
ข้อสอบธรรมศึกษาแนะรู้จ้กประนีประนอม
ข้อสอบธรรมศึกษาเตือนสติอย่าวิวาท รู้จ้กประนีประนอม แถมปีนี้ส่งทางเน็ตกันทุจริตมีรั่ว เอกชนแนะ 'หันหน้าเจรจา-ยุบสภา'
26พ.ย.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย.เป็นต้นมา แม่กองธรรมสนามหลวงและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดให้การสอบนักธรรมและธรรมศึกษาสนามหลวงพร้อมกันทั่วประเทศและต่างประเทศด้วย สำหรับพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และฆราวาสทั่วไป
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าข้อสอบวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม ธรรมศึกษาชั้นเอก เป็นพุทธภาษิตเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันมาก เนื่องจากมีประชาชนกว่าล้านคนออกมาชุมนุมคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมสุดซอยที่ค้างอยู่ในระบบรัฐสภาและระบอบทักษิณเกือบ 1 เดือนแล้ว ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า "ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และความไม่วิวาทโดยความปลอดถัยแล้ว เป็นผู้พร้อมเพรียง มีความประนีประนอมกันเถิด นี่เป็นพุทธศาสนี"
ขณะเดียวกันมีรายงานว่าปีนี้แม่กองธรรมสนามหลวงและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดให้มีการส่งข้อสอบทางระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อป้อกันการทุจริต แต่ปรากฏว่ามีข้อสอบรั่วจึงต้องกำหนดให้มีการสอบใหม่
เอกชนแนะ'หันหน้าเจรจา-ยุบสภา'
ภาคเอกชนกังวลถึงปัญหาทางการเมืองในประเทศ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติได้ทยอยสอบถามว่าสถานการณ์ชุมนุมจะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด ซึ่ง ส.อ.ท.ก็ไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ โดยภาคเอกชนกังวลว่าจะบานปลายเพิ่มขึ้น จึงอยากให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันแทนที่จะทำให้สังคมแตกแยกไปมากกว่านี้ เพราะหากเหตุการณ์ยืดเยื้อ จะกระทบต่อรายได้การส่งออก รายได้จากการท่องเที่ยว และบรรยากาศของการลงทุนจากต่างชาติ ที่หากเสียหายไปก็จะยากที่จะฟื้นคืนมาได้ในระยะเวลาสั้นๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศเมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมือง ก็ทำให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ไม่สามารถกลับคืนมาได้
แนะ"ยุบสภา"-ทุกฝ่ายรับกติกา
"หากถามว่าการยุบสภาจะเป็นทางออกสุดท้ายหรือไม่นั้น ผมมองว่าการยุบสภาจะทำให้ทุกอย่างกลับไปสู่ภาวะปกติ ทุกคนไปเข้าคูหาเลือกตั้ง แต่รัฐบาลชุดนี้ก็มาจากการเลือกตั้ง หากมีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล แล้วก็มีการต่อต้านเหมือนในขณะนี้ การยุบสภาก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด" นายพยุงศักดิ์ กล่าวและว่า เตรียมเรียกสมาชิก ส.อ.ท.ประชุมกันเพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องการส่งออกของประเทศ เพราะคำสั่งซื้อที่จะเริ่มเข้ามาในเดือนมกราคม 2557 อาจจะหยุดชะงักลง เพราะลูกค้าต่างชาติไม่มั่นใจว่าหากเกิดความรุนแรงแล้วผู้ผลิตของไทยจะสามารถผลิตสินค้าตามที่สั่งซื้อได้หรือไม่ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงลูกค้าจึงหันไปซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และหากเป็นเช่นนี้ คำสั่งซื้อใหม่ๆ ก็จะไม่กลับมาที่ประเทศไทย
นอกจากนี้นักลงทุนหน้าใหม่จะไม่เข้ามาลงทุนในไทย จะทำให้ตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยหดตัว การจ้างงานก็จะลดลง แรงงานจบใหม่ก็จะตกงาน แรงงานในระบบก็จะมีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย เกิดปัญหาเศรษฐกิจตามมาอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างเตรียมตัวพัฒนาประเทศเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แต่ประเทศไทยในฐานะประเทศที่สำคัญในภูมิภาคนี้กลับมัวแต่ทะเลาะกัน
