
'ปอยส่างลอง' บุญ...ปอยลูกแก้วราชภัฏเชียงราย
ประเพณี "ปอยส่างลอง" หรือ "ประเพณีบวชลูกแก้ว" เป็นประเพณีประจำปีของชาวไต หรือไทยใหญ่ เกือบทั้งหมดของจ.แม่ฮ่องสอน
ประเพณีนี้เป็นการนำเด็กชายที่มีอายุครบบวช เข้าบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อกล่อมเกลาให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีต่อไป
คำว่า "ปอยส่างลอง" เป็นภาษาไทยใหญ่ ซึ่งสามารถแยกศัพท์ออกได้คือ "ปอย" แปลว่า งานหรือพิธีการ "ส่าง" หมายถึง สามเณร ส่วน "ลอง" แปลว่า ยังไม่ได้เป็น
ฉะนั้น เมื่อนำมารวมกัน จะหมายถึง พิธีการเตรียมตัวเป็นสามเณร นั่นเอง
กระบวนการปอยส่างลอง จะเริ่มขึ้นเมื่อมีการชักชวนกันของชาวบ้าน ที่มีลูกหลานอายุครบบวช โดยจะมีการคัดเลือกเจ้าภาพใหญ่ ซึ่งจะเป็นแม่งานในการจัดงาน ซึ่งมักจะเป็นคหบดี หรือผู้กว้างขวางในสังคม โดยเจ้าภาพจะมีหน้าที่ในการร่วมกันกำหนดขั้นตอนของพิธีการ เช่น ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรช.) ร่วมกับ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการ มรช. ซึ่ง นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานคณะกรรมการ ได้ร่วมกับคณะศรัทธาที่มีแนวความคิดเดียวกัน คือ ๑.คุณศิริธัช โรจนพฤกษ์ ๒.คุณนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ และ ๓.คุณสุภชัย วีระภุชงค์ จัดโครงการบรรพชาและอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามโครงการ “ปอยลูกแก้วราชภัฏเชียงราย” ณ หอประชุมกาสะลองคำ และวัดพระแก้ว ในวันที่ ๔-๕ เมษายน ที่ผ่านมา
นายธนาชัย บอกว่า เด็กที่มีอายุครบบวช จะถูกนำตัวไปอยู่วัดเพื่อเรียนรู้วัตรปฏิบัติสำหรับการเป็นสามเณรก่อนพิธีการ ประมาณ ๒๐ วัน ส่วนผู้ใหญ่ก็จะวางกำหนดการวันประกอบพิธี ซึ่งจะแบ่งเป็น ๓ วัน วันรับส่างลองไปฝึกวัตรปฏิบัติที่วัดกลับมาประกอบพิธีที่บ้านเจ้าภาพ วันที่สองเป็น วันแห่เครื่องไทยทาน และเรียกขวัญส่างลอง (คล้ายๆ กับการทำขวัญนาค) ซึ่งจะประกอบด้วย ขบวนแห่ฟ้อนรำแบบไทยใหญ่ ขบวนมโหรี ขบวนแห่เครื่องไทยทาน เครื่องอัฐบริขาร เทียนเงิน เทียนทอง เป็นต้น
ซึ่งส่างลองจะถูกตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับที่สวยงาม และจะขี่คอผู้ช่วย ที่เรียกกันว่า "ตาแปส่างลอง" ตลอดการเดินทาง
และวันที่สาม เป็นวันบรรพชา ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากการบรรพชาในส่วนอื่นๆ ของประเทศเท่าใดนัก
ลูกแก้ว จะได้รับการยกฐานะให้เป็นเสมือนเจ้าชายที่กำลังจะออกบวช เมื่อชาวบ้านทราบข่าวการบวช ก็จะพากันมาแสดงความยินดี และมาช่วยงานบวชกันอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่ชาวเมืองม้า เท่านั้น แต่ชาวเมืองอื่นๆ ในละแวกนั้นก็มาด้วย เพราะพวกเขาเห็นว่า การบวช เป็นสิ่งที่ได้บุญมาก และการที่ลูกหลานในเมืองได้บวช ก็ถือเป็นสิริมงคลแก่เมืองอย่างยิ่ง ชาวบ้านจะชวนกันมาทำบุญกับลูกแก้ว ซึ่งที่นี่จะเรียกว่า “การทาน” ทั้งทานของ และทานเงิน
และที่น่าแปลกก็คือ จะมีการขับเพลง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการทำขวัญนาค โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการบวช และการเสด็จออกบวชของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะขับเพลงตั้งแต่สองทุ่มเรื่อยไป จนถึงรุ่งเช้าวันใหม่ โดยที่เนื้อหาของเพลงที่ขับนั้น ไม่ซ้ำกันเลย
