
อาหารทุกมื้อคือยา
อาหารทุกมื้อคือยา : บาตรเดียวท่องโลก โดยพระพิทยา ฐานิสฺสโร
ชายสูงวัยชาวอเมริกันท่านหนึ่ง รู้สึกกลัว กลุ้มใจเป็นกังวล เป็นทุกข์ใจที่จะต้องได้รับการผ่าตัดในอีกไม่กี่วัน ความกลุ้มกังวลส่งผลให้เกิดความหงุดหงิดกับสถานการณ์ บุคคลที่อยู่รอบข้าง สิ่งต่างๆ รอบตัว รู้สึกว่าในเวลานี้อะไรๆ มันไม่ดีไปเสียทุกอย่าง เขาไม่อยากรู้สึกเช่นนี้เลย แต่เขาหยุดมันไม่ได้ ความกลัว กลุ้มกังวลนั้นวนเวียนจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่
ตอนสุขภาพร่างกายแข็งแรง เคยออกนอกบ้านเกือบทุกวัน ทำงานจนเหนื่อย แต่พอว่าง หยุดเมื่อไหร่ก็ไปเที่ยว สนุกสนาน แล้วก็ทำงานต่อ เบื่อ เหงาก็ออกไปสังสรรค์ดื่ม ดูหนัง ฟังเพลง ชีวิตส่วนใหญ่วนเวียนอยู่เช่นนี้ รับประทานอาหารแต่ที่ชอบ หลายอย่างไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่มิเคยใส่ใจ สนใจ เพราะคิดว่าร่างกายยังแข็งแรง
วันนี้เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้อย่างที่เคยเป็น ต้องควบคุมอาหาร ไม่ค่อยได้ออกไปไหน นั่ง นอนอยู่เฉยๆ เป็นส่วนใหญ่ ยิ่งทำให้รู้สึกชีวิตไม่มีค่า ไร้ญาติมิตร โดยเฉพาะความเจ็บป่วยทางกายและใจที่ไม่สามารถดูแลควบคุม ความทุกข์ยิ่งเพิ่มทวีคูณ
การรับประทานอาหารให้เป็นยาเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อทุกชีวิต เราควรเรียนรู้การรับประทานอาหารแค่เพียงพอประมาณ ไม่ว่าอาหารนั้นจะถูกใจมากแค่ไหนก็ตาม ควรเลือกอาหารที่มีพลังชีวิต ไม่กินอาหารที่เก็บค้างหรือผ่านกระบวนการทางเทคโนโลยีหรือเพิ่มสารปรุงแต่งให้เกิดรสชาติมากเกินไป และควรรับประทานอาหารในมื้อเย็นแต่น้อย เบาๆ หรือไม่รับประทานเป็นครั้งคราว
เมื่ออาหารทุกมื้อคือยาแห่งชีวิต เราจะมีหมอที่ดีที่สุดประจำตัว เราต้องฝึกที่เคารพ รักร่างกาย แต่ไม่หลงใหล เสริมแต่งร่างกายเพื่อหลอกตัวเองและคนอื่น ความสวยงามภายนอกไม่สำคัญเท่า ความสงบ งดงามภายใน การเลือกที่จะดู ฟัง อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ ที่เป็นไปในทางจรรโลงให้เกิดความสงบสุข ปล่อยวาง เห็นความจริงของชีวิต เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตประจำวันเช่นกัน เปรียบเสมือนอาหารหล่อเลี้ยงใจ เราควรฝึกอยู่นิ่งๆ สงบๆ ตามรู้ลมหายใจคนเดียวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูการเคลื่อนไหวดิ้นรนภายใน ยอมรับอย่างที่ปรากฏ เพื่อฐานแห่งจิตใจที่มั่นคง เพราะการรู้เท่าทันอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง มีสติในทุกๆ การกระทำเป็นโอกาสที่ทำให้สติเข้มแข็งเป็นสมาธิ และมีปัญญาในการต่อกรกับความเอร็ดอร่อยทั้งหลายในโลก ที่มิได้นำความสุขอันแท้จริงมาให้
การเสพแต่น้อย พอประมาณตามกาลเทศะในปัจจัยทั้ง ๔ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และลดปัจจัยเสริมอีกมากมายที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จะเป็นการช่วยลดภาระของจิตใจ ไม่ยึดติด หลงใหล เพลิดเพลินซึ่งเป็นภาวะจิตใจที่ไร้ความสุขสงบ
การทำงานทุกอย่างควรประยุกต์ให้เกิดความสุขภายในเสมอในทุกกิจกรรมที่ทำ เพราะนั่นคือเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายหลอก เช่น เงิน ตำแหน่ง ชื่อเสียง ยศ สรรเสริญ ฯลฯ ซึ่งเป็นเพียงเครื่องล่อให้จิต หลงใหล ยึดติด หลงตน และขาดความมั่นคงในที่สุด
การดูแลทั้งกายใจให้เกิดสุขภาวะที่ดี สมบูรณ์ จึงมีความจำเป็นตั้งแต่ต้น เพื่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมที่กำลังจะเกิดขึ้นกับทุกชีวิต ไม่ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท หลงใหล มัวเมา คือ สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรทำให้ปรากฏ
รักษากายใจให้ปกติ คือ การรักษาทุกสิ่งในโลก



