พระเครื่อง

พระธรรมทูตอินเดียวอน!'อย่านำการเมืองมาเป็นเหตุฆ่ากัน'

พระธรรมทูตอินเดียวอน!'อย่านำการเมืองมาเป็นเหตุฆ่ากัน'

24 ก.พ. 2557

พระธรรมทูตอินเดียวอน!'อย่านำการเมืองมาเป็นเหตุฆ่ากัน' : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong)

              จากเหตุการณ์ความรุนแรงเพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ล่าสุดส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตแล้ว 3 ราย ต่างสร้างความเศร้าสลดมาสู่สังคมไทยยังไม่เห็นหนทางเยียวยา

              ความรู้สึกดังกล่าวนั้นไม่ใช่เพราะในประเทศไทย คนไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในภาวะใดต่างก็มีความรู้สึกเช่นนั้น อย่างเช่นเฟซบุ๊กนาม "Namaste Dhamma" ซึ่งเป็นพระธรรมทูตปฏิบัติหน้าที่ที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย ได้โพสต์ข้อความว่า "อย่าให้ความคิดต่างทางการเมือง มาเสริมสร้างความแตกแยก ประหัตประหารกันในสังคมไทย"

              ความขัดแย้ง การแบ่งแยก ขาดความสามัคคี และเต็มไปด้วยพฤติกรรมแห่งการทำลายล้างกันในลักษณะต่างๆ อันมีสาเหตุจากความเกลียดชังของบุคคลในประเทศชาติ ในทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงเหตุแห่งความพินาศของโลกไว้ด้วยหลักพุทธภาษิตว่า "อรติ โลกนาสิกา ความเกลียดชัง เป็นเหตุให้โลกพินาศ" เพื่อแสดงให้เห็นว่า ความเกลียดชังนั้น เป็นสาเหตุแห่งความวุ่นวายและพินาศย่อยยับของโลกใบนี้

              ความเกลียดชัง เป็นความรู้สึกที่รับใช้อคติ ความริษยา ความแข่งดี การยึดมั่นในทิฐิ และเป็นที่มาของความความขัดแย้ง ความรู้สึกแบ่งแยก ความแตกสามัคคี ความเกลียดชังทำให้เกิดการหาทางทำลายล้างคู่กรณีในที่สุด ด้วยวิธีการต่างๆ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนในชาติไทย ที่เคยร่วมกันร้องเพลงชาติ ว่า “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” หันหลังกลับมาดูความสูญเสีย เศรษฐกิจในประเทศชาติ ความสุข สันติสุข ของสังคมไทย ที่มีมาอย่างช้านาน หรือจะให้เกิดความพินาศย้อยยับของประเทศชาติ แล้วเราค่อยมานั่งร่ำไห้ โศกเศร้าเสียใจ เหมือนกับประเทศต่างๆ ในโลกใบนี้ ขอให้ทุกท่านมีสติ มีปัญญา ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหา ขอความสุข สงบ จงคืนกลับมาโดยเร็ว

              ทางด้านพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มจร ได้เตือนสติผ่านทางเฟซบุ๊ก Hansa Dhammahaso ความว่า "ชนชั้นนำ และกลุ่มผู้สนับสนุนทางการเมืองในสังคมไทย ต้องไม่ปลุกปั่น ยุยง หรือยินยอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดนำเอา "ความตาย" มาเป็นเกมในการแย่งชิงอำนาจซึ่งกันและกัน เงื่อนไขใดที่นำไปสู่ความรุนแรง บาดเจ็บ และสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

              จำเป็นอย่างยิ่งที่ "เรา" ต้องร่วมมือป้องกัน และหาทางออกอย่างเร่งด่วน อย่าปล่อยให้สังคมไทยต้องเป็น "สังคมแห่งปาณาติบาต" เพราะแรงอาฆาตมาดร้าย และมองเห็นความตายของผู้ที่มีความคิด และการกระทำที่แตกต่างเป็นเรื่องชวนหัว กระหยิ่มยิ้มย่อง และสะใจ การที่บุคคลใดบุคคลหนึีง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ใช้ "ความตายเป็นเงื่อนไข" เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ นับเป็นความอัปมงคลของชีวิต และสังคมโดยแท้"