หลังจากบวชแล้ว สามเณรลูกแก้ว จะได้รับฉายาจากเจ้าอาวาสทันที สามเณรจะปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสอนอย่างเคร่งครัด จะมีการสวดมนต์ สวดธรรม และนั่งสมาธิ
เวลาเรียนธรรมะ หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็จะเป็นผู้สอนเอง โดยการสอนด้วยปากเปล่า แล้วให้สามเณรลูกแก้วท่องตาม ซึ่งสามเณรก็สามารถท่องจำธรรมะทั้งหมดได้ในเวลาอันรวดเร็ว และสามเณรแต่ละองค์ก็จะมีผ้าพาดบ่า (ซึ่งมีลักษณะคล้ายผ้าสังฆาฏิ แต่เป็นสีๆ) โดยมีความเชื่อว่า หากญาติพี่น้องคนใดตกนรก ผ้าผืนนี้จะไปมัด ไปเกี่ยว ช่วยเอาญาติพี่น้องกลับขึ้นมาจากนรกได้
"การบวชเรียน นับเป็นประเพณีในพระพุทธศาสนา ที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งอดีต แม้จะดูเหมือนว่า กระแสโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และได้กลืนเอาประเพณีอันดีงามเหล่านี้ไป จนผู้คนหลงลืมกันไปว่า การบวชเรียนนั้นเป็นอย่างไร หากพุทธศาสนิกชนร่วมมือกัน การรักษาประเพณีในพระพุทธศาสนาคงไม่ใช่เรื่องยาก โดยในปีหน้าจะขยายโครงการไปบวชสามเณรภาคฤดูร้อนทางภาคอีสานเพิ่ม ทั้งนี้ต้องขออนุโมทนาบุญกับ ๑.คุณศิริธัช โรจนพฤกษ์ ๒.คุณนิวัตน์ แจ้งอริยวงศ์ และ ๓.คุณสุภชัย วีระภุชงค์ ที่ให้การสนับสนุนโครงการปอยลูกแก้วราชภัฏเชียงราย " นายธนาชัย กล่าวทิ้งท้าย
เพียง ๑ ก็เป็นบุญ
นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานคณะกรรมการ บอกว่า บุญปอยลูกแก้วราชภัฏเชียงราย ครั้งที่ผ่านมา จัดขึ้นเป็นปีที่ ๕ โดยในปีแรก มีการบวชลูกแก้วประมาณ ๕๐ คน ปีถัดมาเพิ่มเป็น ๒๐๐ คน ส่วนปี ๒๕๕๐ เพิ่มเป็น ๖๐๐ คน ปี ๒๕๕๑ เพิ่มเป็น ๑,๐๐๐ คน และปี ๒๕๕๒ เพิ่มเป็น ๑,๖๐๐ คน ซึ่งเป็นเด็กที่มาจากทุกอำเภอใน จ.เชียงราย และบวชไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
ในจำนวนเด็กที่บวชนี้ เพียง ๑ คนบวชไม่สึกถือว่าเป็นบุญ ถือว่าเป็นการสืบทอดพุทธศาสนาแล้ว แต่เท่าที่ทราบ มีเณรที่บวชแล้วไม่สึก บวชเพื่อเรียนนับร้อยคน
คุณค่าสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ สังคมไทยต้องการคนที่มีความรู้ และได้รับการฝึกหัดอบรมมาจากวัดแล้วว่า “เป็นคนสุก” หรือเป็น “ขนานบัณฑิต” ชาวบ้านอยากจะให้ลูกสาวแต่งงานด้วยหวังใจว่า คนที่บวชแล้วย่อมรักทะนุถนอมลูกเมียไม่ทอดทิ้ง เพราะจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา
การบวชสามเณร หรือ ปอยน้อย ในภาคเหนือนั้น มีความมุ่งหมาย และคุณค่าสำคัญดังนี้
๑.ต้องการให้เด็กรู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้ ๒.ต้องการให้เด็กรู้ศีลธรรม จริยธรรม ๓.ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้วิชาชีพ ๔.ต้องการเป็นศาสนทายาท คือ ผู้สืบมรดกทางพุทธศาสนา ๕.ต้องการให้สังคมยอมรับบิดามารดาว่า เป็นผู้ศรัทธาในพุทธศาสนา ๖.ต้องการให้เกิดบุญกุศลเป็นการสร้างสมบารมี ๗.ต้องการให้เป็นพาหนะสู่สวรรค์และนิพพาน และ ๘.ต้องการเป็นคนสุก เพราะการอบรมบ่มนิสัย
"คนโบราณเมื่อมีลูกเป็นชาย ก็สมหวังได้ดังใจของพ่อแม่ จึงอยากให้ลูกบวชในพุทธศาสนาด้วยความรักและศรัทธาของพ่อแม่ ก่อนจะบวชพ่อแม่ต้องนำลูกไปฝากกับเจ้าอาวาส (ตุ๊เจ้าหลวง) ท่านจะสั่งสอนให้อ่านและเขียนตัวหนังสือล้านนา จนจดจำได้แล้ว และท่องปากเปล่าได้ทุกบททุกข้อ เพราะภาคเหนือเรานิยมบวชลูกแก้วเป็นเณรน้อย เมื่อตุ๊เจ้าหัววัดหาวันดีได้แล้ว ทางพ่อแม่จะจัดแจงข้าวของ คือ จัดผ้าอุ้มใส่ขัน (พานดอกไม้) ไปบอกบุญกับญาติพี่น้องตามสมควร" นายธนาชัยกล่าว
เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"



