'ขัดแย้ง'ลาม!วัดตื่นแล้ว'มจร'เร่งดับไฟสร้างสันติ
'ขัดแย้ง'ลาม!วัดตื่นแล้ว 'มจร'เร่งดับไฟสร้างสันติ : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong)
ต้องยอมรับความจริงกันว่าอิทธิพลของแนวความคิดการเมืองประชาธิปไตยในประเทศไทย ได้พัฒนามาถึงขั้นแบ่งสีแบ่งฝ่ายกันลามกระทั้งจะมีการแบ่งประเทศกันแล้ว รวมถึงเข้าไปในวงการพระสงฆ์ถือหางแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน
ที่ผ่านมาคณะสงฆ์ก็พยายามที่จะออกมาประสานร้อยร้าวบ้าง แต่วิธีการส่วนใหญ่จะออกมาในลักษณ์การสวด อย่างเช่นล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมามีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อขอให้ประเทศสงบสุขด้วยที่ ท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 09.00-24.00น. แต่ความขัดแย้งนั้นเป็นระดับของความเห็นระหว่างสัมมาทิฐิกับมิจฉาทิฐิ ดังนั้น การจะแก้มิจฉาทิฐิจะต้องใช้สัมมาทิฐิเป็นตัวนำ การสวดจึงยังไม่มีพลังพอที่จะแก้ความขัดแย้งนั้นได้
เวทีของการสร้างสัมมาทิฐิความเห็นที่ถูกต้องในวงของคณะสงฆ์นั้นพอจะมีอยู่ บ้าง และได้เห็นพระปางห้ามญาติบ้างเช่นพระเทพวิสุทธิกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร และเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เตือนสติว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้ง ให้มีเป้าหมายอย่างเดียว คือ ความสุขสงบและความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง อย่าตั้งแง่ตั้งงอน ให้พูดคุยตกลงกันทีละขั้นทีละตอน หากทั้ง 2 ฝ่ายปรารถนาความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองจริงๆ ไม่ยึดหลักประโยชน์ส่วนตน ต่อให้ปัญหาใหญ่กว่านี้ก็แก้ได้ ย้ำให้มุ่งประโยชน์เพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง
รวมถึงกิจกรรมให้ความรู้อย่างเช่นวันที่ 1 มี.ค.นี้มีการบรรยายเรื่อง "ผู้นำกับการบริหารความขัดแย้ง" โดย พระครูวิเทศพรหมคุณ หลักสูตรปริญญาเอกพุทธบริหารการศึกษา รุ่นที่ 3 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
หรืออย่างเช่นวันจันทร์ที่ 3 มี.ค.นี้ภาควิชาพระพุทธศาสนา คณะพุทธศาสตร์ มจร จัดการสัมมนาทางวิชาการ "พุทธวิธีกับการแก้ไขความขัดแย้ง" โดยพระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร ดร. รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร ผอ.โครงการหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา และ ผศ.ดร.สุเทพ พรมเลิศ อาจารย์ประจำคณะพุทธศาสตร์ มจร เวลา 13.00-16.00น.ที่ห้องประชุมคณะพุทธฯ มจร อ.วังน้อย
พร้อมกันนี้ มจร ได้เห็นภัยของความขัดแยงทางความเห็นดังกล่าว จึงได้ร่วมกับ สำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า พัฒนาหลักสูตร “สันติศึกษา” ในระดับปริญญาโทขึ้นมา โดยมีพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร ขณะนี้ได้เปิดการเรียนการสอนรุ่นที่ 1 เข้าสู่เทอมที่ 2 แล้ว นอกจากจะเรียนในห้องเรียนแล้วยังได้เรียนรู้ในภาคสนามด้วย อย่างเช่นระหว่างวันที่ 16-26 มกราคมที่ผ่านมา พระมหาหรรษาได้นำคณะนิสิตจำนวน 40 รูป/คน เดินทางไปประเทศอินเดีย-เนปาล ตามโครงการ "จาริกสันติธรรม สู่ดินแดนแห่งพุทธภูมิ"
