พระเครื่อง

'สมีคำ'ปิดตำนาน'อรหันต์จีวรบิน'

'สมีคำ'ปิดตำนาน'อรหันต์จีวรบิน'

31 ธ.ค. 2556

'สมีคำ'ปิดตำนาน 'อรหันต์จีวรบิน' : ข่าวเด่นคมชัดลึก

             เมื่อผู้ครองตนในสมณเพศเจ้าของหนังสือธรรมะ "นิพพาน... มีจริง" อ้างตนว่าเป็นผู้ทดสอบการหนีจากความพ้นทุกข์ท้าทายโลกมาพิสูจน์ความจริงนาม หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก แห่งสำนักสงฆ์ขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ตกเป็นเป้าการแกะรอยของ "นักสืบโลกไซเบอร์" ตั้งปุจฉา ?

             เหตุใดหนอ ภิกษุวัยเพียง 34 ปี จึงมีผู้คนเรียกว่า "หลวงปู่"

             เหตุใดหนอ ผู้คนจึงมีจิตศรัทธาบริจาคเงินร่วมสร้างถาวรวัตถุกันจำนวนมหาศาล

             เหตุใดหนอ พระผู้มีคำสอนในแนวทางวัดป่า จึงนิยมถือกระเป๋าแบรนด์เนม สวมแว่นตาราคาแพง นั่งเครื่องบินเจ็ตไปรับกิจนิมนต์และแสดงธรรมทั้งในและต่างประเทศ

             เหล่านี้ คือปฐมเหตุแห่งการสาวลึก-ขุดคุ้ยพฤติกรรมของ "เณรคำ" เมื่อกลางเดือนมิถุนายนต่อเนื่องถึงเดือนกันยายน 2556 ท้ายที่สุดอดีตพระเกจิชื่อดังก็กลายสภาพเป็น "สมี" และเป็นข่าวอื้อฉาวโด่งดังไปทั่วโลก

             เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระครูกิตติวรโสภณ เจ้าคณะตำบลดูน รักษาการเจ้าคณะอำเภอกันทรารมย์ ฝ่ายธรรมยุต เคยสะท้อนถึงพฤติกรรม "เณรคำ" ว่า ใช้ชีวิตหรูหราเกินความเป็นสงฆ์ที่ต้องอยู่เรียบง่าย เป็นผู้ปฏิบัติ ไม่ได้หลงในสิ่งของ หากสิ่งที่ญาติโยมนำมาถวายไม่เหมาะสม ไม่ต้องรับก็ได้ ที่ผ่านมาเคยรับนิมนต์ร่วมงานวันเกิดของ "เณรคำ" มีญาติโยมมาจากทางไกลมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ล้วนแต่เป็นผู้สูงศักดิ์ มีชื่อเสียง มากมีด้วยลาภยศ เงินทอง

             ทว่าคำท้วงติงต่างๆ หาได้สั่นคลอนพลังศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์ "เณรคำ" ที่ช่วงหลังเผยแพร่คลิปผ่านยูทูบว่า "มีโอกาสเฝ้าพระอินทร์" กระแสธารแห่งการบริจาคยิ่งหลั่งไหลไม่เคยเหือดแห้ง

             จวบจนมีผู้นำภาพถ่ายชายหัวโล้น แต่งกายคล้ายพระสงฆ์นอนหลับตาพริ้มใกล้กับหญิงสาวคนหนึ่ง ร้องเรียนต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยกล่าวหาว่าพระรูปนี้ คือ "เณรคำ" มีพฤติกรรมเข้าข่ายอาบัติปาราชิก พร้อมทั้งขอให้ตรวจสอบเงินบริจาค และการสร้าง "พระแก้วมรกต" จำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก อาจเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน ต่อมา ประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) นำเรื่องนี้เข้าหารือกัน แต่ไม่มีความชัดเจนนัก พระชั้นผู้ใหญ่ให้เหตุผลว่าต้องรอ "เณรคำ" เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเสียก่อน เพราะเจ้าตัวมีข่าวว่าตระเวนอยู่แถวยุโรป

