พระเครื่อง

นอนโลงเอาสติรับปีใหม่ปีม้า'เสมือนตายแล้วเกิดใหม่'

นอนโลงเอาสติรับปีใหม่ปีม้า'เสมือนตายแล้วเกิดใหม่'

27 ธ.ค. 2556

นอนโลงเอาสติรับปีใหม่ปีม้าความเชื่อแห่งพิธีกรรม'เสมือนตายแล้วเกิดใหม่' : ท่องไปในแดนธรรม เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู ภาพ ประเสริฐ เทพศรี

             คติความเชื่อเรื่องการต่อชะตา โดยการนอนในโลงศพแล้วให้พระภิกษุสงฆ์ทำพิธีบังสุกุลเป็นบังสุกุลตาย เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุจะนิยมมากในภาคเหนือ ส่วนในภาคกลางนิยมสะเดาะเคราะห์ด้วยการนอนโลงศพ โดยมีคติความเชื่อว่า การให้พระเถระสวดนพเคราะห์ เสริมดวงชะตา เปรียบเสมือน "ตายแล้วเกิดใหม่" เมื่อผ่านพิธีการนอนโลงศพแล้วจะมีสุขภาพแข็งแรง ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เสริมมงคลชีวิตให้บังเกิดโชคลาภเป็นทวีคูณ เสริมบุญบารมีให้ดีเด่นขึ้น ไร้ซึ่งศัตรู ผู้คิดร้ายกลับกลายเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

             "วัดตะเคียน" ถนนนครอินทร์ (พระราม ๕) ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เป็นหนึ่งในวัดที่ริเริ่มจัดพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาด้วยการนอนในโลงศพ ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวนนทบุรี ชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลหลั่งไหลไปพิสูจน์พิธีกรรมโบราณนี้อย่างไม่ขาดสาย โดยหลายคนบอกว่า เมื่อไปทำพิธีแล้วรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์และประสบพบพานกับสิ่งดีกันทั่วหน้า นอกจากนี้บางคนเชื่อว่าการนอนโลงสะเดาะเคราะห์เป็นการแก้เคล็ดต่ออายุและช่วยให้พ้นเคราะห์ได้ โดยบุคคลนั้นๆ จะต้องมีจิตที่เชื่อมั่นจริงๆ ไม่ใช่ทำไปตามกระแส หรือแห่ไปตามที่เขาบอกมา

             พิธีการนอนโลงศพสะเดาะเคราะห์ของวัดตะเคียน จะใช้เวลาแค่ละครั้งประมาณ ๕ นาที โดยพระสงฆ์ที่นิมนต์มาจำนวน ๔ รูป จะสวดบังสุกุลตายให้ผู้ที่นอนในโลงศพ จะหันหัวไปทิศตะวันตก และกลับหัวมาทิศตะวันออก พระจะสวดบังสุกุลเป็น พร้อมให้ศีล ให้พร ทั้งนี้ วัดได้นำโลงศพใบเก่าไปทำพิธีฌาปนกิจตามประเพณี เพื่อให้สิ่งชั่วร้ายและสิ่งไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงให้มอดไหม้ไปกับกองไฟ
 
             สำหรับจุดประสงค์ของการจัดพิธีนอนโลงนั้น วัดระบุว่าไม่ใช่เพียงเพื่อการสะเดาะเคราะห์อย่างเดียว แต่หากยังต้องการสื่อให้ทุกคนรู้ถึงสัจธรรมความจริงว่า ที่สุดแล้วทุกคนย่อมหนีไม่พ้นความตาย อีกทั้งการทำพิธีนี้เปรียบเสมือนการฝึกตายก่อนตายจริง ที่สำคัญ ไม่มีการกำหนดราคาค่าทำพิธีแต่อย่างใด