พระมหาหรรษา กล่าวว่า ผลจากการดำเนินตามโครงการฯ นั้น ทำให้นิสิตได้พบ “รอยแห่งสันติภาพ” ที่พระพุทธเจ้าทรงจารึกเอาไว้เป็นหลักปฏิบัติกว่า 2,600 ปี ดังนี้
รอยที่ 1 สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี พุทธคยาเป็นจุดแรกที่วิศวกรสันติภาพได้ศึกษาและเรียนรู้จากสันติภายนอกสู่ สันติภายในใต้ต้นโพธิ์ที่พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐ พระองค์ทรงใช้ความเพียรจนสามารถเอาชนะมารภายนอก และกิเลสมารภายใจ แล้วค้นพบสันติสุขอย่างยั่งยืน และทรงชี้ให้ชาวโลกได้ตระหนักว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” พระองค์พบว่า ทางสุดโต่งทั้งสองด้านคือ ด้านหนึ่งเป็น “การหมกมุ่นอยู่ในกามสุข” ที่ผ่านมายั่วยวนทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจเป็นกับดักให้เราหลงเพลินเพลิน และมั่วเมา ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ “การหมกมุ่น และจมดิ่งอยู่กับความทุกข์ที่เข้ามาพิสูจน์ท้าทายใจ” อันนำไปสู่การย้ำคิดย้ำทำจนทำให้ใจติดหล่มกับความทุกข์ทรมาน ทางสายกลางที่ไม่ติดหล่มความสุข และอยู่เหนือความทุกข์ที่เข้ามาทดสอบ จึงเป็นทางที่ทำให้พระองค์ค้นพบสันติภาพภายในอย่างแท้จริง จะเห็นว่า รอยยิ้มแห่งความรู้ ตื่น และเบิกบานจาก “พระพุทธเมตตา” ได้ทำให้ผู้ที่เข้าไปกราบได้รู้ซึ้งถึงสันติสุขอย่างแท้จริงจากภายในของ พระองค์
รอยที่ 2 รักของพระพุทธองค์เป็นรักที่ไร้ขอบเขตและไร้เงื่อนไข คณะวิศวกรสันติภาพเดินทางไปกราบรอยสันติภาพของพระพุทธองค์ ณ ภูเขาคิชฌกูฎ ซึ่งเป็นดินแดนแคว้นมคธของพระเจ้าพิมพิสาร และปัจจุบันเรียกว่ารัฐพิหาร ทุกรอยที่พระองค์เหยียบย้ำไปนั้นอุดมด้วยความรักโดยมิได้แบ่งแยกว่าเป็น ศัตรู มิตร หรือสัตว์เดรัจฉาน ทั้งๆ ที่พระเทวทัตลอบปลงพระชนม์ของพระองค์โดยการกลิ้งหินลงไปทับ และให้ปล่อยช้างนาฬาคีรีไปทำร้าย แต่พระองค์ได้ทรงแสดงเห็นทุกคนได้ประจักษ์ว่า “พระองค์รักราหุลฉันใด ทรงรักพระเทวทัต และช้างนาฬาคีรีฉันนั้น” วิธีการทำลายศัตรูของพระองค์ คือการดึงศัตรูมาเป็นมิตร พระองค์ไม่เคยชี้นำให้สาวกของพระองค์ทำลายศัตรู ดังจะเห็นได้จากการย้ำเตือนในโอวาทปาติโมขก์ วัดเวฬุวนาราม ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาว่า “จงอดทนอย่างถึงที่สุด ไม่เบียดเบียน หรือทำลายคนอื่นหรือสัตว์อื่น ไม่ว่าใครจะทำร้าย หรือว่าร้ายก็ตาม”
รอยที่ 3 ขันติธรรมนำสังคมให้พ้นทุกข์ วิศวกรสันติภาพได้ใช้เวลา 13 ชั่วโมง เดินทางจากนาลันทาซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระสารีบุตรเพื่อไปตามรอยสันติภาพของ พระองค์ ณ กรุงกุสินารา ซึ่งเป็นดินแดนที่พระองค์ทรงปรินิพพาน แม้ว่าร่างกายของพระองค์จะกลับคืนไปสู่ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม และไฟ และพระองค์ได้ส่งต่อลมหายใจแห่งสันติภาพให้แก่ชาวโลกตราบจนทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี กษัตริย์เมืองต่างๆ มุ่งหมายที่จะนำพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ไปกราบไหว้บูชาจึงทำให้เกิดความ ขัดแย้งและแย่งชิง โทณพราหมณ์ได้เข้ามาทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยโดยการย้ำเตือนให้กษัตริย์ชน ผู้นำทางการเมืองว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศ “ขันติวาทะ” คือ ให้มีความอดทนอดกลั้นต่อสถานการณ์ความขัดแย้งโดยไม่ไม่แสดงออกต่อกันด้วย สงครามและความรุนแรง จนทำให้หมู่กษัตริย์และผู้นำทางการเมืองได้ร่วมกันเจรจา และร่วมกันแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุอย่างสันติ
รอยที่ 4 จุดเริ่มต้นประทีปแห่งสันติภาพ วิศวกรสันติภาพได้พากันข้ามจากประเทศอินเดีย มุ่งสู่ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นแคว้นสักกะ ซึ่งมีชื่อว่า “ลุมพินี” อันเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ การเกิดขึ้นของพุทธองค์คือทอประกายแสงหาแห่งสันติภาพ อันเป็นที่มาของการประกาศความเสมอภาพ การมอบคืนอิสรภาพ และความเป็นใหญ่แก่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะยากดีมีจนสักปานใดก็ตาม ความยิ่งใหญ่เช่นนี้ จึงทำให้องค์การยูเนสโกได้ตัดสินใจประกาศให้พื้นที่แห่งนี้เป็น “มรดกโลก” เพราะการถือกำเนิดบุคคลของโลก อีกทั้งองค์การสหประชาชาติได้การเชิญ “ประทีปแห่งสันติภาพ” (Eternal Peace Flame) จากยูเอ็นมาประดิษฐานเพื่อย้ำเตือนว่า “เมื่อไฟแห่งสันติภาพได้จุดขึ้นแล้ว โลกใบนี้จะเต็มไปด้วยแสวงสว่าง” เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติขึ้นแล้ว ย่อมทำให้โลกทั้งโลกสว่างไสวเพราะพลังแห่งสันติภาพ
รอยที่ 5 ความขัดแย้งจบได้ด้วยการเจรจา คณะวิศวกรสันติภาพได้ใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมง ย้อนกลับเข้ามาในอินเดียเพื่อตามรอยสันติภาพในพื้นที่ของกรุงสาวัตถี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงครอบครอง ณ เมืองหลวงแห่งนี้ อนาถปิณฑิกเศรษฐีได้สร้างเชตวันมหาวิหารวิหารถวาย และนางวิสาขา มหาอุบาสิกาได้สร้างบุพผารามถวาย โดยพระองค์ได้ทรงจำพรรษา ณ เมืองแห่งนี้ 25พรรษา ครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงใช้ธรรมสภาในวัดเชตวันเป็นพื้นที่ให้พระสงฆ์จาก เมืองโกสัมพีที่ทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะประเด็นเรื่องธรรมวินัย จนเป็นที่มาของพระพุทธรูปปาง “ปาลิเลยยกะ” ที่ช้างกับลิงทำหน้าที่อุปัฏฐากพุทธองค์ก่อนที่พระองค์จะเสด็จจากเมืองโกสัม พีไปเมืองสาวัตถี และเมื่อชาวโกสัมพีได้กระทำการลงโทษทางสังคม (Social Sanction) โดยการไม่ถวายอาหารบิณฑบาต จึงทำให้พระสงฆ์กลุ่มนี้ตัดสินใจเดินทางไปเมืองสาวัตถีเพื่อขอโทษพุทธองค์ และเป็นที่มาของการเจรจาพูดคุยหาทางออกให้แก่ข้อขัดแย้งดังกล่าว
