พระเครื่อง

สงบสยบหนาว

สงบสยบหนาว

30 ม.ค. 2557

สงบสยบหนาว : บาตรเดียวท่องโลก พระพิทยา ฐานิสฺสโร

               รัฐเวอร์มอนต์ (Vermont)  สหรัฐอเมริกา หิมะตกหนักเกือบทุกวัน อุณหภูมิติดลบ ยิ่งหนาวมากเมื่อลมพัดผ่าน น้ำตาที่ไหลออกมาเมื่อกระทบความหนาวกลายเป็นหยดน้ำแข็ง ทำให้ต้องกะพริบตา ตีสามที่ต้องเดินไปห้องสมาธิ ระหว่างทางลมพัดแรงมาก ร่างกายเดินเร็วโดยอัตโนมัติเพราะจิตใจทนสภาวะที่มากระทบไม่ได้ แต่เหตุที่ได้สั่งสมพลังแห่งสติ สมาธิ ในการปฏิบัติติดต่อกัน ในช่วงที่เดินรู้เลยว่ากายใจเราไม่เป็นสุข เหนื่อย หนาวมาก รุ่มร้อนเพราะอยากไปให้ถึงห้องสมาธิเร็วๆ จากภาวะกดดันภายนอก

               สติบอกให้หยุด รีบไปใจกายไม่เป็นสุข ไปนั่งสมาธิก็จะไม่สงบ จึงหยุดยืนนิ่งๆ สังเกตสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก ได้เห็นการปั่นป่วนภายในมากกว่าลมที่กำลังพัดแรงและความหนาวภายนอกมากมาย ถึงแม้ยากยิ่งที่จะกลับมาสงบกับลมหายใจในขณะกายที่บีบคั้น เหนื่อย หอบ หนาว แต่เมื่อนิ่งๆ วางการปรุงแต่ง ทุกอย่างภายในเริ่มกลับมาสู่สภาวะปรกติ สงบลงมากและสงบกว่าสิ่งกำลังเกิดขึ้นภายนอกหลายเท่า

               หมอที่ต้องตรวจคนไข้จำนวนมากในแต่ละวันและฟังคำพูด อารมณ์ที่เกิดจากความทุกข์จากการป่วยซ้ำๆ พยาบาลที่ต้องใกล้ชิดกับคนไข้ทุกวัน เจ้าหน้าที่โรงพบาบาลในทุกภาคส่วน พนักงานต้อนรับ บริการ เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ห้องอาหาร รถเมล์ ดารานักแสดง นักร้องฯลฯ ที่ต้องยิ้มทั้งที่ไม่อยาก พูดกระทำในสิ่งที่กฎบังคับไว้เพื่อการปรากฏที่ถูกกำหนดโดยนโยบาย ระบบที่คิดว่าถูกต้อง ดีงามเพื่อภาพลักษณ์สวยงาม ทำตัวเป็นกันเองคุ้นเคยทั้งที่รังเกียจไม่ชอบ ฯลฯ รวมทั้งทหาร ตำรวจที่ต้องทำตามคำสั่งทุกอย่างอาจถูกต้องตามศีลธรรม จริยธรรมหรือไม่ก็ตาม นักกีฬาที่ต้องแข่งขันฝึกซ้อมอย่างจริงจังเพื่อชัยชนะ หรือแม้แต่พระที่ไม่ไดดำรงเพื่อเรียนรู้ ปฏิบัติที่จะปล่อยวาง

               เมื่อลองสังเกตมองไปรอบๆ เขาเหล่านั้นไม่ได้เป็นตัวของตัวเองและไม่มีความสุขกับสิ่งที่กำลังและเป็นอยู่อย่างแท้จริง แต่ต้องทำเพราะปัจจัยหลักคือ เงิน ชื่อเสียง เกียรติ อำนาจ และต่างๆ อีกมากมาย ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากจิตใจว่าคือ ความมั่นคงหลัก ความเจริญ และความสำเร็จแห่งชีวิต

               ชีวิตคล้ายหุ่นยนต์ทำตามคำสั่งไร้ความรู้สึก เหมือนสินค้า มีราคาค่าตัว มีขึ้นมีลงเป็นไปตามกระแสนิยม คนสมัยใหม่ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยให้โอกาสหยุดที่ฟังเสียงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย จิตใจของตนเองอย่างแท้จริง ทำให้เกิดภาวะหลงลืม ขาดชีวิตชีวา ไร้ซึ่งความสุขภายใน ทำให้จิตใจมีภาวะความอ่อนแออย่างน่าเป็นห่วง แต่พวกเขาก็คิดว่า นี่คือสิ่งปรกติ

               เราทำงานหาเงินเพื่อสิ่งเหล่านี้? มองลึกซึ้งดีแล้วหาได้เกิดประโยชน์แห่งการมีชีวิตไม่ เพราะเรามิได้พัฒนาศักยภาพอย่างที่ควรเป็น คือ ยิ่งเติบโต เรียนรู้ ปฏิบัติ ยิ่งหมดทุกข์ สุขสงบมากขึ้น

               ตราบใดที่เราทำอะไรก็ตามในชีวิตแล้วเกิดความกังวล ความทุกข์ จิตใจไม่ปกติ ความอิจฉาครอบงำมากขึ้น ฯลฯ เราควรหาเวลาให้กับตนเอง ตั้งข้อสังเกตสิ่งที่แปรปรวนในใจ ว่าเราอาจทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง หยุดตั้งสติ ยิ้มให้กับกายและใจ บอกตัวเองว่าพร้อมยินดีปรับเปลี่ยนวิถีแห่งการดำเนินชีวิตใหม่ เพราะทุกสิ่งมิใช่เป็นของเราแท้จริง ทำทุกอย่างด้วยใจกายที่เบาสบาย ปรกติสุข คือ เป้าหมายแห่งชีวิต

               เพราะช่วงที่เราดำรงอยู่ คือ เวลาที่สำคัญที่สุด

               สิ่งเป็นอยู่ ได้มาไร้ความหมาย หากใจกายไม่ปรกติสุข

 

"}])