พระเครื่อง

เมื่อตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้

เมื่อตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้

30 มี.ค. 2557

เมื่อตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ เหตุใดจึงไม่ตักตวงความสุขแบบบริโภคนิยม : ปุจฉา-วิสัชนากับพระไพศาล วิสาโล

             ชัยวัฒน์ สุภาวราพงษ์ ปุจฉา : ผมสงสัยครับพระอาจารย์ เมื่อผลคือตายแล้วเอาไปไม่ได้ เหตุใดจึงไม่ตักตวงความสุขที่สัมผัสได้ในโลกนี้ดั่งบริโภคนิยมที่ได้กล่าวมาล่ะครับ คนเราตายทุกคนและไม่รู้ว่าหลังความตายจะเป็นเช่นไร แต่เรารู้ว่า ณ ปัจจุบัน เป็นเช่นไร จะทำอะไรแล้วเกิดสุข สุขในที่นี้แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนสุขที่สนุก แต่บางคนสุขที่สงบ แล้วเราจะใช้อะไรในการแบ่งสุขใดว่าเป็นสุขที่แท้จริง ถ้าบริโภคนิยมไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เราก็ไม่มีเหตุให้ควรละนี่ครับ ผมเชื่อว่าการไม่สร้างบาปดีกว่าการทำบุญนะครับ แล้วบางคนก็ทำบุญโดยหวังผลตอบแทนไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า (ถ้ามี)

             วิสัชนา : พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้ปฏิเสธความสุขทางวัตถุ ดังทรงแนะนำว่าเราไม่ควรปฏิเสธความสุขที่ชอบธรรม ซึ่งหมายถึงความสุขที่ได้มาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เป็นสัมมาอาชีวะ แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราต้องไม่สยบหรือมัวเมาหมกมุ่นในความสุขแม้เป็นความสุขที่ชอบธรรม ทั้งนี้ก็เพราะความหลงมัวเมาในความสุขนั้น นอกจากจะชักนำให้เราเบียดเบียนผู้อื่นหรือทำความชั่วได้ง่าย (เพื่อตักตวงสิ่งเสพให้มากขึ้น) ยังจะทำให้เรามีความสุขได้ยากขึ้น เพราะได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ เกิดความอยากไม่หยุดหย่อน ทั้งอยากได้ปริมาณที่มากขึ้นและอยากได้สิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำเดิม แต่แม้ได้มาแล้วก็ยังไม่หายอยากเสียที

             ปัญหาของบริโภคนิยมอยู่ตรงนี้ คือ ทำให้ผู้คนเชื่อว่าความสุขนั้นเกิดจากวัตถุและสิ่งเสพ ยิ่งมีวัตถุและสิ่งเสพมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น จึงทำให้ผู้คนหมกมุ่นกับการแสวงหาสิ่งเสพ แต่ตักตวงเท่าไร ก็ไม่เคยพอหรือมีความสุขอย่างแท้จริง จึงต้องแสวงหาหรือไล่ล่าต่อไป จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เศรษฐีพันล้านหมื่นล้านจำนวนมาก ไม่ยอมหยุดไล่ล่าหาเงินสักที ทั้ง ๆ ที่เงินที่มีมากมายมหาศาลนั้นใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมด นั่นเป็นเพราะเขาได้กลายเป็นทาสของเงินไปแล้ว สุดท้ายเขาก็ไม่พบกับความสุขที่แท้เสียที

             ความสุขนั้นมีหลายประเภท แต่บริโภคนิยมนั้นลดทอนความสุขให้เหลือแค่อย่างเดียว คือ ความสุขจากวัตถุและความสุขจากการเสพ ทั้ง ๆ ที่ยังมีความสุขที่ประเสริฐกว่านั้น คือ ความสุขจากความสงบ ถ้าหลงติดอยู่ในบริโภคนิยม ก็ยากที่จะเข้าถึงความสุขจากความสงบได้

             อาตมาเชื่อว่าความสุขชนิดนี้เป็นความสุขที่สากล คือ ทุกคนย่อมปรารถนา โหยหาในส่วนลึกของจิตใจ ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะว่า แม้แต่คนที่พรั่งพร้อมด้วยความสุขและได้เสพความสนุกสนานอย่างเต็มที่ ถึงจุดหนึ่งก็พากันแสวงหาความสุขจากความสงบ เพราะเขาพบว่าความสุขจากการเสพนั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการส่วนลึกของจิตใจได้

             นี้คือเหตุผลที่สมาธิภาวนาแพร่หลายไปในสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยคนที่มาฝึกสมาธิภาวนาจำนวนไม่น้อยเป็นเศรษฐี ซีอีโอ หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อะไรทำให้คนเหล่านี้ยอมเสียเวลา (ที่มีน้อยอยู่แล้ว) และยอมปวดเมื่อยมานั่งภาวนา หากไม่ใช่เพราะต้องการความสุขที่วัตถุและเงินทองให้ไม่ได้

             คุณถามว่าจะใช้อะไรในการวัดว่าความสุขใดเป็นความสุขที่แท้ ในความเห็นของอาตมา ตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง ก็คือ ความรู้จักพอ ความสุขที่แท้นั้นเมื่อได้รับแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกพอ จิตใจสงบนิ่ง ไม่ดิ้นรนทะยานอยาก โดยเป็นความรู้สึกที่ยั่งยืน ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อพบแล้วก็หยุดแสวงหา

             ถามว่าความสุขที่บริโภคนิยมชื่นชมยกย่องนั้นสามารถทำให้เกิดความรู้สึกดังกล่าวหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่เลย ไม่ว่า เซ็กส์ ความสนุก หรือเงินทอง ไม่เคยทำให้ผู้คนเกิดความพอใจหรือเต็มอิ่มอย่างแท้จริง ตักตวงเท่าไรก็ไม่พอ ต้องเพิ่มปริมาณหรือเพิ่มรสชาติแปลกใหม่ไปเรื่อย ๆ จึงมีเซ็กส์พิสดาร เปิบพิสดาร และเกมพิสดารมากมายเพื่อปรนเปรอความสุขแก่ผู้คน แต่คนที่ได้เสพสิ่งเหล่านี้ก็ไม่พอใจเสียที

             มีคนมากมายแม้มีเงินล้นเหลือแต่หาความสุขอย่างไรก็ไม่เจอ ในที่สุดก็เข้าหายาเสพติด สุดท้ายก็ตายเพราะฤทธิ์ยา ดังนักร้อง นักแสดง หลายคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ มีชื่อเสียง มีเงินทองมากมาย แต่แล้วก็ตายเพราะยาเสพติด ถ้าความสุขทางวัตถุเป็นสรณะของชีวิตได้อย่างแท้จริง ทำให้จิตใจรู้จักพออย่างแท้จริง จะมีข่าวแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างไร

             ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดมาทั้งที ก็ควรมีโอกาสได้สัมผัสความสุขที่ประเสริฐบ้าง อย่ามัวหลงติดอยู่ในความสุขหยาบๆ พื้นๆ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรปฏิเสธความสุขอย่างหลัง ข้อสำคัญก็คือ เราควรเป็นนายมัน ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นนายเรา

"}])