
ทำอย่างไรให้พ่อเลิกทารุณและมีเมตตาต่อสัตว์
ทำอย่างไรให้พ่อเลิกทารุณและมีเมตตาต่อสัตว์ : ปุจฉา-วิสัชนากับพระไพศาล วิสาโล
ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์ ดิฉันอยากทราบว่าจะทำอย่างไรให้คุณพ่ออายุ ๗๒ ปีแล้วหันมามีเมตตาต่อสัตว์เลี้ยง แมว หมา
ท่านฆ่าแมว ทุบตีแขวนคอหมา แต่ยังไม่ตาย ดิฉันและแม่ไปพบก่อนเลยแก้เชือกให้มัน ดิฉันร้องไห้เกือบตายเห็นน้ำตามันไหล และเป็นหมาอายุยังไม่ถึงปี มันเลยซุกซนและชอบตะเกียกตะกายเวลาคนไปบ้านแทนที่จะเห่าและดุอย่างที่คุณพ่อต้องการ ท่านเอาหนังสติ๊กยิงขามันให้ดิฉันเห็นก่อน พอดิฉันว่าอย่าทำมันเลยมันเป็นหมาเด็ก ให้มีเมตตามัน ท่านก็ว่ามันแค่หมา อย่ามาว่าพ่อ เพิ่งเกิดเหตุการณ์นี้สัก ๒ ชั่วโมงได้ เลยตัดสินใจกราบเรียนถามพระอาจารย์ค่ะ กราบนมัสการค่ะ
วิสัชนา : คุณพ่อของคุณคงมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับหมาและแมว จึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น อาตมาไม่ทราบว่าท่านมีพฤติกรรมเช่นนี้กับสัตว์ชนิดอื่นด้วยหรือไม่ หากมี ก็ควรชี้ให้ท่านตระหนักถึงบาปบุญคุณโทษ ว่าการทำร้ายสัตว์นั้นจะส่งผลเสียต่อท่านอย่างไรบ้างไม่วันนี้ก็วันหน้า คุณอาจเอาเรื่องราวของคนที่ประสบเคราะห์กรรมเนื่องจากการทารุณหรือทรมานสัตว์มาเล่าให้ท่านฟัง ขณะเดียวกันก็ช่วยกล่อมเกลาจิตใจท่านให้มีเมตตาต่อสัตว์ เช่น ชักชวนท่านไปปล่อยนกปล่อยปลาหรือไถ่ชีวิตโคกระบือ โดยอาศัยวันสำคัญ เช่น วันเกิดของท่าน หรือวันเกิดของคุณ ต่อไปก็อาจพาท่านไปทำบุญหรือบริจาคเงินให้แก่สถานสงเคราะห์สัตว์ ให้ได้ไปเห็นหมาหรือแมวที่ได้รับการเยียวยารักษาเพราะถูกคนทำร้าย ภาพเหล่านี้อาจช่วยให้ท่านเกิดความสลดสังเวช และกลับมามีเมตตาต่อสัตว์เหล่านั้นได้มากขึ้น
ควรเชื่อเรื่อง’ปีชง’ หรือไม่
คนอย่างแจ่ม แจ่ม ปุจฉา : กราบนมัสการพระคุณเจ้า อยากกราบเรียนถามพระคุณเจ้าในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการชงว่า เท็จจริงในศาสนาพุทธมีหลักคำสอนเกี่ยวกับในเรื่องนี้อย่างไร ควรเชื่อในการชงหรือใช้พิจารณญาณในการดำเนินชีวิตคิดตัดสินใจอย่างไร
วิสัชนา : พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ฤกษ์ยามนั้นไม่สำคัญเท่ากับกรรมคือการกระทำ หากทำดีด้วยความพากเพียรแล้ว ย่อมได้รับประโยชน์ดังหวัง โดยไม่จำต้องพึ่งฤกษ์ยาม คนที่เอาแต่พึ่งฤกษ์ยาม ไม่รู้จักพึ่งตนเองนั้น ถือว่าเป็นคนโง่ ดังมีพุทธพจน์ว่า “ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ผู้มัวถือฤกษ์อยู่”
อันที่จริงเมื่อใดที่เราทำความดี เมื่อนั้นก็เป็นฤกษ์ดี ยามดีอยู่แล้ว ดังมีพุทธพจน์อีกตอนหนึ่งว่า “สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นย่อมชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี”
มาถึงตรงนี้ก็คงจะเห็นแล้วว่าความเชื่อเรื่องชงนั้นไม่มีอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนา ที่จริงกลับสวนทางกับคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยซ้ำ หากจะทำอะไรก็ตาม ก็ให้มั่นคงในความดี มีความเพียร และใช้สติปัญญา รวมทั้งคำนึงถึงคำสอนของพระพุทธองค์เรื่องสัปปุริสธรรม นั่น คือ จะทำอะไรก็ตาม ควรรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักบุคคล หากรู้ทั้ง ๗ ประการนี้แล้ว ก็ย่อมประสบความสำเร็จ มีชีวิตที่เจริญงอกงาม
ล้อมกรอบ
สายด่วนให้คำปรึกษาทางจิตใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย 'เตรียมตัวก่อนสู่วาระสุดท้ายของชีวิต จะทำอย่างไรดี' ปรึกษาได้ที่ โทร.๐-๘๖๐๐๒-๒๓๐๒



