
'ให้กำลังใจชาวนาคือหน้าที่ของพระโดยตรง'พระศุภชัย สุขสวัสดิ์
'ให้กำลังใจชาวนาคือหน้าที่ของพระโดยตรง'พระศุภชัย สุขสวัสดิ์ : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยมนสิกุล โอวาทเภสัชช์
"เพราะฉันยังมองเห็นคุณนะ ประเทศไทย มันไม่ง่ายเลยสำหรับพระ ที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ชาวนาร้องระทมทุกข์แสนสาหัส และจะให้พระทานข้าวชาวนาแล้วไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย การมาเยี่ยมเยียนการชุมนุมของชาวนาครั้งนี้ มีเจตนาชัดเจนอยู่ ๓ ข้อ คือ ๑.เป็นการมาแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจที่ชาวนากำลังเดือดร้อน และให้คติธรรมเตือนใจให้ชาวนาใช้ความอดทน อดกลั้น ไม่ปล่อยให้ความแค้น ความพยาบาทครอบงำจิตใจ ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ซึ่งจะทำให้วิกฤติเข้าไปอีก จงใช้ความสงบเย็นดั่งดอกบัวที่มอบให้ ไว้เป็นฐานรองรับการเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยสันติวิธี
"๒.ถือโอกาสมาเก็บปัญหาข้อมูลชาวนา ด้วยสายตาและพูดคุยรับฟังด้วยหูตนเอง จากสถานที่จริงๆ จะได้เข้าใจปัญหาชาวนามากขึ้น ไม่ใช้ฟังข่าวลือ และสรุปเอาง่ายๆ ชุ่ยๆ แบบผักชีโรยหน้า ๓.พระจะไม่ไปพูดให้คนเกลียดชังกัน จนอยากทำร้ายกัน แต่พระแค่แสดงออกว่า ฉันอยากมีส่วนร่วมกันปัญหานี้ เพราะฉันยังต้องพึ่งพาและเป็นหนี้บุญคุณสังคมนี้ เหนืออื่นใด การมาครั้งนี้ไม่ได้เข้าข้างการเมืองฝ่ายใด เพราะในมุมของพระก็ไม่มีการเมืองฝ่ายใดไว้ใจได้ แม้แต่พรรคเดียวเลย แต่ทุกข์ชาวนาต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนทันที ๔ พระมาสร้างภาพไหม อาตมาก็เลยต้องถามกลับไปว่า แล้วที่ผ่านมามีการสร้างภาพทำลายบิดเบือนใส่ร้ายชาวนาก็มาก แล้วเราจะปล่อยให้มีภาพใส่ร้ายชาวนาเพียงด้านเดียวหรือ และทำไมไม่สร้างภาพเป็นจริงอีกด้านให้ถ่วงดุลกันและเพื่อเป็นหนึ่งในการเสนอข้อมูลที่จริง ที่รอบด้านมากขึ้น (ถ้าไม่มีการสร้างภาพอีกด้านแล้ว คนก็จะฟังความด้านเดียวสิ) บอกตรงๆ นะที่มาเยี่ยมชาวนาครั้งนี้ นี่คือหน้าที่ของพระโดยตรง สาธุ"
นี่คือเจตนารมณ์ ๔ ข้อที่ชัดเจนของ พระอาจารย์ศุภชัย สุขสวัสดิ์ พระวิทยากร และพระนักกิจกรรมเพื่อสังคม จากศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดเชิงผา จังหวัดสุโขทัย ที่ทนไม่ได้ในการเห็นชาวนาต้องปลิดชีวิตตนเองจากนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล แต่ยังไม่ได้เงินจากรัฐบาลเสียที ท่านจึงเดินทางไปให้กำลังใจชาวนาถึงหน้ากระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ชาวนาเดินทางมาปักหลักทวงเงินคืนตั้งแต่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ ท่านกล่าวว่า แม้เงื่อนเวลาเปลี่ยน การต่อสู้อาจจะเปลี่ยน ไม่รู้ว่าการต่อสู้ของขาวนาอาจยกระดับถึงขนาดขับไล่รัฐบาล หรือไม่ แต่ในช่วงวันสองวันแรกชาวนาบอกกับท่านชัดเจนว่า ไม่ได้มาไล่รัฐบาล แต่มาทวงเงินของเขาเฉยๆ
"อาตมาเห็นว่า รัฐบาลต้องทบทวนโครงการจำนำข้าวอย่างหนัก เพราะไม่ได้ฟังเสียงทัดทาน หรือคำนึงถึงที่เขาคอยทักท้วงว่า มันจะมีผลเสียอะไร คือ รัฐบาลห่วงเรื่องประชานิยมมากเกินไป ไปแข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องของการประกันราคาข้าว และจำนำข้าว ในส่วนของชาวนา ถือเป็นโอกาสที่จะต้องหันมาทบทวนตัวเองด้วยเช่นกันว่า ตัวเองจะตกเป็นลูกไล่ เป็นเบี้ยให้กับระบบที่อยุติธรรม เอาเปรียบ ต่อไปหรือเปล่า ไม่เฉพาะรัฐบาล แต่กับนายทุนทั้งหลายด้วย"
พระอาจารย์ศุภชัยเล่าที่มาของการเดินทางมาให้กำลังใจในครั้งนี้ว่า เป็นเพราะที่วัดเชิงผา พระเณรทำนาอยู่ก่อนแล้ว
