ประกวดพระชนกัน'ใคร?'จะรอดหรือกอดคอกันตาย
ประกวดพระชนกัน'ใคร?'จะรอดหรือกอดคอกันตาย : เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู
"การจัดงานการประกวดอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่อง และเหรียญคณาจารย์" เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการขอจองวันจัดงานการประกวดนั้น ใครหรือหน่วยงานใดก็จัดได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตสมาคม แต่การแจ้งมายังสมาคมจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้จัดงานเอง คือ การจัดงานจะไม่ซ้ำซ้อน หรือจัดงานชนกัน ทั้งนี้ หากงานใดขึ้นชื่อว่าสมาคมให้ความเห็นชอบและให้การสนับสนุน งานประกวดนั้นๆ ถือว่าเป็นงานที่มีคุณภาพ เพราะมีกรรมการของสมาคมไปช่วยตัดสิน
ทั้งนี้ หากย้อนหลังงานประกวดพระที่ชนกันชนิดที่เรียกว่า "เซียนตัดเซียน ศึกแห่งศักดิ์ศรี" เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ มีการจัดงานประกวดพระพร้อมๆ กัน ๒ งาน ๒ จังหวัด ในภาคเดียวกัน คือ งานประกวดพระที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นงานที่สมาคมพระเครื่องให้การสนับสนุน ส่วนอีกงานหนึ่งจัดที่ห้างสรรพสินค้าคลังพลาซ่า จ.นครราชสีมา เป็นงานที่จัดโดยชมรมพระเครื่องภาคอีสาน ๑๙ จังหวัด ซึ่งมีนายสุทิน ยิ่งสนองชาติ หรือเจ้าของฉายา "น้อย ไทยเจริญ" เป็นประธานชมรม รวมทั้งมี จ.ส.ต.ทวี วงษ์สิทธิ์ หรือ "จ่าทวี" เจ้าของนิตยสารมรดกพระเครื่อง และที่ปรึกษาชมรม เป็นหัวแรงหนุนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม แม้สมาคมพระเครื่องจะพยายามกำหนดการจัดงานประกวดพระไม่ให้ตรงกัน แต่มิวายยังมีการจัดงานซ้ำซ้อนกัน โดยเฉพาะการจัดงานที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๗ มีการจัดงานประกวดพระพร้อมๆ กัน ๒ งาน ๒ จังหวัด คือ งานประกวดพระที่ จ.อุบลราชธานี กว่า ๒,๐๐๐ รายการ ซึ่งเป็นงานที่สมาคมพระเครื่องให้การสนับสนุน ส่วนอีกงานหนึ่งที่จัดประกวดพระที่ ณ ชมรมพระเครื่องศรัทธาบารมี ตลาดเคมาร์เก็ต ถ.เทพารักษ์ จ.สมุทรปราการ มีพระยอดนิยม พระท้องถิ่น และพระจังหวัดใกล้เคียงรวม ๑,๒๐๐ รายการ จัดโดยนายเติมศักดิ์ ปิยะมณีพร หรือ เปี๊ยก ปากน้ำ ผอ.นิตยสารพระเครื่อง "นักเลงพระ" และ "มรดกฅนไทย"
"เมื่องานประกวดพระวันอาทิตย์ที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ ยอดคนส่งพระพอๆ กับงานใหญ่ๆ และในครั้งนี้แม้ว่างานของผมจะไม่ใหญ่เท่างานที่อุบลฯ แต่ผมเชื่อว่างานผมรอดและไม่ขาดทุน เพราะงานผมจัดใน กทม.ส่วนต้นทุนอื่นๆ ก็ไม่มาก" นี่เป็นความมั่นใจของ "เปี๊ยก ปากน้ำ" ที่กล้าจัดงานประกวดพระชนกับงานประกวดพระของ จ.อุบลราชธานี
"เปี๊ยก ปากน้ำ" บอกว่าไม่มีความตั้งใจที่จะประกวดพระชนกับงานของใคร ซึ่งได้เลื่อนการจัดงาน ๒ ครั้ง เพื่อไม่ให้ชนกับงานของสมาคม โดยครั้งที่ ๒ เลื่อนจัดไม่ให้ตรงกับงาน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เพราะเห็นว่าอยู่ในเขตจังหวัดภาคกลางเมื่อจัดก็ต้องแย่งคนส่งพระ จึงเลือกที่จะจัดชนกับของ จ.อุบลราชธานีแทน ด้วยเหตุผลที่อยู่คนละภูมิภาคและระยะทางที่ไกลจาก กทม. และเพื่อให้ผลกระทบน้อยที่สุด จึงเน้นเฉพาะพระยอดนิยมและพระท้องถิ่น จ.สมุทรปราการ และจังหวัดใกล้เคียงเป็นพิเศษ ส่วนพระหลักๆ มีอยู่ไม่กี่รายการ