             ในห้วงเวลาไล่เลี่ยกัน นางลอน มนัส อายุ 68 ปี ผู้มอบที่ดินประมาณ 15 ไร่ ให้ "เณรคำ" สร้างวัดป่าขันติธรรม เมื่อหลายปีก่อน แต่จนถึงวันนี้ยังมีสถานะเป็นเพียงที่พักสงฆ์ ประกอบกับพฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ยอมจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ขันติธรรม ยกเว้นช่วงวัดจัดงานบุญ นางลอนจึงตัดสินใจทวงที่ดินคืน

             ยิ่งตอกย้ำลงไปอีกเมื่อ หลวงปู่พุทธะอิสระ ต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับเศรษฐินีเจ้าของผลิตภัณฑ์สินค้ายี่ห้อดัง พร้อมเปิดสปีกเกอร์ให้ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยเศรษฐินีคนดังกล่าวยอมรับว่า

             "เคยบริจาคทรัพย์จำนวนมากถวายเณรคำ นิมนต์ไปบ้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ รวมถึงฝรั่งเศสด้วยกัน และพูดคุยดูโบรชัวร์เฮลิคอปเตอร์มูลค่า 80 ล้านบาท ที่บ้านของฉัน เขาเรียกเราว่าแม่ อยากให้เขาออกมาพูดเรื่องจริง สังคมจะได้เชื่อมั่น ที่สำคัญมีคนให้ร้ายกล่าวหาว่าโยมแม่เป็นคนเก็บเงิน เอาเงินไปหมด"

             ในที่สุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับทำคดี "เณรคำ" โดยใช้แผนผังระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย "เณรคำ" ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคาร 41 บัญชี ครอบครองทรัพย์สินมีค่าจำนวนมาก อาทิ บ้าน รถยนต์โรลส์รอยซ์ เฟอร์รารี่ และฮัมเมอร์ รวมถึงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับสีกา 8 คน

             ขณะเดียวกัน สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ตั้งกรรมการฝ่ายสงฆ์เข้าไปตรวจสอบ 2 ชุด คือ เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ และเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะวัดต้นสังกัด โดยเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษออกหนังสือเรียกให้มารายงานตัว และชี้แจงเรื่องคำสอนอวดอุตริ เรื่องการเสพเมถุน การครอบครองทรัพย์สินจำนวนมาก และการฉ้อโกงเงินเรี่ยไร ขณะที่เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีได้สอบสวนกรณีการขอเดินทางไปต่างประเทศแล้วไม่กลับวัดตามกำหนดเวลา คือ วันที่ 20 มิถุนายน 2556 กระทั่งถึงวันนี้ก็ยังไร้เงา "เณรคำ"

             พฤติกรรมของอดีตพระเกจิดังเกี่ยวกับการเสพเมถุนนั้น ดีเอสไอลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ สอบปากคำหญิงสาววัย 26 ปี ที่ออกมาเปิดเผยว่าเป็นภรรยาของ "เณรคำ" และมีลูกชายด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันอายุ 11 ปี โดยเธอเล่าว่า เป็นลูกกำพร้าอาศัยอยู่กับยาย รู้จักกับ "เณรคำ" ตอนที่ตามยายไปทำบุญ ช่วงนั้นเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อายุเพียง 14 ปี "เณรคำ" พยายามเข้ามาจีบโดยยื่นข้อเสนอว่า

             "หากยอมเป็นแฟน จะซื้อของมีค่าที่อยากได้ให้ เมื่อหลงเชื่อ "เณรคำ" จึงนัดให้ไปพบ โดย "เณรคำ" สวมชุดฆราวาสขับรถมารับ และไปมีความสัมพันธ์กันในกุฏิ จากนั้นได้มีสัมพันธ์กันเรื่อยมา บางครั้งก็ขับรถไปรับที่หน้าโรงเรียนเพื่อไปมีสัมพันธ์กัน และหลายครั้งที่มีสัมพันธ์กันในขณะที่สวมจีวร"

             อย่างไรก็ตาม "สุริ สุขผล" น้องชาย "เณรคำ" ได้ตั้งโต๊ะแถลงสมอ้างว่า เป็นพระในภาพที่นอนคู่กับสีกา และฝ่ายหญิงสมยอม ภายหลังรู้สึกผิดจึงสึกจากความเป็นพระ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับพี่ชาย แต่มีผู้ไม่หวังดีใส่ร้าย