"หากท้ายที่สุด รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็มีทางออกสุดท้ายอย่างเดียวคือการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินกันใหม่ ซึ่งแม้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักไปบ้าง แต่ก็ดีกว่าประเทศจะเดินหน้าไปสู่ความรุนแรง และภายหลังการเลือกตั้ง ทุกฝ่ายก็ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน ไม่ให้เกิดเหตุใครแพ้ก็มาขับไล่รัฐบาลอีก ถ้าไม่เคารพกติกาประเทศชาติก็ไม่สามารถเดินหน้าไปได้" นายวัลลภกล่าว
หอการค้าไทยเสนอหันหน้าเจรจา
ส่วนนายกลินท์ สารสิน กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ภาพการชุมนุมจะออกสู่สายตาชาวต่างชาติบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติและนักท่องเที่ยว ที่จะเลี่ยงเดินทางเข้ามาในไทย อย่างไรก็ตามค่อนข้างประเมินสถานการณ์ลำบาก เพราะส่วนตัวยังมองไม่เห็นทางออกของประเทศว่าจะยุติปัญหาได้ด้วยวิธีใด จึงยากที่หอการค้าไทยจะออกแถลงการณ์ถึง "จุดยืน" ในเวลานี้
“ต้องประเมินสถานการณ์กันแบบวันต่อวัน จำนวนคนเริ่มเพิ่มขึ้นมากมายในวงกว้าง แต่รัฐบาลก็ยังนิ่งไม่ตอบโต้จึงยังไม่รู้ท่าทีที่ชัดเจน ไม่รู้ว่าเรื่องจะจบอย่างไร แม้แต่ภาคธุรกิจที่ติดตามอย่างใกล้ชิดหลายคนก็มองไม่ออกว่าปัญหาจะจบอย่างไร” นายกลินท์กล่าว และว่า การชุมนุมทำให้การทำงานของรัฐบาลมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่อาจจะต้องชะงักงันในหลายโครงการ
นายกลินท์ มองว่าทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้สำหรับประเทศชาติและบ้านเมืองคือ การหันหน้าพูดเจรจาอย่างสันติวิธี แทนการยืนอยู่ในจุดยืนของตัวเอง เพราะไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติในระยะยาว จะปล่อยให้ประเทศวุ่นวายเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ ต้องมีบทสรุปและยุติปัญหาที่ชัดเจน
ททท.ตั้ง3สมมุติฐานผลพวงม็อบ
ด้าน นายสุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากการติดตามศูนย์ปฏิบัติการวางแผนการท่องเที่ยวและศูนย์ปฏิบัติการในภาวะวิกฤติ (ศวก.) ททท.ได้ทำการประเมิน 3 สมมติฐานผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ได้แก่ 1.หากสถานการณ์ไม่รุนแรงและจบภายในปี 2556 ภาพรวมท่องเที่ยวสิ้นปีทั้งรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวจะไม่ได้รับผลกระทบ โดยเป้านักท่องเที่ยวสิ้นปี 2566 จะอยู่ที่ 26.01 ล้านคน รายได้ 1.17 ล้านบาท และปี 2557 จะยังคงเป้านักท่องเที่ยว และรายได้เดิมไม่เปลี่ยนแปลง
2.หากมีการประกาศเตือนภัยเป็นระดับ 5 ห้ามนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทย คาดว่านักท่องเที่ยวจะลดลงประมาณร้อยละ 8-10 ของภาพรวมนักท่องเที่ยวทั้งปี ซึ่งจะทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางประมาณ 25.75 ล้านคน สูญเสียรายได้จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท และหากสถานการณ์ระดับ 5 ลากยาวถึงไตรมาสแรกปี 57 จะทำให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวปี 57 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 7 จากเดิมที่ตั้งเป้าว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 13 และรายได้ขยายตัวร้อยละ 13
3.หากมีการประกาศเตือนภัยเป็นระดับ 5 และมีสถานการณ์ความรุนแรงใกล้เคียงกับการปิดสนามบินในปี 51 ททท. ประเมิน นักท่องเที่ยวเดือนธันวาคม จะลดลงประมาณร้อยละ 18-20 และหากชะลอต่อไปจนถึงไตรมาส 2 ปี 57 จะส่งผลให้ปี 56 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางที่ 25.5 ล้านคน สูญเสียรายได้ 2.79 หมื่นล้านบาท และปี 57 จำนวนนักท่องเที่ยวจะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 7 จากเดิมที่ตั้งเป้าสิ้นปี 2557 มีนักท่องเที่ยว 28.01 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 13 และรายได้จะขยายตัวร้อยละ 11 ต่ำกว่าที่ ททท.คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 13 มีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.32 ล้านล้านบาท
19 ชาติเตือนเลี่ยงมาเมืองไทย
“ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสนามบินทั้งสุวรรณภูมิและภูเก็ตยังเดินทางปกติ ไม่พบจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังคาดการณ์ไม่ได้ แต่ตลาดที่จะกระทบและกลับมาเร็วคือตลาดระยะใกล้ ซึ่งจะใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 3 เดือน แต่ขึ้นอยู่ว่าการชุมนุมจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด หากสถานการณ์เลวร้าย มีการบาดเจ็บ ล้มตายเกิดขึ้นจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึงจะฟื้นตัว” นายสุกรีย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการประกาศแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวเพิ่มอีก 3 ประเทศ คือ อิตาลี ฟินแลนด์ สโลวัก เป็น 19 ประเทศ จากเดิม 16 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศษศ สวีเดน ญี่ปุ่น ไต้หวัน แคนาดา ออสเตรีย อิสราเอล บราซิล สิงคโปร์ เบลเยียม สเปน เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เยอรมนี และ ฮังการี ซึ่งเป็นการเตือนในระดับที่ไม่รุนแรง ให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการชุมนุม
นายสุกรีย์กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ ททท. มีความเป็นห่วงอยู่ 4 ตลาด ได้แก่ จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น แต่จากการติดตามข้อมูลและการรับรายงานจาก ททท. สำนักงานต่างประเทศทั้ง 27 สำนักงาน ยังคงปกติไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมในไทย มีเพียงสื่อในเอเชียบางประเทศเท่านั้น ที่มีการนำเสนอเหตุการณ์การชุมนุมของไทยโดยเป็นการนำเสนอในแง่บวกว่าเป็นการชุมนุมอย่างสงบ ไม่มีความรุนแรงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา
เตือนนักลงทุนแห่ทิ้งบอนด์ไทย
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงการที่ผู้ชุมนุมบุกยึดสถานที่ราชการ ว่า เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มไม่เชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น โดยจากการประเมินหากมีสถานการณ์รุงแรงเกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของจีดีพี ที่ 0.5-1 % ซึ่งปัจจุบันประเทศเผชิญปัจจัยเสี่ยงในภาคการเงินโลก 2 ส่วนหลักๆ ทั้งมาตรการคิวอีที่มีแนวโน้มจะหยุดลงในอนาคต อีกทั้งเดือนธันวาคมเป็นช่วงที่นักลงทุนต่างชาติมักจะขายหุ้นและพันธบัตรที่ถืออยู่เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนในปี 2557 ทำให้เงินทุนต่างชาติทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไหลออกต่อเนื่อง และการชุมนุมจะเป็นตัวเร่งส่งผลกระทบให้เงินทุนต่างชาติอาจมีทิศทางที่ไหลออกได้
"หากรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายและก่อให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น ก็อาจจะต้องประเมินผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง" นายเชาว์ กล่าว
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัย เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวถึงการยึดกระทรวงการคลังว่า ต้องรอประเมินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการจัดการด้านการเบิกจ่ายงบประมาณมากน้อยเพียงใด และรัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศ หรือเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ได้เป็นปกติหรือไม่ แต่ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาเห็นผลกระทบชัดเจนว่าการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลนั้นล่าช้าและไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้
ส่วนการชุมนุมหากยืดเยื้อยาวนานจะส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนที่เดิมมีกำลังซื้อชะลอตัวอยู่แล้ว ก็อาจจะชะลอตัวไปอีกได้ และสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ หากมีความรุนแรงจะกระทบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และจะเป็นตัวฉุดให้การเติบโตทางเสรษฐกิจไทยในปีหน้าปรับตัวลดลงได้
นายอีวาน อาซิส หัวหน้าสำนักการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เตือนว่า เอเชียต้องเตรียมรับมือกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะลดขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ลงซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้เงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรในเอเชีย อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนปัจจัยการเมืองของไทยก็เป็นปัจจัยหนึ่งในหลายๆปัจจัยที่นักลงทุนนำมาพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน และนักลงทุนจะไม่ชอบเหตุการณ์ที่ไม่มีความแน่นอน