รอยที่ 6 ส่งทูตสันติภาพไปหวานเมล็ดพันธุ์สันติภาพ การตามรอยสันติภาพของพุทธองค์มาบรรจบครบรอบ ณ เมืองพาราณสี ซึ่งเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับไหลด้วยแสงแห่งการบูชาเทพเจ้าริมแม้น้ำคงคา และเป็นเมืองที่ไฟแห่งการเผาซากศพริมแม่น้ำไม่เคยมอดไหม้ เพราะเมืองแห่งนี้เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ของศาสนาพราหมณ์มากว่า 3,000 ปีถึงกระนั้นพระพุทธองค์ทรงเลือกที่จะเสด็จมาใช้พื้นที่ภายในป่าอิสิปตน มฤคทายวันประกาศ “พุทธสันติวิธี” ซึ่งเป็นวิธีแห่งทางสายกลางตามที่ปรากฏใน “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร”ตัวแปรที่ทำให้องค์ตัดสินใจเดินทางมาเมืองแห่งนี้ เพราะปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เกิดความผิดหวังที่เห็นพระพุทธองค์ละทิ้งแนวทางการปฏิบัติแบบสุดโต่ง และผละหนีการสนับสนุนแล้วเดินทางมาปฏิบัติธรรมในพื้นที่ของป่าอิสิปตน มฤคทายวัน ปัญจวัคคีย์จึงเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่สามารถยืนยันว่า “มัชฌิมวิถีสันติวิธีวิถีพุทธ” เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าต่อการพัฒนาชีวิตและสังคมให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่าง มีความสุข และอยู่ร่วมกันกลุ่มคนอื่นๆ ในสังคมได้อย่างสันติสุขด้วยหลังจากนั้น พระพุทธองค์ได้ใช้สถานที่แห่งนี้ประกาศให้พระภิกษุ 60 รูป ทำหน้าที่เป็น “พระธรรมทูตสันติภาพ” เดินทางไปหวานเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพในพื้นที่ต่างๆ ของชมพูทวีปดังปฐมบรมพุทโธวาทว่า “เธอทั้งหลาย จงเที่ยวไป เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข และเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก”
ตลอดระยะเวลา 10 วันของการจาริกเพื่อ “ย้ำรอยสันติภาพ” ของพระพุทธองค์นั้น ทำให้วิศวกรสันติได้ตระหนักว่า “พระพุทธเจ้าได้ทรงมีพระกรุณาคุณเสียสละชีวิตของพระองค์เพื่อทำหน้าที่ในการ หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ และส่งต่อลมหายใจแห่งสันติภาพตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งทรงชี้ให้มนุษยชาติได้ตระหนักว่า "ในบรรดาความสุขต่างๆ ในโลกนี้ ไม่มีความสุขอื่นใดที่จะยอดเยี่ยมไปกว่าสันติสุข" จากปณิธานเช่นนี้ จึงทำให้ทุกตารางนิ้วที่พระองค์เสด็จไปอุดมไปด้วยความสุขอันเกิดจากสันติภาพ และอยู่ร่วมกันด้วยความรัก เคารพ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ท่ามกลางความหลากหลาย และแตกต่าง
พร้อมกันนี้ โครงการฯ เชื่อมั่นว่า การจาริกสันติธรรม ณ ดินแดนพุทธภูมิตลอดเวลา 10 วัน จะก่อให้เกิดคุณูปการอย่างมหาศาลในการจุดประกายแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ผ่าน การเรียนรู้จากแบบอย่างที่ทรงคุณค่า ผลดีที่จะเกิดตามมาหลังจากนี้ สังคมไทยจะมีวิศวกรสันติภาพรุ่นใหม่จำนวนเพิ่มมากขึ้นทั้งปริมาณ และคุณภาพ ที่ผ่านการบ่มเพาะ และพัฒนาทักษะชีวิตทั้งด้านกายภาพ พฤติภาพ จิตภาพ และปัญญาภาพ อีกทั้งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่สังคม สอดรับกับวิสัยทัศน์ในการพัฒนาหลักสูตรของโครงการที่ว่า "สันติศึกษา พัฒนาชีวิตและสังคม อุดมสันติ"