"มาโดนกับเราโดยตรงเพราะเราก็ทำนา จึงอยากช่วยชาวนา ให้กำลังใจเขา และมีแผนการอยู่ที่จะช่วยชาวนา อย่างที่สองคือ ถึงไม่ทำนา พระก็ขอข้าวเขากิน แล้วจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย เมื่อคนให้ข้าวกินผูกคอตาย เป็นว่าเล่น กินเสร็จจะไม่มีการช่วยเหลือ มันเหมือนกับมีการตั้งคำถามจริยธรรมในใจของตัวพระเอง ถ้าอาตมาฟังข่าวอย่างนี้ทุกวัน แล้วยังรู้สึกว่า โอ้โห ยังนิ่งสงบเยือกเย็นอยู่ได้ ก็ไม่รู้ว่า มีปัญหาทางจริยธรรมหรือเปล่า จึงคิดว่าต้องเดินออกไปแล้วล่ะ คราวนี้เดินออกไปอย่างไรไม่เปลืองตัวมาก ในท่าทีที่ฝุ่นตลบมาก ก็ยอมรับขนาดออกตัวเป็นกลางที่สุดแล้วก็ยังโดนด่ากลับมา"
แต่ไม่เป็นไร ท่านกล่าวต่อมาว่า เพราะตั้งใจที่จะทำโครงการ ' เพื่อนใจชาวนา' อย่างต่อเนื่อง
"เบื้องต้นชาวนามีหนี้สิน อาตมาจะเอามาอยู่วัด มาเลี้ยงที่วัดเลย ในกรณีที่จะเป็นจะตายจริงๆ ระยะต่อไปคือ อาตมามีลูกศิษย์ลูกหา จะหางานให้เขาทำ ให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองก่อน ในวันที่ไปกระทรวงพาณิชย์ที่ชาวนาไปประท้วง อาตมาก็เอาดอกบัวไปให้กำลังใจพี่น้องชาวนา และอยากจัดภาวนาให้กับเขาสักครึ่งวันเพื่อให้เขามีกำลังใจในการมองให้เห็นว่า นี่เป็นวิกฤติที่จะได้เรียนรู้และหาแนวทางการปลูกข้าวที่ไม่ต้องพึ่งพิงนายทุน หรือโครงการของรัฐอีกต่อไป
"ดอกบัว เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความห่วงใย ความเห็นใจ และใช้ความสงบเยือกเย็นเหมือนดอกบัวที่แย้มบาน เป็นเครื่องมือดับทุกข์ชิงชังพยาบาทในในตน และใช้ความสงบเย็นเรียกร้องความเป็นธรรม ภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย ด้วยพื้นฐานแห่งสันติวิธี "
ที่วัดเชิงผา พระอาจารย์ศุภชัยและคณะสงฆ์ได้ทำโครงการ 'ชุมชนสัมพันธ์' โดยการทำนาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้อยู่แล้ว เพื่อเอาคนมาเรียนรู้เรื่องของวิถีข้าว จากนั้นเอาข้าวที่ได้จากผลผลิตไปทำเป็นการกุศลอีกทีหนึ่ง ท่านเล่าว่า ทำเป็นระบบคุณธรรมไม่ใช่ระบบพานิชย์ แล้วเอาข้าวไปช่วยน้ำท่วมบ้าง ไปช่วยโรงเรียนที่ขาดเรื่องงบประมาณอาหารกลางวันบ้าง
"เอาข้าวไปทำการกุศล ให้นักเรียน ให้ข้าราชการมาเรียนรู้เรื่องความเสียสละ การลงแขก การทำนา พึ่งพาอาศัย และรู้จักทำบุญ ทำมา ๗-๘ ปีแล้ว เราทำเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง และเรียนรู้ธรรมะด้วย อาตมามีหน้าที่เป็นหัวหน้าวิทยากร เป็นพระที่ทำงานด้านสังคมหลายๆ ด้าน ทำกิจกรรมกับสังคม"
ปัจจุบันพระอาจารย์ศุภชัยอายุ ๔๑ ปี ๑๕ พรรษา เหตุที่บวชนั้น ท่านเล่าว่า เดิมทีก็เหมือนชาวพุทธทั่วไป คือตั้งใจบวช ๑๐ วัน ๑๕ วัน แต่ไปเจอพระกรรมฐานเข้าเลยเปลี่ยนความคิด และเข้าเรียนใน 'เสขิยธรรมวิทยาลัย' มหาวิทยาลัยทางเลือกซึ่งก่อตั้งโดย นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว นายแพทย์ประเวศ วิสี และอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ โดยใช้เวลาเรียนสี่ปีจนจบ
"อาตมาเรียนจบเป็นรุ่นแรกๆ เลยซึมซับแนวคิดเรื่องสังคมเรื่องการพัฒนา พระกรรมฐานที่สอนอาตมาตอนนั้นก็คือพระอาจารย์สมชาย สัจจาสโภ ตอนนี้ท่านลาสิกขาแล้ว เป็นอาจารย์สมชาย สุนทรยาตร ก็ยังทำงานด้านนี้อยู่"
จึงไม่น่าแปลกใจที่ท่านทนไม่ได้ที่เห็นชาวนาต้องตกทุกข์ได้ยากเช่นนี้และมาให้กำลังใจ เพราะท่านทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด อาทิ โครงการ 'เยาวชนคนต้นแบบ' เปิดพื้นที่ให้เยาวชนสมัครใจมาเรียนรู้ ฝึกฝน ความเป็นผู้นำ ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เพราะเด็กมีความเสี่ยงสูงด้านภัยวัยรุ่น โครงการ 'ชุมชนสัมพันธ์' และโครงการล่าสุดก็คือ 'เพื่อนใจชาวนา' นี้เอง