              ขณะเดียวกันเฟซบุ๊ก "Dhrinyadecha Libha" อดีตพระมหาเปรียญได้เตือนสติความว่า "ยกระดับการทำงานของประเทศ สร้างมิติใหม่ ๆ สร้างประเพณีใหม่ ๆ ที่งดงามให้เกิดขึ้นกับสังคมจะรอให้ใครทำ ถ้า "รัฐบาล" คนที่อยู่ในอำนาจไม่เริ่มต้นทำให้เป็นแบบอย่าง

1.เมตตาและกรุณา

              การแผ่เมตตา ไม่ใช่แค่การเปล่งเสียงว่า สัพเพ สัตตา อเวรา โหนตุ ฯลฯ แล้วก็จบ ๆ ไป และกรุณาก็ไม่ใช่แค่คิดจะช่วย มองดูเฉย ๆ แต่หมายถึง การลงมือทำ การปฏิบัติการ การบริหารจัดการเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เรานั่นเลย

              เมตตาและกรุณานั้น กว้างใหญ่มาก หากความเมตตากรุณาเกิดขึ้นในใจแล้ว ความคิดที่จะเบียดบังหรือเอาทรัพย์สินสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้ จะไม่มีเลยหรือแม้แต่จะรับเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาจะยกให้ หากเห็นว่าพอเขายกให้เราแล้ว เขาเดือดร้อน ก็จะไม่รับเลย

              เมตตาและกรุณานั้น กว้างใหญ่มาก หากความเมตตากรุณาเกิดขึ้นในใจแล้ว หัวใจจะไม่คับแคบ จะไม่แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ เพื่อพวกพ้องของตนเองโดยผลักให้คนจำนวนมากต้องลำบากเดือดร้อนเลย ไม่ว่าจะสัมปทาน งานประมูล การออกนโยบาย การตรากฎหมาย หรือการออกประกาศที่ได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มตน จะไม่มีเลย

              เมตตาและกรุณานั้น กว้างใหญ่มาก หากความเมตตากรุณาเกิดขึ้นในใจแล้ว จะไม่ยินดี จะไม่ชื่นชม จะไม่สะใจเลย เมื่อเห็นคนต้องมาล้มตายบาดเจ็บไม่ว่ากรณีใด ๆ และจะไม่ส่งเสริม ไม่กระตุ้น ไม่ชักจูงให้ใครต้องฆ่าใคร ให้ใครต้องทำสงครามกับใครเลย

              และในอีกความหมายหนึ่ง เพราะมีเมตตากรุณาต่อคนหมู่มาก จึงจำเป็นต้องนำคนจำนวนน้อยที่ทำผิดพลาดทำอันตรายต่อสังคมไปอยู่ในที่เฉพาะ เพื่อไม่ให้เขาทำอันตรายต่อคนหมู่มากได้อีก เพื่อให้เขาได้เรียนรู้และสำนึกในการกระทำที่ผิดพลาดของตัวเอง เพื่อให้เขาได้มีเวลาตรึกคิดและปรับเปลี่ยนตนเองใหม่

              การไม่เปิดช่อง การปิดโอกาสไม่ให้คนที่ทำผิดพลาดสามารถจะไปทำสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อสังคมต่อไปได้อีก นั่นคือความเมตตากรุณาทั้งต่อเขาและต่อบุคคลอื่น ๆ ในสังคม

2. อุเบกขา ?