             หลังจาก "สุริ" เปิดหน้าออกมาสู้แค่ข้ามคืน ก็ต้องยอมจำนนกับหลักฐานของทีมสืบสวนดีเอสไอ สามารถพิสูจน์ได้ว่าภาพดังกล่าวเป็น "เณรคำ" นอนกับหญิงสาว ไม่ใช่ "สุริ" ซึ่งมีข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้จากตำหนิตรงกับ "เณรคำ" 6 จุด คือ รอยหยักที่ใบหู, คาง, จมูก, จุดไฝบนใบหน้า, หน้าผาก และใบหน้า ก่อนเตรียมดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ แต่ภายหลังได้กันตัวไว้เป็นพยาน

             กระแสความดังและความอู้ฟู่ของ "เณรคำ" ยังดึง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดดร่วมวงไล่ล่าเช่นกัน โดยทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อแกะรอยเส้นทางบริจาคเงินจำนวนมหาศาล กอปรกับพฤติกรรมเดินทางไปชายแดนแม่สอด จ.ตาก บ่อยครั้งชวนให้สงสัยว่า อาจจะเกี่ยวพันกับธุรกิจนอกกฎหมาย อีกทั้งจำนวนเงินที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆ เป็นเงินก้อนโต คนในพื้นที่ไม่น่ามีกำลังทำบุญรวมกันได้มากถึงครั้งละ 50 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาท

             ต่อมา ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ นายวิรพล สุขผล หรือ "เณรคำ" ใน 3 ข้อหา คือ ผิดพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ด้วยโพสต์ข้อความอวดอุตริ อภินิหาร นำมาซึ่งความเชื่อถือศรัทธาจากพุทธศาสนิกชน, ฉ้อโกงประชาชน ด้วยการให้โอนเงินทำบุญเข้าบัญชีส่วนตัว และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จึงทำหนังสือให้กระทรวงการต่างประเทศเพิกถอนวีซ่าและหนังสือเดินทาง

             จากนั้นคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ต้องอาบัติของพระวิรพล ชี้ว่ากระทำละเมิดต่อพระธรรมวินัย ข้อเสพเมถุนธรรม จึงมติเป็นเอกฉันท์ว่าให้พระวิรพลขาดจากความเป็นพระภิกษุ ด้วยต้องอาบัติปาราชิกทันที หากพบแต่งกายเป็นพระจะถูกดำเนินคดีในข้อหาต่างกายเลียนแบบสงฆ์

             การตรวจสอบของดีเอสไอพบว่าระหว่างปี 2551-2554 "เณรคำ" ใช้เงินสดกว่า 95 ล้าน ซื้อรถเบนซ์ 22 คัน ส่วนการค้นคฤหาสน์ของ "เณรคำ" 3 หลังในพื้นที่ อ.พิบูลมังสาหาร เจอตู้เซฟบรรจุพลอยสีเขียว ทับทิม หลากสีหลายขนาด ซึ่งร้านทองประเมินราคาราว 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีชื่อเป็นผู้ครอบครองบ้านและที่ดินสาขาวัดป่าขันติธรรม เลขที่ 32140 ออเทอก้าไฮเวย์ เมืองเลคเอลซินอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

             ส่วนความเคลื่อนไหวของ "เณรคำ" ถึงวันนี้... มีเพียงข่าวแพร่สะพัดว่าเดินทางจากฝรั่งเศส ไปกบดานที่บ้านพักส่วนตัวในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา บางกระแสบอกว่าลอบเข้ามาในประเทศลาว แต่ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์พร้อมกับลูกศิษย์ 5 คน ออกจากวัดภูเขาควาย เมืองทุละคม แขวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หนีไปสหรัฐแล้ว ส่วนอีกกระแสระบุว่าหนีไปหลบอยู่ในพม่าด้านชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก

             ทว่าจวบจนวันนี้... "สมีคำ" ยังลอยนวล

...............................

(หมายเหตุ : 'สมีคำ'ปิดตำนาน 'อรหันต์จีวรบิน' : ข่าวเด่นคมชัดลึก) 

"}])