลาปฏิบัติธรรมที่ก่อสร้างให้ทุกส่วนของศาลาทำหน้าที่รับผิดชอบตนเองทั้งในส่วนของการผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้ประโยชน์กลับคืนสู่วัดและกลับคืนสู่สังคมได้ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว
“พระสงฆ์ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่คือจะทำอย่างไรให้วัดอยู่ได้อย่างยั่งยืน และทำอย่างไรให้ชุมชนได้พึ่งพาวัดได้อย่างแท้จริง เปรียบเสมือนให้ศาลาของวัดเป็นดังสิ่งที่ทำให้เกิดสาระ หากเป็นภาษาลาวคำว่า 'ศาลา' จะเรียกว่าหอแจก เพราะพระสงฆ์ทำหน้าที่แจกธรรม ญาติโยมได้แจกทาน... "
พระปลัดเดชา เปรียบเทียบว่า การสร้างศาลาปฏิบัติแห่งนี้ มาจากธรรมชาติที่สอนให้เราต้องหาทางออกจากความทุกข์ของสมภารที่แปลว่าผู้รับภาระ จากการสะสมภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้าของวัด เหมือนคนที่อยู่ในเมืองหนาวที่คิดค้นฮีตเตอร์ขึ้นมาเพื่อสร้างความอบอุ่น
“การที่วัดจะต้องรับผิดชอบค่าไฟฟ้าอย่างนี้ตลอดไป จะต้องกลับมาพิจารณาว่ามีทางเลือกอื่นๆ อีกหรือไม่ จึงทำให้เริ่มศึกษา ปรึกษาหารือ การดูงานแห่งผลิตโซลาร์ฟาร์ม และนำมาต่อยอดว่าหากเราไม่ได้ผลิตเพื่อขาย แต่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จะสามารถทำได้หรือไม่ จากการศึกษาตัวบทกฎหมายที่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ จึงเป็นที่มาของการทำให้ศาลาแห่งนี้เกิดขึ้นเพื่อดูแลโยมและดูแลพระ ดูแลวัดด้วย จากนี้ต่อไปคนอื่นต้องการจะใช้เป็นแบบอย่างบ้างก็ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด
“ถ้าทำได้ตามเป้าหมายที่ออกแบบไว้ โดยคาดว่าระบบโซลาร์เซลล์เพื่อทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าจะใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในช่วงก่อนเข้าพรรษาในปีนี้ ค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของวัดจะกลายเป็นศูนย์ ขณะเดียวกันทางการไฟฟ้าจะต้องมาจ่ายคืนให้วัดด้วย เพราะวัดผลิตได้มากกว่าซึ่งมีปริมาณการใช้ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่สามารถผลิตได้
“เมื่อวัดสามารถผลิตพลังงานและเก็บสะสมไปเรื่อยๆ พึ่งพาตนเองได้ญาติโยมก็จะมีความสบายใจในการเข้ามาปฏิบัติกับวัด การเข้ามามีส่วนร่วมของคนในชุมชนก็จะมีความสะดวกสบายมากขึ้น ดังนั้นการเผยแผ่ศาสนาของพระสงฆ์ย่อมทำหน้าที่เปรียบเสมือนรากต้นไม้ที่ดูดน้ำและอาหารให้ขึ้นไปหล่อเลี้ยงลำต้น ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งต่อเรื่องศีลเรื่องธรรม คุณธรรมตั้งแต่รากไปจนถึงยอด ดังแนวคิดเรื่องพฤกษาธิปไตยของท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ”
พระปลัดเดชา กล่าวว่า อีสานเป็นแหล่งอารยธรรมมาตั้งแต่โบราณกาล โดยมีเบ้าหล่อหลอมศูนย์รวมทางจิตใจ คือหลักธรรมคำสอน หากเราทุกคนมองเห็นประโยชน์ เป้าหมายในสิ่งเดียวกัน และยึดถือในสิ่งเดียวกันย่อมจะเป็นตัวยึดโยงให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันได้
“เช่นเดียวกับการที่บ้าน วัด โรงเรียน หรือ 'บวร' แสดงให้เห็นว่าทั้งสามสิ่งนี้ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ดังนั้น บ้านจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับวัดซึ่งหมายถึงบุคลากรหรือพระสงฆ์จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมเชื่อมโยงผนวกแนวคิดในการขับเคลื่อนสังคมในหมู่บ้านเพื่อดำเนินไปพร้อมกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน
ถามว่าพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงถูกมองว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แต่ในความเป็นจริงดินแดนแห่งนี้กลับอุดมไปด้วยความแกร่งของหลักธรรมคำสอนที่ลงรากหยั่งลึก
“ขณะที่คนเมืองอาจจะมองคนนอกเมืองหรือคนชนบทว่าเป็นคนที่ด้อยการศึกษาเพราะไม่ได้เรียนจบในระดับสูง ขณะเดียวกันคนบ้านนอกก็มองคนเมืองว่าคนเมืองเป็นคนที่ใจแคบวุ่นวาย มันเลยหาจุดเชื่อมต่อกันไม่ได้
“สำหรับคนบ้านนอกนั้นเขาย่อมจะมีครูบาอาจารย์ ถึงแม้ว่าเขาไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษามากนัก แต่เขาสามารถเข้าถึงหลักธรรมคำสอนที่ใช้ในการดำเนินชีวิตมุ่งหน้าไปหาวัด ดังนั้นการหล่อหลอมในลักษณะนี้จึงทำให้คนบ้านนอกเข้าสู่ระบบของศีลธรรมและการเข้าหาความสุขจากหลักศีลธรรม เพราะแนวทางอื่นๆ เป็นการจัดการกับภายนอก จัดการกับคนอื่น แต่เรื่องศาสนาเป็นเรื่องของการจัดการกับภายในและตนเอง เมื่อเราจัดการกับตนเอง เข้าใจตนเอง ปัญหาต่างๆ ย่อมจะไม่มีอย่างแน่นอน”
ดังหลักคิดของการพึ่งพาตนเองและดำรงอยู่เพื่อเกื้อกูลชุมชน นับเป็นหัวใจหลักที่ทำให้พุทธศาสนาลงหลักปักฐานในดินแดนอีสานแห่งนี้
โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นกิจกรรมนำร่องการท่องเที่ยวที่เน้นการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางครูบาอาจารย์ บนพื้นฐานการเรียนรู้รอยธรรมสำคัญวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตท้องถิ่นในลักษณะบุญจาริก เพื่อเรียนรู้รอยธรรมสำคัญรายทางแล้วอยู่ปฏิบัติบูชา ซึ่งทางคณะหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ทำกิจกรรมปฏิบัติบูชากับครูบาอาจารย์ในคืนเพ็ญภาวนาเป็นประจำทุกเดือน โดยมี นพ.บัญชา พงษ์พานิช และไพโรจน์ สิงบัน เป็นผู้อำนวยกระบวนการเรียนรู้ตลอดรายการ ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ได้ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนวชิรเบญจทัศ กรุงเทพฯ www.bia.or.th