              ในทุกสังคม จะมีคนจำนวนหนึ่ง ยินดีพอใจที่จะอยู่เฉย ๆ เพื่อรักษาสถานภาพ ฐานะ ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ความมั่นคงทางอาชีพและความปลอดภัยของตัวเอง แม้ว่าสังคมจะเสียหายไปอย่างไรก็ตาม เขาย่อมพอใจที่จะอยู่เฉย ๆ ได้ ถึงเขาจะเห็นสิ่งที่ผิดพลาด มองเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในองค์กรที่เขาสังกัดอยู่ เขาก็ไม่กล้าพูดไม่กล้าบอกไม่กล้าขัด แม้ว่าตัวเขาเองจะนั่งประชุมอยู่ในคณะบริหารองค์กรนั้น ๆ ก็ตาม

              ตรงกันข้าม ก็จะมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่แม้ไม่ได้มีภาระหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่ยอมอยู่เฉย ๆ เมื่อเห็นสังคมผิดปกติหรือเมื่อเห็นว่าจะเกิดความเสียหายขึ้นในสังคม พวกเขาต้องลงมือทำ ไม่ทอดทิ้งภาระธุระ ต้อง Action ต้องลุยสู้และเสียสละ

              ในสังคมที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คนที่ออกมาเรียกร้อง คนที่ออกมาต่อสู้กับอำนาจรัฐ มักได้รับความเจ็บปวดและการสูญเสียเป็นรางวัลตอบแทนเสมอ

              สังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมวีรบุรุษวีรสตรีขี่ม้าขาวมาโปรด นั่นเป็นเพียงเทพนิยายเล่าให้เด็กฟังเล่น

              สังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่มีเทพองค์ใดมาอุบัติเป็นเอกบุคคลเพื่อชำระทุกข์เข็ญของมนุษย์ได้ นั่นคือชีวิตที่พึ่งการรอคอย ฝากความหวังกับผู้มีอำนาจ สิ่งศักดิ์สิทธิ์

โดยที่แท้ สังคมประชาธิปไตยนั้นเป็นการรวมพลังของคนเล็กคนน้อย คนสามัญธรรมดาเรานี่เองเพื่อลงมือกระทำการบำบัดชำระความทุกข์ยากเดือดร้อนด้วยมือของตนเอง โดยไม่รอหวังพึ่งใคร

              เมื่อผู้แทนของปวงชนชาวไทยที่เข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยของประเทศบริหารงานผิดพลาด เป็นเหตุให้คนในสังคมประสบความเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง ย่อมเป็นการสมควรที่สุดที่ปวงชนชาวไทยผู้เดือดร้อน เช่น ชาวนาทั้งหลาย จักออกมาแสดงตัวตน ทวงหาความถูกต้อง และเรียกร้องถามหาสิ่งที่จะพึงได้รับ

              และผู้แทนของปวงชนชาวไทยที่เข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยของประเทศซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหา ควรเร่งรัดจัดการให้ความช่วยเหลือแก้ไขความเดือดร้อนนี้ให้ถูกต้องถูกวิธีที่ควรจะเป็น

              และอย่าทิ้งโอกาสในการหยั่งกระแสรับทราบความคิดเห็นของสังคม เมื่อได้ฟังอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ตัวเองนั่นเองเป็นปัญหาของประเทศเสียเองแล้ว ก็ไม่ควรนั่งทับปัญหาให้มันลุกลามเสียหายใหญ่โตมากยิ่งขึ้น ควรเสียสละออกไปจากวงจรอำนาจที่นั่งทับอยู่นั้นเสีย แม้ว่าสิ่งนี้ ตัวเองจะไม่เห็นด้วยและไม่ถูกใจกลุ่มคนของตนเลยก็ตาม

              แต่การเสียสละและการกระทำแบบนี้เท่านั้น จึงจะชื่อว่า ยกระดับการทำงานการเมืองของประเทศ เป็นการสร้างมิติใหม่ ๆ สร้างประเพณีใหม่ ๆ ที่งดงามให้เกิดขึ้นกับสังคมได้ จะรอให้ใครทำ ถ้า "รัฐบาล" คนที่อยู่ในอำนาจไม่เริ่มต้นทำให้เป็นแบบอย่าง

.....................................

(หมายเหตุ : พระธรรมทูตอินเดียวอน!'อย่านำการเมืองมาเป็นเหตุฆ่ากัน' : สำราญ สมพงษ์รายงาน(FB-samran sompong))

 

"}])