             ทั้งนี้ พระครูสมุห์สงบ กิตติญาโณ หรือหลวงพี่สงบ พระเลขาหลวงปู่แย้ม และรักษาการเจ้าอาวาสวัดตะเคียน พูดไว้อย่างน่าคิดว่า "พิธีกรรมการนอนโลงดูผิวเผินอาจจะเป็นเรื่องของการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา คติธรรมที่แฝงอยู่ในพิธีนอนโลง คือ เปรียบเสมือนการฝึกตายก่อนตายจริง เป็นการเตือนสติให้ระลึกว่าในที่สุดแล้วทุกคนก็หนีไม่พ้นความตาย จะจนติดดิน หรือรวยล้นฟ้าทุกคนต้องตายแน่ๆ การนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก ถึงจะเรียกว่าคนมีสติ และสตินี่แหละเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการดำเนินชีวิตแต่คนมักไม่สนใจเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งแท้ที่จริงแล้วความตายกับการมีชีวิตอยู่เกือบจะเป็นเส้นเดียวกัน การเรียนรู้เกี่ยวกับความตาย ทำให้เราปรับทัศนคติในการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท"


นอนโลง "ได้คิด-ได้สติ"


             ความนิยม "พิธีกรรมนอนโลงศพ" ของวัดตะเคียนนั้น ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ และมักจะมีดารานักแสดงไปนอนโลงศพประจำ ซึ่งแต่ละคนต่างมีข้อที่ได้จากการนอนโลงศพที่มากกว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา อาทิ "หนุ่ม" คงกะพัน แสงสุริยะ พิธีกรรายการ "บางอ้อ" ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี ได้บุกไปถ่ายทำและอาสาขอนอนในโลงศพด้วยตัวเองมาแล้ว ซึ่งหลังจากหนุ่มทำตามพิธีกรรมจนครบสมบูรณ์แล้ว เขาเปิดใจว่า "ถามว่ากลัวมั้ย ไม่กลัว แต่มีตื่นเต้นนิดหน่อย โดยเฉพาะตอนที่คลุมผ้าขาว แล้วได้ยินเสียงพระสวด สิ่งที่ผมรู้สึกไม่เกี่ยวกับเรื่องการต่ออายุ แต่ผมได้ข้อคิดเรื่องการปลงชีวิตมากกว่า เข้าใจว่าชีวิตคนเราก็เท่านี้ สุดท้ายก็ต้องมานอนในพื้นที่แคบๆ ไม่มีใครเอาอะไรติดตัวไปได้ เพราะฉะนั้นยามที่เรามีชีวิตอยู่ต้องรู้จักทำความดีให้มากๆ เพราะความดีเท่านั้นที่จะติดตัวเราไปทุกภพทุกชาติ"

             ในขณะที่ สุนารี ราชสีมา บอกว่า ที่มาร่วมพิธีเพราะเคยได้ยินมาว่าการให้พระเถระสวดนพเคราะห์ เสริมดวงชะตา เปรียบเสมือนตายแล้วเกิดใหม่ เมื่อผ่านพิธีการนอนโลงศพแล้วจะมีสุขภาพแข็งแรง ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เสริมมงคลชีวิตให้บังเกิดโชคลาภเป็นทวีคูณ เสริมบุญบารมีให้สูงขึ้น ดีขึ้น เด่นขึ้น ศัตรูหมู่มารมลายหายสิ้น กลับเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ทำพิธีไปแล้วชีวิตดีขึ้นอย่างประหลาด และประสบโชคดี มีชัยกันทั่วหน้าด้วย รวมทั้งมีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าการนอนโลงสะเดาะเคราะห์เป็นการแก้เคล็ดต่ออายุและช่วยให้พ้นเคราะห์ได้
 