นายสุรวุฒิ บูลกุล dรรมการเครือมาบุญครอง นิสิตโครงการปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา กล่าวถึงความรู้สึกว่า “การที่ผมเลือกมาเรียนที่นี่ เพราะผมมุ่งมั่นว่า หลักสูตรนี้จะทำให้ผมได้รับความรู้และมีประสบการณ์พร้อมทั้งทักษะในการสร้าง สันติภายใน ผมมั่นใจหลักสูตรนี้จะช่วยพัฒนาชีวิตของผมให้รู้ ตื่น และเบิกบานมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้น จะนำความรู้และประสบการณ์ไปช่วยเผยแผ่ และช่วยเหลือสังคมได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น”
ขณะ นางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) นิสิตโครงการปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา กล่าวว่า "เมืองไทยตอนนี้ เราจะเห็นปัญหาของความขัดแย้ง ความรุนแรง การแบ่งฝ่าย เพราะฉะนั้นเรื่องของหลักสูตรของสันติศึกษาก็จะเป็นตัวที่จะมาตอบโจทย์แนว ทางที่เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมระดับโลก สังคมไทย ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในครอบครัว เรียกว่านำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตปัจจุบันของเราได้"
พระมหาจรูญโรจน์ ทีปังกโร เจ้าอาวาสวัดบ้านห้วยน้ำขาว นิสิตโครงการปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา กล่าวว่า “สันติศึกษาทำให้คนอย่างน้อยในสังคมที่อยู่ใกล้ตัวเราได้รับไอเย็นจากตัวเรา เราจะเอาความเย็นที่พุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ว่า เราต้องมีพรหมวิหาร 4 เป็นธรรมคู่โลก เป็นธรรมที่ทำให้คนอื่นรักเรา เรารักเขา อยู่ด้วยกันอย่างมีสันติ มีความสงบสุข เป็นสิ่งที่ดีต่อกัน เราจึงได้จากการเรียนสันติในครั้งนี้ครับ"
ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา มจร กล่าวด้วยความมุ่งมั่นว่า “หลักสูตรสันติศึกษาของเราจึงเน้นอุดมการณ์สันติภาพโดยปลูกฝังวิธีคิด แง่มุมเหล่านี้เข้าไปใส่ในใจของวิศวกรสันติภาพทุกท่าน โดยการย้ำเตือนให้รักเพื่อนมนุษย์ เข้าใจเพื่อนมนุษย์ เห็นจเพื่อนมนุษย์ แล้วก็มุ่งหวังที่จะไปรับใช้เพื่อนมนุษย์ของเรา จากตัวแปรเหล่านี้ หลักสูตรของเราจึงมีสันติปณิธานขึ้นมา สันติปณิธานคือ “ข้าพเจ้าทั้งหลายขอตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าขอบำเพ็ญสันติบารมี พัฒนาชีวีให้รู้ ตื่น และเบิกบาน ร่วมประสานมนุษย์และสังคม ให้อุดมด้วยสันติสุขในทุกลมหายใจตลอดไปเทอญ”
จากกิจกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคณะสงฆ์ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้นิ่งดูดายกับ ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น พยายามที่จะชี้แนวทางของการแก้ปัญหานั้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมเองด้วยว่าจะต้องการออกจากปัญหานั้นหรือ ไม่



