พระเครื่อง

'วันมาฆบูชา'วันแห่งความรักของชาวพุทธ

'วันมาฆบูชา'วันแห่งความรักของชาวพุทธ

13 ก.พ. 2557

'วันมาฆบูชา'วันแห่งความรักของชาวพุทธ น้อมรำลึกถึง'พระคุณแห่งพระรัตนตรัย' : ตาล ตันหยง

               วันพรุ่งนี้ ตรงกับ วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญของชาวพุทธเถรวาท และเป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย
      
               คำว่า "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญ กลางเดือนมาฆะ ตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน ๓ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (อยู่ในระหว่างช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม) ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน (ปีอธิกมาส) วันมาฆบูชา จะเป็นเพ็ญเดือน ๓ หลัง (หรือ วันเพ็ญเดือน ๔)
      
               วันมาฆบูชา ได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นเมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีก่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน ๔ ประการ คือ
      
               ๑.พระสงฆ์สาวกมาประชุมพร้อมกันทั้ง ๑,๒๕๐ รูป ณ วัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย ๒.พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" (ผู้ที่ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง) ๓.พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็น "พระอรหันต์" ผู้ทรงอภิญญา ๖ และ ๔.วันดังกล่าวตรงกับ วันเพ็ญมาฆปุรณ มีดิถีขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ดังนั้นจึงมีคำเรียกวันนี้อีกคำหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือวันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔
      
               สมัยก่อนยังไม่มีการประกอบ พิธีมาฆบูชา ในเมืองไทย มาจนถึงในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งพุทธกาล ในวันเพ็ญเดือน ๓ ดังกล่าวว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์มหัศจรรย์สำคัญอย่างยิ่ง สมควรให้มีการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใส จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น โดยประกอบพระราชพิธีคล้ายกับ "วันวิสาขบูชา" คือ มีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ มีการพระราชทานจุดเทียนตามประทีป เป็นพุทธบูชา ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระอารามหลวงต่างๆ เป็นต้น โดยในช่วงแรก "พิธีมาฆบูชา" เป็นการพระราชพิธีภายใน ยังไม่แพร่หลายทั่วไป จนต่อมาความนิยมจัดพิธีมาฆบูชาได้แพร่ขยายกว้างออกไปทั่วราชอาณาจักร
      
               ปัจจุบัน "วันมาฆบูชา" ได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าได้ประกอบพิธีต่างๆ เช่น ตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา เวียนเทียน นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมภาวนา ฯลฯ เพื่อเป็นการสักการบูชา รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย และเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว ที่ถือได้ว่า เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็น "หัวใจของพระพุทธศาสนา" อันได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และ การทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล
      
               นอกจากนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙ รัฐบาลไทยได้ประกาศให้ "วันมาฆบูชา" เป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" หลายหน่วยงานได้ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้ "วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรักอันบริสุทธิ์" อย่างแท้จริง
      
               สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานพระโอวาทเนื่องในวันมาฆบูชา ปี ๒๕๕๖ แก่พุทธศาสนิกชน และประชาชนชาวไทย ความว่า...พระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด แสดงว่า บุคคลย่อมงามในเบื้องต้นด้วย ศีล งามในท่ามกลางด้วย สมาธิ งามในที่สุดด้วย ปัญญา เพราะว่า ศีล ทำให้กายวาจา หรือพฤติกรรมเรียบร้อยงดงาม สมาธิ ทำให้ความรู้สึกนึกคิด และจิตใจสงบเยือกเย็นและมั่นคง ปัญญา ทำให้ความรู้ความสามารถสะอาดบริสุทธิ์ เป็นไปในทางสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามแก่ชีวิต  เมื่อประมวลเข้าด้วยกัน ศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือ เครื่องทำให้ชีวิตงดงาม.... (ภาพและข้อมูลบางส่วนจาก wikipedia)

 

"}])