ในการจัดงานประกวดพระให้ขาดทุนน้อยที่สุด "เปี๊ยก ปากน้ำ" แนะนำว่า ประเด็นหนึ่งที่ผู้จัดงานมองข้าม คือ รายการพระที่ส่งเข้าประกวด ผู้ประสานงานมักจะบรรจุรายการประกวดพระมากๆ บางงานมีมากถึง ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ รายการ ยิ่งมากเท่าไรต้นทุนก็มากเท่านั้น เฉพาะค่าถ่ายรูปและค่าทำประกาศนียบัตร แต่ละรายการประมาณ ๑๕๐-๒๐๐ บาท หากรวมค่าทำสูจิบัตร ค่าทำหนังสือ โล่รางวัล ซึ่งผู้ประสานงานจะรับส่วนนี้ไปดำเนินการเอง โดยเรียกเก็บจากผู้จัดงานไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านบาท ในขณะที่งานประกวดในต่างจังหวัดต้องบวกค่าที่พักให้กรรมการ ค่าเลี้ยงรับรอง ซึ่งอยู่ในหลักล้านบาทเช่นกัน ถ้าไม่กว้างขวางและมีบารมีมากพอโอกาสขาดทุนสูงมาก
เมื่อถามถึงมาตรฐานของกรรมการที่จะไปตัดสินพระ เปี๊ยก ปากน้ำ พูดไว้อย่างน่าคิดว่า กรรมการตัดสินพระเครื่องแม้จะดูเหมือนว่ามีมาตรฐานสู้กรรมการของสมาคมไม่ได้ แต่ความจริงยังมีกรรมการนอกสายตาจำนวนมากที่ไม่เคยไปติดสิน พระในงานของสมาคม เซียนพระเหล่านี้ซื้อพระตาเดียว ที่สำคัญซื้อพระหลักแสนหลักล้านก็มีอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะคนเล่นพระในพื้นที่ย่อมมีความชำนาญอยู่แล้ว
แข่งกันจัดแย่งกันเจ๊ง
การจัดงานประกวดพระ ซึ่งเป็นที่รู้กันเป็นอย่างดีในวงการพระเครื่องว่า ผู้ประสานงานคนใดหากินกับงานประกวดพระ เมื่อรู้ว่าเป็นใคร คนในวงการพระจะไม่ให้การสนับสนุน และไม่เดินทางไปร่วมตัดสินพระ องค์กรหรือหน่วยงานใดคิดจะจัดงานประกวดพระ ต้องดูด้วยว่าผู้ประสานงานเป็นใคร การเลือกผู้ประสานงานที่ดีมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อผลกำไรในการจัดงาน ผู้ประสานงานบางคนอยู่ในวงการพระจริง แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของคนในวงการพระเครื่อง ถ้าไม่รู้ควรสอบถามมายังสมาคม ให้สมาคมช่วยดูแลให้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ถามสมาคม คิดจะจัดก็จัด ในที่สุดจัดแล้วก็เจ๊ง
"แม้สมาคมไม่ได้มีกติกาว่าห้ามใครจัดงานประกวดพระ แต่งานใดที่สมาคมให้การรับรอง ทั้งผู้จัดและผู้ส่งจะได้ประโยชน์อย่างมาก การจัดงานประกวดพระชนกัน หรือซ้ำซ้อนกัน ดูจะไม่เป็นผลดีต่อวงการแน่ แต่สมาคมไม่มีสิทธิ์ที่จะไปห้ามเขาได้ เพียงแต่ขอร้องให้หันมาร่วมมือกันจะงดงามกว่า หากขืนจัดแข่งกัน จัดชนกัน ดูเหมือนจะแย่งมวลชนที่จะไปร่วมงานให้แตกแยกมากขึ้น โดยมารยาทใครจองวันจัดงานก่อนจะมีสิทธิ์ก่อน" นี่คือเสียงสะท้อนของพลเรือตรีปรีชาญ จามเจริญ เลขานุการสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย
ด้านนายวันชัย สอนมีทอง ประธานฝ่ายประสานงานสื่อมวลชนสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย พูดไว้อย่างน่าคิดว่า "ในการประกวดพระสมาคมเป็นที่พึ่งได้ ช่วยได้หลายเรื่อง แม้แต่พระหายก็ต้องพึ่งสมาคม ที่ผ่านมาพระหายในการประกวดกลางอากาศ ไม่รู้ใครเอาไป พอหายเสร็จ สมาคมก็ติดตามแล้ว เมื่อได้มาสมาคมก็เป็นกลาง เอาพระมาที่สมาคม เอามาดูแลตรวจสอบให้ และช่วยเรียกมาพบปะกันคืนเจ้าของไปเรียบร้อย อย่างนี้เขาก็สบายใจ ถ้าไม่มีคนกลาง อะไรจะเกิดขึ้น เพราะวงการพระบางทีเป็นเรื่องของผลประโยชน์เหมือนกัน เรื่องของผลประโยชน์พูดกันยาก มีคนกลางอย่างสมาคมให้ความเชื่อถือ ทุกคนให้การยอมรับว่าสมาคมมีศักยภาพในการดูแลแก้ไขในสิ่งต่างๆ"
เสียงสวดจากป๋ายัพ
เมื่อวันพุธที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ สมาคมผู้นิยมพระเครื่องและพระบูชาไทย ได้จัดการประชุมใหญ่ประจำปี ๒๕๕๖ ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ที่ประชุมโดยนายพยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องและพระบูชาไทย หรือป๋ายัพ ได้กำหนดเงื่อนไขและมาตรฐานของการจัดงานประกวดพระ เพื่อให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงสรุปว่าการจัดงานประกวดพระที่สมาคมให้การรับรอง ไม่ควรจะเกิน ๒ ครั้งต่อเดือน หรือปีละไม่ควรเกิน ๒๕ ครั้ง
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการขอจัดงานการประกวดพระ และอื่นๆ โดยเฉพาะการปรับมาตรฐานการจัดงานประกวดพระให้มีมาตรฐานที่ดี เรื่องรายการพระที่จัดเข้าประกวดต้องมีรายการพระหลักเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงานในแต่ละครั้ง เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมและศิลปะอันทรงคุณค่าอันดีไว้ แล้วค่อยเสริมรายการพระท้องถิ่นเพิ่มเติม และพระท้องถิ่นต้องไม่ใช่พระที่เพิ่งสร้างใหม่ โดยขอให้คำนึงถึงภาพลักษณ์ รวมถึงจรรโลงไว้ซึ่งศิลปะอันดีของพระเครื่องเป็นสำคัญ
นอกจากนี้แล้วมีคำพูดหนึ่งที่ป๋ายัพ ฝากถึงคนจัดงานประกวดพระว่า "ตอนมาขออนุญาต รวมทั้งขอความร่วมมือจากสมาคม ผู้จัดงานส่วนใหญ่เสนอหน้ามาขอร้องกันอย่างพร้อมเพรียง พูดชมสมาคม ชักแม่น้ำทั้งแผ่นดินมาเป็นเหตุผลในการขอจัดงานประกวดพระ และทุกครั้งสมาคมก็ไม่เคยปฏิเสธ เพราะภารกิจหลักอย่างหนึ่งของสมาคม คือ การดูแลควบคุมและอนุญาตให้จัดงานประกวดพระเครื่องทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย รายได้จากการจัดงานทั้งหมดจะตกอยู่ในจังหวัดที่จัดงาน แต่ยังถูกตั้งข้อครหานินทาออกมาอย่างต่อเนื่อง ผมอยากย้อนถามหน่วยงานที่เคยจัดงานประกวดพระบ้างว่า เมื่อท่านจัดงานได้เงินไปเป็นกอบเป็นกำแล้ว ท่านเคยมองเห็นคนในสมาคมที่ไปช่วยงานหรือไม่ เคยคิดกลับมาช่วยงานคนอื่นกันบ้างหรือเปล่า กว่า ๘๐% ที่จัดงานในลักษณะตีหัวเข้าบ้าน ที่งานตัวเองอยากได้เงินบริจาคมากๆ เวลาจัดงานต่างคนต่างอยากได้หน้า ผู้ใหญ่คนนี้ นักการเมืองคนนั้น เสนอหน้าเป็นทิวแถว พอถึงคราวต้องไปช่วยงานคนอื่นกลับไม่เห็นหัว แม้แต่งานของสมาคมเองก็ไม่มาช่วยเลย คนเห็นแก่ตัวในลักษณะนี้จัดงานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ขืนจัดครั้งต่อไปก็ไม่มีใครช่วย" นี่คือเสียงสวดจากนายพยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย



