พระเครื่อง

'อิทัปปัจจยตา'แห่งการคอร์รัปชั่น!

'อิทัปปัจจยตา'แห่งการคอร์รัปชั่น!

17 ธ.ค. 2556

'อิทัปปัจจยตา'แห่งการคอร์รัปชั่น! : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง ศูนย์ภาพเนชั่น ภาพ

              เส้นทางการดำเนินไปของเหตุปัจจัยหนึ่งไปยังอีกเหตุปัจจัยหนึ่ง จากเหตุ กลายเป็นผลนั้น มันก็คือ กฎอิทัปปัจจยตา นั่นเอง แต่ตอนนี้ อิทัปปัจจยตาแห่งการคอร์รัปชั่น กำลังเป็นที่ทนไม่ได้แล้วของสังคมไทย เรามาดูกันชัดๆ ว่ามันมาได้อย่างไร และจะขจัดมันออกไปได้อย่างไร  
อิทัปปัจจยตา แปลตรงๆ ว่า เมื่อมีสิ่งๆ นี้ สิ่งนี้ๆ จึงมี, เมื่อดับสิ่งนี้ๆ แล้ว สิ่งๆ นี้ ก็ดับไป, แล้วมันมาประยุกต์ใช้ยังไงกับการคอร์รัปชั่นเล่า?

              การเสียดินแดน หรืออธิปไตยให้เขมรก็ดี การที่ประเทศไทยเสียแชมป์โลกเรื่องการส่งออกข้าว ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณก็ดี การที่เงินคงคลังถึงขั้นวิกฤติใกล้ถังแตก กระทั่งรัฐบาลสั่งสรรพากร เตรียมรีดเลือดประชาชนผู้ประกอบสัมมาอาชีโวก็ดี การที่หน่วยเก็บกู้ระเบิด ฝีมือดีแต่ขาดยุทโธปกรณ์ จึงต้องสังเวยชีวิตลงอย่างอนาถ ตั้งแต่รุ่น "จ่าเพียร" กระดูกเหล็ก มาจนถึง "ดาบแชน" วีรบุรุษ EOD   ก็ดี ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นแค่ "ผลพวง" ที่สุกงอมแล้วหล่นลงมาจาก "ต้นไม้แห่งการคอร์รัปชั่น" อันมี "รากเหง้า" คือ "ความโลภและความเห็นแก่ตัว" นั่นเอง และไอ้ต้นไม้ระยำนี้เอง มันหยั่งรากลึกลงดิน มีชีวิตยืนต้นอยู่ได้อย่างไร้ยางอายในแผ่นดินไทย ก็เพราะดินดำ ฉ่ำน้ำ อุดมด้วยปุ๋ย ที่โอบอุ้ม ค้ำจุนมันอยู่ และ "ดินดำ" ชนิดนี้เอง ก็คือ "ทัศนคติอันผิดเพี้ยน เพิกเฉยต่อการคอร์รัปชั่นของคนในชาติ" ที่ยาวนาน จนถึงขนาดประชาชนหลายล้านคนรวมใจกันออกมาไล่รัฐบาล เพื่อโค่นล้มระบบใดระบบหนึ่ง ซึ่งเบื้องหลังหน้าตาของระบบนั้นๆ ก็คือ กิเลส ตัณหานั่นเอง

              ทัศนคติเหล่านั้นที่ทำให้ฟันเฟืองของการคอร์รัปชั่นฝังรากลึกมายาวนาน เป็นอย่างไรเล่า?

              "ใครมันจะโกงกินบ้าง ก็ช่างเขาเถอะ จะไปหานักการเมืองที่บริสุทธิ์ ผุดผ่องได้ที่ไหนกัน?"