             สุนารี พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า “มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ เป็นสัจธรรมที่ดารา นักร้อง นักแสดง รวมทั้งอาชีพอื่นมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องธรรมดา ต้องเตรียมใจยอมรับในสัจธรรมข้อนี้ โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทุกวันนี้ดังไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือ บารมี แม้ว่าจะไม่ได้ปรากฏหน้าต่อสื่อสารมวลชน ไม่ถูกโปรโมท ก็ยังเป็นที่รู้จัก ไม่ว่าจะไปไหนคนยังจำได้ มาขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น เช่นเดียวกับเมื่อครั้งยังมีชื่อเสียง”


แก้ปีชง "ลอยเทียน - ลอดโบสถ์หัวเสือ"

 
             คติความเชื่อเรื่องปีชงและการแก้ปีชงนั้น เป็นศาสตร์ตามความเชื่อของชาวจีนที่มีมานานนับพันปี สามารถช่วยชีวิตคนได้อย่างมากมายมหาศาล ปีชงและการแก้ปีชงเป็นสิ่งเตือนสติไม่ให้คนประมาทในการดำเนินชีวิตทุกๆ ด้าน เช่น ใน พ.ศ.๒๕๕๖ นี้ มี ๔ ปีชง ได้แก่ "ปีชวด ปีมะเมีย ปีเถาะ ปีระกา" ซึ่งตามสถิติที่มีการบันทึกเอาไว้ว่าต้องมีปัญหาเกิดขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นการเตือนสติให้คนใน ๔ ปีนี้ไม่ประมาทต่อการดำเนินชีวิต

             ทั้งนี้ มีคำทำนายว่า ผู้ที่เกิดปีชวด ปีนี้ดวงกระทบถูก อาจมีเคราะห์เลือดตกยางออก จะมีเกณฑ์ประสบอุบัติเหตุจนร่างกายได้รับบาดเจ็บ สำหรับผู้ที่เกิดปีมะเมีย ปีนี้ปีมะเมียจะถูกเอาเปรียบ มีคนมาเบียดเบียนจนทำให้วุ่นวายใจ ทั้งนี้หากโชคดีจะประสบโชค  ๒ ชั้น หากมีเคราะห์จะทวีคูณ ๒ เท่า ส่วนปีเถาจะถูกหมู่มิตรหมางเมิน เกิดผิดใจกับเพื่อนฝูง ทำให้ชีวิตไม่เป็นสุข ในขณะที่ปีระกา ปีระกาปีนี้คาดหวังในสิ่งใดจะไม่สมดังหวัง และสุขภาพปีนี้จะไม่แข็งแรง

             ส่วนพิธีกรรมแก้ปีชงนั้น วัดได้จัดให้มีพิธีตามคติความเชื่อของชาวจีนไว้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเป็นแบบไทยๆ ที่วัดตะเคียนคนจะแห่งไปลอดโบสถ์หัวเสือ-มังกร โดยมีคติความเชื่อว่าหากได้ลอดหรือมุดแล้ว จะช่วยถอนคุณไสยมนต์ดำ เดรัจฉานวิชา เสน่ห์ยาแฝด หรือสิ่งอัปมงคลต่างๆ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บ และเป็นสิริมงคลว่าเป็นการหนุนวาสนา หนุนดวง มั่งมีศรีสุข ประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงาน ส่วนพิธีลอยเทียน-ลอยเคราะห์ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยมคติความเชื่อว่า "เคราะห์กรรมจะถูกเผาไหม้ไปพร้อมๆ กับเปลวเทียนและลอยไปกับสายน้ำ"

             อย่างไรก็ตามในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วัดได้จัดทำรูปหลวงปู่แย้ม ขนาด ๔X๖ นิ้ว โดยหลวงปู่อธิษฐานจิต สำหรับแจกฟรีทุกท่านที่ไปไหว้พระวัดตะเคียน ระหว่างวันที่เสาร์ที่ ๒๘ ธ.ค.๒๕๕๖-อาทิตย์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๕๗ สอบถามเส้นทางไปวัดตะเคียน โทร.๐-๒๕๙๕-๑๘๕๑ และ ๐๘-๘๖๗๒-๕๑๙๖

"}])