ทปอ.เกาะติด-ชี้ยุบสภายังทำไม่ได้
วันเดียวกัน ที่อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะทำงานติดตามและประเมินสถานการณ์ทางการเมืองของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) นำโดย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)ในฐานะประธาน ทปอ.และประธานคณะทำงาน ร่วมด้วย ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ, ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว), ผศ.ดร.ชัยชาญ ถาวรเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.), ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) และ รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) เข้าร่วมประชุม
ศ.ดร.สมคิด กล่าวถึงการหารือว่า อธิการบดีบางท่าน ได้เสนอทางออกว่าสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลควรยุบสภา แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ในตอนนี้ เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่าเมื่อมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะยุบสภาไม่ได้ จนกว่าจะมีการลงมติในเรื่องดังกล่าว หรือฝ่ายค้านจะมีการถอนญัตติ ดังนั้นการยุบสภาจะทำได้ ต้องทำหลังจากมีการลงมติในวันที่ 28 พฤศจิกายน
"ทปอ.จะประเมินติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และจะประชุมบ่อยขึ้น หากมีความรุนแรงจะออกแถลงการณ์และเสนอทางออกให้แก่ประเทศก่อนวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ก็ได้" ศ.ดร.สมคิด กล่าวและว่า มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งได้กำชับ นักศึกษา บุคลากรของมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมชุมนุมให้ดูแลตัวเอง
'มศว'ขอพลิกเมืองไทยปฏิรูปครั้งใหญ่
ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า มศว ต้องการจะทำให้สังคมไทยเห็นความสำคัญเรื่องของกิจการเพื่อสังคม การจะทำให้สังคมไทยอยู่รอดและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้วยวิธีการคิดที่ประชาชนต้องช่วเหลือตัวเอง มากกว่าจะรอการแก้ปัญหาของรัฐบาล ระบบสังคมโลกที่เคลื่อนจากระบบสังคมนิยมเพื่อทุกคนมีความเท่าเทียมกัน เข้าสู่ระบบทุนนิยม การค้าเสรีต้องใช้กลไกของการตลาด แล้วก็เกิดโลกของทุนนิยมขึ้นมา ประเทศมหาอำนาจต่างได้รับผลกระทบต่อระบบทุนนิยม ยิ่งเกิดความต่างกันมากระหว่างคนจนและคนรวย ทุกประเทศต่างค้นหาทางออกในการแก้ปัญหาความยากจนหรือปัญหาสังคมอื่น ๆ คงถึงเวลาแล้วที่เราต้องมีทางเลือกใหม่ ซึ่งเป็นทางเลือกที่สามหรือ( The Third Sectors )ในการช่วยกันปฏิรูปประเทศ สร้างคนดี นักธุรกิจที่มีจิตสำนึกร่วม เพื่อส่วนรวม ในเมืองไทยมีคนที่พูดเรื่องทางออกของปัญหาต้องขับเคลื่อนด้วย กิจการเพื่อสังคม อย่างเช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งมีคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมกิจการสังคม(สกส.) เป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนและสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม ขณะที่มศวมีนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม จึงได้มาร่วมกันทำงานด้านนี้เป็นเครือข่ายอย่างเข้มแข็ง
“การประกาศเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม มศวจะต้องขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยได้จัดงานประชุมนานาชาติขึ้น เพื่อนำเสนองานทางวิชาการที่มีการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งใช้ชื่อว่า “กำไร ความหวัง สังคม ความท้าทายใหม่ของธุรกิจเพื่อสังคม” หรือ Social Impact after Social Enterprise Approach ขึ้นในวันที่ 27 พ.ย.2556 ในเวลา 08.30 – 16.00 น. ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี ชั้น 4 อาคารนวัตกรรม ศ.ดร.สาโรช บัวศรี มศว ประสานมิตรหากมีข้อสงสัยกรุณาติดต่อกลับ 089-203-2973"