              "ซื่อสัตย์แต่ไร้ผลงาน หรือจะสู้โกงกินแต่มีผลงาน? หลับตาข้างเดียว ปล่อยๆ ไปเถอะ"

              สรุปว่า เก่งแต่โกง ดีกว่า ซื่อแต่ไม่เก่ง คนยอมรับได้ (ผมก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ รัตนโกสินทร์สมัย ไม่มีใครเลยหรือที่จะทั้งเก่งและซื่อสัตย์ อยู่ในคนคนเดียวกันน่ะ?) ... เป็นต้น

              ก็ทัศนคติอันเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างนี้แหละครับที่เป็นดินดำจำนวนมหาศาลคอยโอบอุ้ม ต้นไม้ระยำอันก่อให้เกิดความเสียหายนั่นไว้ ต้นไม้คอร์รัปชั่นจึงเติบใหญ่ หยั่งรากลงลึก ขยายเผ่าพันธุ์ไปมากมาย เต็มพื้นที่ประเทศไทย ฆ่าไม่ตาย ตัดไม่หมด โค่นไม่ลง เสียที

              ประเทศไทยเรา แม้จะเป็นอิสระจากการล่าอาณานิคมมาเนิ่นนานตามประวัติศาสตร์ก็จริง แต่เรากลับไม่เคยเป็นอิสระจากการทุจริต คอร์รัปชั่นเลยนะครับ ตั้งแต่ที่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย (พ.ศ.๒๔๗๕) มาตราบจนปัจจุบัน เอาแค่ว่าตลอดชีวิตของผม นอกจากสถานการณ์การกินบ้านกินเมืองจะไม่ดีขึ้นแล้ว ยังเกิดนวัตกรรมที่สลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อนงำ ตรวจสอบเอาผิดได้ยาก ถึงยากที่สุด เสียอีก เราลองไล่เรียงประวัติศาสตร์ย้อนกลับไป ไม่ต้องมาก เอาหลังยุคป๋าเปรม พลเอกเปรม ตินสูลานนท์ โชติช่วงชัชวาล เป็นต้นมา พอจะจำแนกแจกแจงได้เป็น ๓ รุ่น

              ๑. รุ่นโกงแบบไม่มีใบเสร็จ อดีตนายกฯ ท่านหนึ่งผู้เปลี่ยนสนามการรบเป็นสนามการค้า เริ่มต้นก็ทำท่าจะดูดี สุดท้ายก็โกงกินกันแบบบุฟเฟ่ต์ คาบิเนต เมื่อถูกสังคมกดดัน ซักถามว่ามีการคอร์รัปชั่นในคณะรัฐบาลท่านจริงหรือไม่ กลับได้รับคำตอบอย่างเล่นลิ้น ไร้ยางอายว่า ไปหาใบเสร็จมาสิ!

              ๒. รุ่นคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ถึงรุ่นที่เราได้นายกฯ มาดใหม่ ไฟแรง สโลแกน น่าเชื่อถือ “ผมรวยแล้วไม่โกงหรอก” ตรรกะที่ว่า คนรวยแล้วจะไม่โกง จึงสะกดจิต หลอกคน ลวงโลกได้อยู่พักใหญ่ ผมลองใช้ตรรกศาสตร์มาพิสูจน์ตรรกะที่อดีตนายกฯ คนนั้นว่าไว้ก็ได้ผลลัพธ์ว่า เป็นตรรกะที่ไม่จริงเสมอไป ท่านผู้อ่านไม่ต้องเชื่อผลพิสูจน์ทางตรรกศาสตร์ก็ได้นะครับ ใช้สามัญสำนึก (common sense) พิจารณาเอาเองตามหลักธรรม ก็คงทราบกันโดยทั่วว่า คนที่โกง นั้นต้องมีเหตุปัจจัยมาจากความโลภ หรือ ความเห็นแก่ตัว (ไม่เกี่ยวกับรวยหรือจน) นั่นเอง ต้นไม้คอร์รัปชั่นในยุคนี้ ได้รับการพัฒนามากขึ้น เป็นการย้อนไปถึงต้นน้ำ แก้ไขนโยบายให้สอดรับการโกงกิน เป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ซึ่งเอาผิดได้ยากมากขึ้นอีก

              ๓. รุ่นนิรโทษกรรมการโกง รุ่นนี้สมบูรณ์แบบกว่าทุกๆ รุ่นในโลกมนุษย์ เท่าที่เคยมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยเป็นต้นมา นอกจากจะเป็นนวัตกรรมที่ครอบคลุม ๒ ฟังก์ชันแรก คือ ไม่มีใบเสร็จก็แล้ว คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายก็แล้ว แต่รุ่นนี้มีการพัฒนาระบบปกป้องตนเอง (กันพลาด) เขามีการยกประโยชน์ ล้างผิดให้คนโกงเพิ่มขึ้นมาอีก หากฟังก์ชันนี้ ไม่มีใครขัดขวางแล้วไซร้ อนาคต มันจะเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าเราจะมีองค์กรอิสระอันประเสริฐ คอยตรวจสอบ ชี้มูล พิพากษาอย่างไรก็ตาม พวกคนโกง ก็สามารถจะคว่ำกระดาน Set Zero ได้ทุกเมื่อ จะกี่ครั้งก็ได้ ตามใจผู้มีอำนาจ จะกดปุ่ม Set Zero ได้อย่างชอบธรรมแล้ว (เพราะถูกกฎหมายอันไม่ชอบธรรม ที่ไม่ชอบธรรม เพราะแก้ไขกันตามอำเภอใจ โดยมุ่งผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเป็นหลัก)

              ที่น่ากลัวที่สุด คือนวัตกรรมรุ่น ๓ ของต้นไม้แห่งการคอร์รัปชั่นนี้เอง หากปล่อยให้มันแจ้งเกิด หยั่งรากลงได้ผืนแผ่นดินไทยได้เมื่อไร เราจะหมดยุคที่เคยเรียกสยามประเทศ ว่าเป็น แผ่นดินธรรม(ปกครองโดยธรรม) -แผ่นดินทอง (ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์) ได้เลย เพราะมันจะกลับตาลปัตรเป็น แผ่นดินพาล (ปกครองโดยอันธพาล) - แผ่นดินดอง (เศรษฐกิจถูกดอง เพราะความมั่งคั่งถูกครอบครองโดยชนชั้นปกครองเพียงกลุ่มเดียว)  ท่านอาจจินตนาการล่วงหน้าไว้ได้เลยว่า คนไทยรุ่นลูกหลานเรา จะประสบแต่ความยากจนข้นแค้น ลำบากยิ่งกว่าประเทศผู้แพ้สงครามโลกมาเสียอีก เพราะสงครามนี้เป็นสงครามภายในประเทศ ที่ยาวนานเสียยิ่งกว่า แนบเนียนไร้ที่ติ เมื่อผู้มีอำนาจผิดก็ล้างให้ได้ อำนาจของมันช่างมากมาย ยิ่งกว่าพลานุภาพแห่งพระเจ้าทุกพระองค์ในทุกศาสนา

              ดังนั้น ประเทศไทยจะค่อยๆ อ่อนแอ ผุพังลง เพราะถูกต้นคอร์รัปชั่นกัดกิน กร่อนกลวงมาจากเนื้อใน ดังสนิมเหล็กที่ค่อยๆ ทำลายเนื้อเหล็กของตัวเองแท้ๆ นี้เอง คือกระบวนอิทัปปัจจยตาแห่งการคอร์รัปชั่น

              ท่านพุทธทาสภิกขุ มองเห็นความฉิบหายครั้งนี้ ล่วงหน้ามาเป็น ๔๐-๕๐ ปีแล้ว ท่านจึงเตือนเรื่องประชาธิปไตยจะทำให้ชาติเจริญ ร่มเย็นได้ ต้องเป็น ประชาธิปไตยที่มี "ธรรม" นำหน้า หรือเป็น "ธรรมาธิปไตย" นั่นเอง มิใช่ ประชาธิปไตย อย่างที่ตกเป็นทาสวัตถุนิยม ทุนสามานย์ แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา อย่างที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน ...
หากไม่มีใครขัดขวาง สกัดกั้น ตามไปแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา (สมุทัย) หรือ เปลี่ยนแปลงทัศนคติคนส่วนรวมในประเทศได้แล้ว คงไม่นานหรอกครับ  (อาจได้เห็นในชั่วชีวิตของท่านผู้อ่าน) คนไทยเราอาจจะยากจนกว่าคนเขมร แน่นอนครับ

              ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหล ลุ่มหลง

              ชาติกำลังไหลรวน ร่วงโรย ลงเหว

              ด้วยชนชั้นปกครองนั้น เปี่ยมไปด้วยคนเลว

              พาชาติจมลงเหว... ตื่นเถิด ชาวไทยฯ

"}])